Home Blog Page 7

Bentley ให้ผู้ใช้รถดีไซน์สีภายนอกของ Bentayga ได้ตามต้องการกับเฉดสีใหม่กว่า 111 สี

Express Yourself in Color: Bentley Bentayga Offers Over 111 New Bespoke Hues

บทความ: Luxuo Thailand ภาพ: Bentley

เพราะตัวตนคือสิ่งสำคัญ Bentley Motors เปิดโอกาสให้ลูกค้าได้แสดงความเป็นตัวเองผ่านรถเอสยูวีรุ่นเรือธงอย่าง Bentayga ด้วยตัวเลือกสีภายนอกมากกว่า 111 เฉดสี ซึ่งถือว่ามากที่สุดในอุตสาหกรรมยานยนต์ ณ เวลานี้ และหากยังไม่พอใจ ลูกค้ายังสามารถสั่งผลิตสีพิเศษเฉพาะบุคคลแบบ “หนึ่งเดียวในโลก” ผ่านแผนก Mulliner ได้อีกด้วย

หนึ่งในตัวอย่างที่น่าจดจำคือ Bentayga EWB Azure สี Candy Pink ซึ่งถูกคัสตอมตามความต้องการของลูกค้าชาวอเมริกันผู้หลงใหลในสีชมพู โดยเลือกแพ็กเกจ Blackline Specification เสริมล้อขนาด 22 นิ้วแบบพ่นสี พร้อมกระจกกรองแสงเพิ่มความเป็นส่วนตัว ตัวถังภายนอกสีชมพูตัดกับดีเทลเข้มอย่างโดดเด่น

ภายในห้องโดยสารใช้หนังและด้ายเย็บสี Cherry Blossom โดยแม้แต่โลโก้ Bentley Wings บนพนักพิงเบาะก็ปักด้วยด้ายสีเดียวกันอย่างประณีต เสริมความสุนทรีย์ด้วยเบาะหลังแบบ Wellness Seat, เครื่องเสียงจาก Bang & Olufsen และตู้แช่เครื่องดื่ม Mulliner Bottle Cooler พร้อมประตูกระจกแบบ soft-close ข้างเบาะหลัง

แนวโน้มการออกแบบเฉพาะบุคคลในหมู่ลูกค้า Bentley เพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน โดยในปีที่ผ่านมา ความต้องการในการสั่งผลิตแบบ personal commission เติบโตถึง 43% และกว่า 70% ของลูกค้า Bentley ปัจจุบันเลือกเพิ่มฟีเจอร์จาก Mulliner อย่างน้อยหนึ่งรายการ

Bentley ไม่เพียงมอบยนตรกรรมที่หรูหราเหนือระดับ แต่ยังเปิดโอกาสให้ผู้ขับขี่ได้ “ออกแบบตัวตน” ของตนเองในทุกรายละเอียด

บทความที่เกี่ยวข้อง:
5 รถ SUV หรูสุดล้ำปี 2025 สมรรถนะเหนือระดับ ประหยัดน้ำมัน คุ้มค่าทุกการขับขี่

ทำไม F1 ถึงเป็นการแข่งขันรถยนต์ที่ทรงอิทธิพลที่สุด

What Makes F1 the Most Influential Racing Series on Earth?

บทความ: ศศิวิมล สุริยะมณี ภาพเปิด: Mercedes-Benz

การแข่งขัน Formula 1 (F1) กลายเป็นหนึ่งในกีฬาที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก และมีผู้ชมติดตามมากมายทั่วโลก ด้วยเหตุผลที่ผสมผสานระหว่างความเร็ว เทคโนโลยี ความดราม่า และสไตล์ชีวิตแบบลักชัวรีที่มักจะมีผู้ชมระดับไฮเอนด์เข้าร่วม อย่างภาพยนตร์ F1 The Movie ที่ฉายอยู่ตอนนี้ก็ได้รับความนิยมทั่วโลก คำถามคือ อะไรทำให้ F1 เป็นการแข่งขันที่คนหลายคนจับตามองและกลายเป็นหนึ่งในกีฬาที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก

การแข่งขัน F1 เป็นการแข่งขันที่มีมูลค่ามหาศาล

ด้วยการแข่งขันที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีมาประชันกัน แต่ละเจ้าต้องผลิตรถยนต์ที่เร็วขึ้นและมีสมรรถนะที่สูงตรงตามหลักอากาศพลศาสตร์มากขึ้น ทำให้ F1 เป็นธุรกิจที่มีราคาแพงมากสำหรับทีมที่ลงแข่งขัน ยกตัวอย่างทีม Mercedes ที่มีรายงานว่าในปี 2008 ใช้เงินไปถึง 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 14,800 ล้านบาท) แต่ในขณะเดียวกัน การแข่งขันร F1 ก็สร้างรายได้มหาศาลทั้งในระดับโลกและระดับประเทศที่จัดการแข่งขัน ในแต่ละปี การแข่งขันรถ F1 ทำรายได้ประมาณ 3.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.25 แสนล้านบาท) ซึ่งรายได้หลักๆ มาจากหลายช่องทาง เช่น การขายลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด การขายตั๋วเข้าชม สปอนเซอร์ และการท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขัน

(Photo: Mercedes-Benz)


F1 เป็นรถที่ทรงพลังมากที่สุด

หากพูดถึงเรื่องความเร็ว F1 จะเป็นชื่อเบอร์ต้นๆ ที่เรามักจะคุ้นหู องค์กร F1 ที่จัดตั้งขึ้นในปี 1946 ได้ให้คำว่า “Formula” แปลว่าสูตร เข้าไปในชื่อซึ่งหมายถึงชุดของกฎการแข่งขัน ส่วนคำว่า “One” ที่แปลว่าหนึ่ง คือหมวดหมู่สำหรับประเภทรถที่ทรงพลังมากที่สุด F1 มีการแข่งขันในหลายทวีป เช่น ยุโรป เอเชีย ตะวันออกกลาง อเมริกาใต้ มีฐานแฟนคลับข้ามประเทศ และเป็นเวทีที่รวมสุดยอดยนตรกรรมและสุดยอดนักแข่งจากหลายเชื้อชาติ

ชาร์ล เลอแกลร์ (Charles Leclerc) นักแข่งฟอร์มูลาวัน (F1) จากทีม Ferrari
(Photo: Ferrari)

F1 ศูนย์รวมความบันเทิง ดราม่า ครบรสในสนามเดียว

F1 ไม่ใช่แค่กีฬา แต่คือสนามทดลองเทคโนโลยีที่ล้ำที่สุดของโลก ทั้งยังเป็นคอมมิวนิตี้ที่รวมเอาความบันเทิงแบบครบรส ทั้งความสนุก ความกดดันในสนามแข่ง ที่นอกเหนือจากความเร็วยังแฝงเกมจิตวิทยา กลยุทธ์ระดับสูง ทำให้ผู้คนลุ้นและติดตามกันแบบเกาะขอบสนามไม่ปล่อยมือ

(Photo: Ferrari)


F1 แหล่งรวมไลฟ์สไตล์ชีวิตสุดลักชัวร

Global Sport ที่คนดูทั่วโลกอย่าง F1 ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแข่งขัน แต่เป็นการรวมสไตล์ชีวิตสุดหรูที่เต็มไปด้วย แบรนด์ดังระดับโลก, งานพรมแดง, ไฮโซ, เซเลบริตี้, และแฟชั่น ซึ่งหลายๆ คนก็ให้การติดตามจากเรื่องนี้โดยเฉพาะ

บทความที่เกี่ยวข้อง:
Vesaro Dome X ของขวัญปีใหม่ชิ้นโตสำหรับสายเกมมิ่งรถแข่ง

สัมผัสอีกด้านของ ออน สมฤทัย ที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจและความกล้าคิด

Unveiling Aon Somrutai and Her Chosen Identity Beyond the Screen

บทความ: Luxuo Thailand ภาพ: มโนสิทธิ์ บุญนนท์

ออน สมฤทัย รัตนวราห หญิงสาวผู้เป็นที่รู้จักจากคอนเทนต์ไวรัล ภาพถ่ายที่ถ่ายทอดความเป็นธรรมชาติ ไอเท็มลักชัวรีที่คัดสรรด้วยความพิถีพิถัน และพลังบวกที่สัมผัสได้จากทุกบทบาทที่เธอเลือก ในสายตาของผู้คน เธอคือนิยามของผู้หญิงที่มีสไตล์ มีฝัน และรู้จักตัวเองอย่างลึกซึ้ง Luxuo Thailand Cover Story ฉบับนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักเธอให้มากกว่าที่เคยเห็น ผ่านบทสนทนาเปิดใจที่จริงใจและเปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจ

อยากให้คุณออนเล่าให้ฟังหน่อยว่าชีวิตประจำวันช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้าง มีรูทีนอะไรที่ขาดไม่ได้เลย

ชีวิตประจำวันและรูทีนในช่วงนี้นะคะ ก็จะเริ่มต้นตั้งแต่ตอนกลางคืนเลยค่ะ คือต้องดูก่อนว่ามันต้องมีอะไรเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้บ้าง จะได้เตรียมตัวแล้วก็เซ็ตนาฬิกาปลุก เพราะแต่ละวันจะตื่นไม่เท่ากันค่ะ รุ่งเช้ามาเราก็จะมีเวลากับตัวเองสักครึ่งชั่วโมง จิบกาแฟ แล้วก็เริ่มต้นวัน รันไปตามตารางเลยค่ะ จะเป็นคนที่ค่อนข้างแพลน รูทีนก็จะประมาณนี้ค่ะ

มีเรื่องใดบ้างที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับคุณออน

จริงๆ ในโซเชียลคนจะคิดว่าออนต้องช้อปปิ้งทุกวัน หรือว่าแต่งตัวเต็มทุกวัน จริงๆ มันจะเป็นวันที่ทำงานค่ะ ซึ่งช่วงนี้ก็ทำงานเยอะนิดนึง ก็เลยจะต้องแต่งตัวแทบจะทุกวัน แต่ว่าช่วงไหนที่ไม่ได้ทำงาน ก็จะชอบไม่แต่งหน้า ใส่เสื้อยืดกางเกงธรรมดาเลยค่ะ เพราะว่าชอบความรู้สึกหน้าสดค่ะ มันสบายหน้า แล้วออนก็เป็นคนชิลล์มากๆ เลยค่ะ

คุณออนมีรูทีนดูแลผิวประจำวันสำหรับวันที่ไม่ต้องแต่งหน้าไหม

มีค่ะ จริงๆ ก็จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ นะคะ ออนจะมีการดูแลตัวเองอยู่เรื่อยๆ เลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นโลชั่นหรือว่าครีมทาหน้า บำรุง แต่พยายามไม่ใช้หลายขั้นตอนมากเกินไป แต่จะลองสินค้าใหม่เรื่อยๆ ค่ะ

ในวันที่ไม่ต้องเจอใคร ไม่ต้องแต่งตัว คุณออนชอบใช้เวลากับอะไรบ้าง

เอาจริงๆ ออนชอบใช้เวลากับตัวเองค่ะ อยู่กับที่บ้าน อยู่กับตัวเอง แล้วก็ดูตารางเรื่อยๆ ค่ะ ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น เผื่อเรามีเวลาในการเตรียมตัวมากขึ้น มีเวลาฝึกฝนพัฒนาตัวเองมากขึ้น เพื่อที่จะทำงานได้ดีขึ้นค่ะ

ไอเท็มแฟชั่นชิ้นใดที่ขาดไม่ได้สำหรับคุณออน

ไอเท็มแฟชั่นชิ้นที่รู้สึกว่าขาดไม่ได้ คงจะเป็นแหวนค่ะ ก็คือเป็นแหวนแต่งงานด้วย แล้วก็รู้สึกติด ทำให้มีกำลังใจ เวลาไปทำงานหรือไปไหน พอใส่วงนี้ไปแล้วรู้สึกมีกำลังใจ และมีความหมายกับเราค่ะ

การแต่งตัวและการเลือกไลฟ์สไตล์แบบใดที่คิดว่าเป็น “ออน สมฤทัย” ที่สุด

จริงๆ การแต่งตัวสำหรับสไตล์ของออนนะคะ ออนจะเป็นคนที่เลือกจากความสบายก่อน แต่ว่ามีดีเทล มีสไตล์ ก็จะเลือกแบรนด์ที่เรามั่นใจ แล้วก็จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เหมือนกัน แต่หลักๆ คือจะเน้นสบาย มีสไตล์ มีดีเทล ออนชอบเรื่องราวของชุด ของเสื้อผ้าค่ะ

ในฐานะที่คุณออนมีประสบการณ์ในวงการแบรนด์เนมมือสอง คุณออนมีคำแนะนำดีๆ สำหรับเกี่ยวกับการเลือกซื้อ การดูแลรักษา และการลงทุนในสินค้าแบรนด์เนมมือสองไหม

แบรนด์เนมมือสอง ออนก็แนะนำว่า ช่วงนี้เป็นตลาดของผู้ซื้อเลยค่ะ ออนเองก็แอบซื้ออยู่บ่อยๆ ซื้อจากร้านตัวเองบ้าง ซื้อจากแม่ค้าร้านอื่นๆ บ้าง เพราะแอบรู้สึกว่ามันค่อนข้างราคาดี แล้วก็เป็นแนว “สมบัติแบ่งกันชม” มันก็ได้ประโยชน์หลายทางนะคะ อย่างเราที่เห็นชัดเจนก็คือ เราก็ได้ซื้อในราคาประหยัดลง แล้วบางทีเป็นสินค้าที่หาไม่ได้แล้ว หาซื้อตามช้อปไม่ได้แล้ว เพราะผลิตนานแล้ว ก็รู้สึกโชคดีที่ได้มาค่ะ แล้วอีกอย่างหนึ่ง มันก็เป็นการช่วยเรื่องความยั่งยืน (sustainability) ด้วย ให้มีการหมุนเวียน สมบัติผลัดกันชม สมมติอีกคนไม่ได้ใช้แล้วก็มาแบ่งต่อแบบราคาดีขึ้น แต่ก็จะเลือกแบบสภาพดีๆ นิดนึง และเราภูมิใจในการใช้ค่ะ

ในวันที่ยุ่งๆ กับธุรกิจและโซเชียลมีเดีย คุณออนมีวิธีเติมพลังใจอย่างไรบ้าง

ในวันที่ออนยุ่งๆ ออนท้อ ออนเหนื่อย ก็จะเติมพลังใจให้ตัวเองบ้าง แต่ส่วนมากก็จะมีพลังบวกค่ะ คนอยู่รอบข้างก็จะเป็นแนวโพซิทีฟ มีพลังบวกหมดเลย ออนก็จะคัดคนจากความโพซิทีฟก่อนเลย ก็จะมีความรู้สึกที่ดีให้กัน ให้กำลังใจกัน เลยจะไม่ค่อยรู้สึกว่าท้อมากเท่าไหร่ แต่ถ้าท้อ ก็จะคิดว่าสิ่งที่เราทำอยู่มันเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ยึดมั่นใจความถูกต้องค่ะ ทำงานก็เป็นเรื่องที่ดี เลยรู้สึกว่าเหนื่อยพักได้ค่ะ

ในวันที่เหนื่อยจนท้อมากๆ อะไรเป็นสิ่งที่ทำให้คุณออนลุกขึ้นมาได้อีกครั้ง

ถ้าเหนื่อยจนท้อจริงๆ ก็เคยมีค่ะ แล้วสิ่งที่ทำให้ลุกขึ้นมาสู้ได้อีกครั้งก็คือ เราให้คุณค่ากับตัวเอง เรารู้ว่าตัวเองมีความสามารถในการทำสิ่งต่างๆ เหล่านั้น ทำมิชชั่นต่างๆ ได้ ไม่ใช่ว่าให้ความท้อมากดความสามารถของเรา ออนรู้สึกว่า “เรายังไปต่อได้ เราทำได้มากกว่านี้” นี่คือกำลังใจของตัวเองค่ะ

ในบทบาทของนักธุรกิจ เจ้าของแบรนด์ และชีวิตคู่ คุณออนมีวิธีบริหารสมดุลในแต่ละบทบาทอย่างไร

จริงๆ แล้วเรื่องการจัดการชีวิตคู่ ธุรกิจ แล้วก็เรื่องงาน ออนเน้นเรื่องการจัดการเวลาค่ะ ออนจะเป็นคนที่มีตารางงานค่อนข้างเป๊ะเลยค่ะว่าเราจะทำอะไรในหนึ่งเดือน คิดแค่หนึ่งเดือนล่วงหน้า สองเดือนล่วงหน้า แล้วก็ย่อยมาเป็นทีละอาทิตย์ ทีละวัน แล้วก็ทำให้ดีที่สุดค่ะ อันไหนที่พอแทรกได้ก็แทรกไป เรื่องงานก็จะประมาณนี้ค่ะ ส่วนเรื่องความรัก เราก็จะทำให้เต็มที่ ก็จะใช้เวลาอยู่กับสามีโดยที่ไม่ได้จับโทรศัพท์หรือทำงาน ก็จะให้กำลังใจกัน พูดจาดีๆ ต่อกันค่ะ

ถ้าวันหนึ่งไม่ได้อยู่ในวงการแฟชั่นแบรนด์เนม คุณออนมีความฝัน หรือสิ่งที่อยากทำอีกไหม

จริงๆ ความรู้สึก ณ วันนี้ ออนรู้สึกกดดันตัวเองน้อยลงแล้วค่ะ ก็จะเป็นแนวใช้ชีวิตทุกวันให้เต็มที่ คือเราทำงานเราทำเต็มที่ แล้วก็มีความสุขกับการทำงาน ไม่ได้กดดันตัวเอง ถ้าถามว่าอยากจะทำอะไร ถ้าเราไม่ได้อยู่ในวงการนี้ เราก็คงจะลงทุนแบบที่ลงทุนอยู่ค่ะ อาจจะค่อยๆ ศึกษามากขึ้น ลงทุนมากขึ้น แล้วก็ใช้ชีวิต ไปเที่ยว ให้มันมีความสุข บาลานซ์ชีวิตด้วยค่ะ

แล้วตอนนี้มีที่เที่ยวในใจที่อยากไปไหม

ถ้าชอบที่สุดเลยนะคะ คือชอบไปซาฟารีค่ะ ไปดูบิ๊กไฟว์ เพราะเราเคยไปแอฟริกาใต้ครั้งแรก แล้วเราก็รู้สึกชอบมากๆ ต่อไปก็จะต้องไปเคนย่าให้ได้ ที่มี “เกรท ไมเกรชัน” (The Great Migration) ที่มีสัตว์วิ่งย้ายถิ่น คือเราเคยไปแล้วมันมีความสุขมากๆ ได้อยู่กับธรรมชาติ ความสัตว์เป็นแบบนี้ ความป่าเป็นแบบนี้ที่แท้จริง จะบอกว่าคนที่ชอบความสบายไปแบบนี้มีสบายๆ มากเหมือนกันนะคะ คือมันไม่ได้ลำบากเลย นอนสบาย ได้ตื่นมาเห็นธรรมชาติ ได้ออกทริป นั่งรถไปดูสัตว์ มันแฮปปี้มากๆ เลย อันนี้คือเป็นทริปที่คุ้มค่า แล้วก็อยากไปอีกเร็วๆ นี้

อยากฝากอะไรถึงผู้หญิงรุ่นใหม่ที่กำลังไล่ตามความฝันของตัวเองอยู่ตอนนี้บ้าง

สำหรับใครที่มีความฝัน ออนรู้สึกว่ามันดีมากๆ แล้วที่เรามีความฝันของตัวเอง ก็อยากจะให้ทุกคนทำตามความฝันนั้น รู้ว่าการที่เรามีความฝันมันมีคุณค่ามากแค่ไหน แล้วก็ทำมันให้ได้ พยายามยึดมั่นกับความฝัน ออนเชื่อว่าทุกคนที่มีพลังในการคิดว่าตัวเองจะทำความฝันให้เป็นจริง มนุษย์เราสามารถทำได้แน่นอนค่ะ อย่าท้อ การที่เราจะทำความฝันได้มันต้องผ่านอะไรไปอีกเยอะมากๆ เลยค่ะ

อีก 5 – 10 ปีข้างหน้า ถ้าคุณออนได้กลับมาดูบทสัมภาษณ์นี้ คิดว่าจะรู้สึกอย่างไรบ้าง

ถ้าอีก 5 – 10 ปี ออนได้ดูบทสัมภาษณ์นี้อีกครั้ง ก็คงจะบอกว่า เฮ้ย ภูมิใจในตัวเองที่เรายังยึดมั่นในการทำสิ่งที่ถูกต้อง แล้วก็โพซิทีฟ แล้วก็คงเห็นการพัฒนาของตัวเองอีกเยอะมากๆ เลยค่ะ

แล้วคุณออนหวังว่าตัวเองใน 5 – 10 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร หรืออยากฝากอะไรถึงตัวเองในตอนนั้นหรือไม่

สำหรับวันนี้ มองไปหาตัวเองในอีก 5 – 10 ปีข้างหน้านะคะ ก็จะบอกว่า “เก่งมาก ทำได้แล้ว ออนในเวอร์ชั่นนั้น แล้วก็เป็นคนที่ดีขึ้น พัฒนาตัวเองได้มากขึ้นนะคะ มีสติในการทำงาน แล้วก็มีการบาลานซ์ในเรื่องของชีวิต ครอบครัว ความรัก เพื่อนร่วมงาน ทุกคน ใครอยู่ด้วยก็จะเป็นคนที่โชคดีนะ เก่งมากเลย” น่าจะประมาณนี้ค่ะ

บทความที่เกี่ยวข้อง:
คุณแคท ซอนญ่า สิงหะ กับบทสนทนาที่เผยตัวตนแท้จริงและความงดงามอันเป็นเอกลักษณ์

Nara Thai Cuisine สาขา Iconsiam จุดหมายใหม่ของประสบการณ์อาหารไทยริมเจ้าพระยา

Savor Premium Thai Flavors by the River at Nara Thai Cuisine, Iconsiam

อาหารไทยไม่ได้ครองใจแค่คนไทย แต่ยังกลายเป็นรสชาติที่คนทั้งโลกหลงรัก แล้วลองจินตนาการดู หากคุณได้ลิ้มลองอาหารไทยต้นตำรับในรูปแบบพรีเมียม ท่ามกลางบรรยากาศหรูหรา พร้อมวิวแม่น้ำเจ้าพระยาสุดตระการตา จะยิ่งได้อรรถรสเพียงใด ประสบการณ์อันน่าประทับใจเหล่านี้รอคุณอยู่แล้วที่ Nara Thai Cuisine สาขาใหม่ล่าสุด ณ Iconsiam หนึ่งในโลเคชันที่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ของกรุงเทพฯ

แบรนด์ Nara อยู่คู่วงการอาหารไทยระดับอินเตอร์มากว่า 20 ปี และวันนี้ได้ปักหมุดเปิดสาขาใหม่ในโลเคชันที่เรียกได้ว่าเป็นแลนด์มาร์กระดับโลก พร้อมยกระดับประสบการณ์รับประทานอาหารไทยให้หรูหราและครบรสยิ่งขึ้น กับ Nara Thai Cuisine สาขา Iconsiam ที่เปิดให้บริการเมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

ด้วยพื้นที่ภายในร้านที่กว้างขวาง ทั้งโซนในร่มที่ตกแต่งแบบสะท้อนเอกลักษณ์ของไทยสมัยใหม่ และโซนกลางแจ้งที่มาพร้อมวิวริมแม่น้ำเจ้าพระยาสุดตระการตาซึ่งงดงามอย่างมากในช่วงพระอาทิตย์ตกและยามค่ำคืน

ความโดดเด่นของสาขานี้ก็ไม่ได้อยู่ที่ทำเลเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการคัดสรรเมนูพิเศษที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อสาขานี้โดยเฉพาะ นอกจากเมนูอาหารไทยยอดนิยมระดับตำนาน อาทิ ต้มยำกุ้ง ปูผัดผงกะหรี่ กุ้งแม่น้ำไซส์จัมโบ้ และข้าวแช่นารา เมนูพิเศษประจำฤดูร้อน ที่ในปีนี้มีให้บริการถึงสิ้นเดือนกรกฏาคม ยังมีเมนูซิกเนเจอร์ที่คุณจะหาไม่ได้จากสาขาอื่นใดอย่าง “Siamese Pafet” ข้าวเหนียวทุเรียนเสิร์ฟพร้อมน้ำสลัชชี่ที่มีให้เลือกถึง 4 รสชาติ ได้แก่ ชาไทย มะม่วง น้ำตาลโตนด และมะพร้าว พร้อมด้วยขนมครกข้าวเหนียวทุเรียน ที่ทั้งแปลกใหม่และรสชาติเยี่ยม

ทั้งอาหารและบรรยากาศ ทำให้การไปเยือน Nara Thai Cuisine สาขาไอคอนสยาม เป็นมากกว่าการไปรับประทานอาหาร แต่คือการใช้เวลาคุณภาพในสถานที่สุดพิเศษ ถือเป็นจุดหมายปลายทางแห่งรสชาติอาหารไทยที่สามารถเช็คอินได้ในทุกๆ โอกาส ไม่ว่าจะเป็นการออกเดท การสังสรรค์ของครอบครัวและกลุ่มเพื่อน การเจรจาธุรกิจ หรือการต้อนรับเพื่อนต่างชาติ

บทความที่เกี่ยวข้อง:
เปิดประสบการณ์รสชาติแห่งฤดูร้อนที่ Le Du Kaan กับ 5 เมนูพิเศษโดยเชฟมิชลินสตาร์

ส่องความพิเศษของ Sport Auto 79 เรือนเวลารุ่นฉลอง 15 ปีของ Laurent Ferrier

Laurent Ferrier Celebrates Its 15 Years of Passion with Sport Auto 79

บทความ: Luxuo Thailand ภาพ: Laurent Ferrier

เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน ค.ศ. 1979 หลังจากใช้เวลายาวนานถึง 24 ชั่วโมง ในที่สุดโลรองต์ แฟร์ริเยร์ (Laurent Ferrier) ฟรองซัวส์ แซร์วาแนง (François Servanin) และฟรองซัวส์ ทริสโคนี (François Trisconi) สามเพื่อนรักนักแข่งรถมือสมัครเล่นก็สามารถคว้าอันดับ 3 ของการแข่งขันระดับตำนาน Le Mans ที่มีระยะทางถึง 3,988 กิโลเมตรได้สำเร็จ ในวันนั้น พวกเขาได้รับทั้งถ้วยรางวัลและของขวัญแสนพิเศษ ซึ่งก็คือนาฬิกาเรือนหนึ่ง ที่กลายมาแรงบันดาลใจในการก่อตั้ง Laurent Ferrier แบรนด์นาฬิกาหรูสัญชาติสวิสในเวลาต่อมา

และในวาระครบรอบ 15 ปีของแบรนด์ Laurent Ferrier ก็ได้เปิดตัว Sport Auto 79 นาฬิกาเรือนทองที่ไม่ได้เป็นแค่เครื่องบอกเวลา แต่เป็นสัญลักษณ์แห่งการก้าวข้ามขีดจำกัดไปสู่ความหลงใหลและการสร้างสรรค์ที่ลึกซึ้งและยิ่งใหญ่กว่าเดิม ทั้งยังเป็นการรำลึกและเฉลิมฉลองให้แก่ห้วงเวลาที่เปลี่ยนชีวิตของผู้ก่อตั้งไปตลอดกาล

ตัวเรือนเรดโกลด์ 18K ของ Laurent Ferrier Sport Auto 79 ดูมีมิติและเสน่ห์เฉพาะตัว ด้วยขอบหน้าปัดขัดซาตินบรัชลายวงกลม ตัวเรือนกลางขัดซาตินบรัชแนวตั้ง ส่วนข้างตัวเรือนขัดเงา หน้าปัดสีครีมเคลือบผิวแบบโอพาลีนให้ผิวสัมผัสคล้ายแป้งเนื้อละเอียด หลักชั่วโมงและเข็มนาฬิกาทำจากเรดโกลด์ เคลือบซุปเปอร์ลูมิโนว่าสีขาวเพื่อให้คมชัดและอ่านค่าได้ชัดเจนขึ้นแม้ในที่แสงน้อย มาพร้อมขีดบอกนาที ช่องวันที่ และหน้าปัดย่อยสำหรับวินาทีขนาดพอเหมาะ ช่วยให้อ่านเวลาได้ง่ายและชัดเจน ซึ่งเป็นจุดเด่นของนาฬิกาในคอลเลกชัน Laurent Ferrier

สายนาฬิกาเรดโกลด์ 18K ถูกออกแบบให้เชื่อมต่อกับตัวเรือนได้อย่างลงตัว มงกุฎทรงลูกบอลขนาดใหญ่ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ Laurent Ferrier Sport Auto 79 ถูกออกแบบให้โค้งรับกับตัวเรือนเพื่อความสะดวกในการจับหมุนขึ้นลาน และด้วยการขันเกลียวอย่างแน่นหนา ทำให้นาฬิกาเรือนนี้สามารถกันน้ำได้ลึกถึง 120 เมตร รองรับการใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจ

ด้านการทำงาน Sport Auto 79 มาพร้อมกับกลไก LF270.01 ซึ่งเป็นกลไกอัตโนมัติแบบมีไมโครโรเตอร์ ที่ถูกออกแบบ ตกแต่ง และประกอบขึ้นด้วยมือในเวิร์กช็อปที่เจนีวา โรเตอร์แกว่งทำจากแพลทินัม 950 พร้อมลวดลายแกะสลักด้วยเลเซอร์ สะพานเครื่องตกแต่งด้วยการขัดแบบซาตินบรัชแนวนอนและเคลือบรูเทเนียม ผู้เชี่ยวชาญของ Laurent Ferrier ตกแต่งแต่ละชิ้นส่วนอย่างประณีต และใช้เวลานานกว่า 2-3 ชั่วโมงสำหรับชิ้นส่วนเพียงชิ้นเดียว ทุกชิ้นส่วนที่ประกอบกันเกิดเป็นกลไกที่แข็งแรงและทำงานได้อย่างแม่นยำ ซึ่งคุณสามารถชื่นชมความงดงามของกลไกภายในได้ผ่านกระจกแซฟไฟร์ด้านหลังตัวเรือน

Laurent Ferrier Sport Auto 79 เป็นผลงานศิลปะที่เล่าเรื่องราวของความหลงใหล ความกล้าหาญ และการไล่ตามฝัน สำหรับนักสะสมและผู้ที่ชื่นชอบนาฬิกาคุณภาพและมีเรื่องราวอันน่าประทับใจ นี่คือโอกาสที่จะเป็นเจ้าของผลงานชิ้นเอกที่ผสมผสานระหว่างประวัติศาสตร์การแข่งรถ งานฝีมือระดับโลก และความงามแบบคลาสสิกที่จะคงอยู่ตลอดกาล

บทความที่เกี่ยวข้อง:
3 เรื่องที่คุณอาจยังไม่รู้เกี่ยวกับ Richard Mille แบรนด์นาฬิกาสุดล้ำแห่งศตวรรษที่ 21

Burberry ยกกลิ่นอายป๊อปคัลเจอร์อังกฤษมาอวดโฉมกลางกรุงเทพในแคมเปญ “เทศกาล”

Burberry Festival Lands in Bangkok with a British Pop-Culture Twist

บทความ: Luxuo Thailand ภาพ: Burberry

Burberry เฉลิมฉลองแคมเปญ Burberry Festival ประจำฤดูกาลด้วยงานเปิดตัวสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ณ Clutch Bar ค็อกเทลบาร์สุดเท่ในย่านตลาดน้อย กรุงเทพฯ เพื่อถ่ายทอดจิตวิญญาณของวัฒนธรรม “เทศกาล” แบบอังกฤษที่เปี่ยมด้วยอิสรภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และการหลีกหนีจากความจำเจ ผ่านบรรยากาศสุดชิลและแฟชั่นลุคใหม่ล่าสุดจากคอลเลกชันฤดูใบไม้ร่วง 2025

งาน Burberry Festival ที่จัดขึ้นในครั้งนี้มีแขกผู้มีเกียรติจากหลากหลายวงการมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง อาทิ ไบรท์ วชิรวิชญ์, เจเจ กฤษณภูมิ, วี วิโอเลต วอเทียร์, มิลค์ พรรษา, จูเน่ เพลินพิชญา, WIM ท่ามกลางบูธถ่ายภาพสุดคูลและภาพถ่ายโพลารอยด์ที่ให้ผู้ร่วมงานได้เก็บไว้เป็นความทรงจำ และเสียงเพลงจากแผ่นเสียงที่คัดสรรพิเศษเพื่องานนี้โดยเฉพาะ โดยในงานนี้ ไบรท์ วชิรวิชญ์, วี วิโอเลต วอเทียร์ และ WIM ยังได้จัดทำเพลย์ลิสต์เพลงอังกฤษบน Spotify ให้แขกได้ดื่มด่ำกับเสียงเพลงตลอดงาน บรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุกในแบบร่วมสมัยแต่ยังคงกลิ่นอายคลาสสิกอังกฤษไว้อย่างชัดเจน

แคมเปญ Burberry Festival ได้แรงบันดาลใจจากตำนานแฟชั่นและบุคคลในวัฒนธรรมป๊อปของอังกฤษในยุค 90 ไม่ว่าจะเป็น Liam Gallagher, Cara Delevingne, Alexa Chung ไปจนถึง Lennon Gallagher และ Jean Gallagher ถ่ายทอดภาพลักษณ์ความเป็นบริติชเฮอริเทจผ่านแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย

และสำหรับคอลเลกชันฤดูใบไม้ผลิที่เปิดตัวพร้อมกันนี้ มีจุดเด่นอยู่ที่ลวดลายตาราง Burberry Check อันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งสะท้อนความเชื่อมโยงอันยาวนานของแบรนด์กับโลกแห่งธรรมชาติและความคิดสร้างสรรค์ โดยมีผลงานไฮไลต์เป็นกระเป๋ารุ่นล่าสุด Horseshoe Bag และกระเป๋าลายตารางจากรุ่น Highland ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากชุดกันฝน

งาน Burberry Festival ในกรุงเทพฯ ครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์เสน่ห์ของแบรนด์ที่เชื่อมโยงผู้คนผ่านเสียงเพลง ศิลปะ และสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์เข้าด้วยกันได้อย่างไร้ที่ติ

บทความที่เกี่ยวข้อง:
Tommy Hilfiger เปิดตัวคอลเลกชัน APXGP สุดลิมิเต็ด ผสานโลกแฟชั่นกับความเร็วแห่งสนาม F1

Get Exclusive Connections with LUXUO Thailand
Join us today
Connect!
Close
Join us for exclusive access to Luxuo Thailand's contents and events
Subscribe
close-image