Home Blog Page 6

ต้องทำยังไง ถึงจะได้เป็นเจ้าของชุด Haute Couture จากรันเวย์ Paris Fashion Week

What It Really Takes to Own a Haute Couture Gown

สำหรับคนทั่วไปแล้ว การชมแฟชั่นโชว์ ชุด Haute Couture อาจเป็นความฝันที่ห่างไกล แต่สำหรับลูกค้าบางกลุ่ม ความฝันนั้นไม่เพียงใกล้ตัว แต่สามารถ “จับต้องได้” และกลายเป็นเจ้าของได้จริง เพราะในโลกของ Haute Couture นั้น ชุดทุกชุดถูกสร้างขึ้นมา “เพื่อใครบางคน” เสมอ ไม่ว่าจะเพื่อเดินพรมแดงระดับโลก ใช้ในงานแต่งงาน หรือเพื่อเก็บไว้เป็นมรดกล้ำค่าที่ส่งต่อรุ่นสู่รุ่น

แล้วทำอย่างไรถึงจะได้เป็นเจ้าของ ชุด Haute Couture สุดพิเศษจากรันเวย์ Paris Haute Couture Week

1. ต้องเป็นลูกค้าระดับไฮเน็ตเวิร์ธของแบรนด์

แบรนด์ Haute Couture ไม่ได้เปิดให้ใครก็ได้เข้ามาซื้อเสื้อผ้า แม้มีเงินก็ไม่ได้หมายความว่าจะซื้อได้ทันที ลูกค้าส่วนใหญ่มักมีความสัมพันธ์กับแบรนด์ในระดับ VIP มีประวัติการสั่งตัดชุดหรือซื้อสินค้าเป็นประจำ และมีการดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมลูกค้าสัมพันธ์ หรือผู้จัดการลูกค้าสัมพันธ์

2. ต้องนัดหมายและบินไปลองชุดที่ปารีส

เพราะ Haute Couture คือลุคเฉพาะบุคคล ทุกชุดจะต้องผ่านกระบวนการวัดตัว ลองแบบ (toile fitting) และปรับแต่งเฉพาะกับรูปร่างของผู้สวมใส่ โดยปกติต้องนัดหมายกับเมซงล่วงหน้า และเดินทางไปลองชุดที่ห้องเสื้อในปารีสอย่างน้อย 2–3 ครั้ง

3. แต่ละชุดใช้เวลาทำหลายร้อยชั่วโมง และราคาสูงลิ่ว

ราคาชุด Haute Couture โดยทั่วไป สำหรับชุดกลางวันจะเริ่มต้นที่ประมาณ 25,000 ดอลล่าร์สหรัฐ (ราว 816,000 บาท) และสามารถทะยานถึงหลักสิบล้านบาทได้อย่างง่ายดาย โดยขึ้นอยู่กับวัสดุ งานปัก และความซับซ้อนของดีไซน์ หากเป็นชุดเจ้าสาวราคาจะยิ่งสูงขึ้นไปอีกเป็นเท่าตัว ส่วนใหญ่จะเริ่มที่ 100,000 ดอลล่าร์สหรัฐ (ราว 3,300,000 บาท)

4. ไม่ใช่ทุกชุดที่สามารถ “ซื้อได้”

หลายลุคในโชว์อาจถูกออกแบบมาเพื่อโชว์เท่านั้น ไม่มีการผลิตเพื่อจำหน่าย หรือบางครั้งแบรนด์อาจอนุญาตให้ลูกค้าสั่งตัด “ชุดคล้าย” ที่มีแรงบันดาลใจจากลุคในรันเวย์ แต่จะมีการปรับดีเทลเพื่อความเฉพาะตัวยิ่งขึ้น

5. Haute Couture คือการลงทุนทางวัฒนธรรม

ลูกค้าจำนวนหนึ่งมองชุด Haute Couture ไม่ใช่แค่แฟชั่น แต่เป็น “การลงทุนในงานศิลปะ” ซึ่งสามารถนำไปจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ เก็บสะสมเป็นผลงานชิ้นเอก หรือส่งต่อเป็นมรดกที่มีคุณค่าทางจิตใจสูง

ชุด Haute Couture
(Photo: Julien’s Auctions)

การเป็นเจ้าของชุด Haute Couture ไม่ใช่แค่เรื่องของความมั่งคั่ง แต่เป็นเรื่องของความเข้าใจในความงาม ศิลปะ และความเป็นนิรันดร์ของสิ่งที่เรียกว่า “ผลงานชิ้นเอก” หรือ “มาสเตอร์พีซ” และที่สำคัญ ไม่ใช่ใครก็สามารถเป็นเจ้าของชุด Haute Couture ได้ เพราะต้องอาศัยทั้งความผูกพันระยะยาวกับแบรนด์ ความเชื่อใจระหว่างดีไซเนอร์กับลูกค้า และความหลงใหลอย่างแท้จริงในคุณค่าที่อยู่เหนือกาลเวลา

บทความ: เนตรนภา ปะวะคัง ภาพเปิด: Balenciaga

บทความที่เกี่ยวข้อง:
เปิดลุคแฟชั่นสุดปังของชมพู่ อารยา ที่สัปดาห์ปารีสโอตกูตูร์ 2024

ทำไม Paris Haute Couture Week ถึงเป็นที่จับตามองที่สุดในโลกแฟชั่น

Why the World Watches Paris Haute Couture Week

หากโลกแฟชั่นคือจักรวาลอันไร้ขอบเขต Paris Haute Couture Week หรือสัปดาห์ปารีสโอตกูตูร์ ก็เปรียบได้กับศูนย์กลางที่รวมทุกสายตาจากทั่วโลกให้จับจ้องอย่างไม่วางตาในทุกซีซัน เพราะไม่ใช่แค่ “แฟชั่นโชว์” ธรรมดา แต่คือการเฉลิมฉลองทักษะชั้นครู จินตนาการไร้ขีดจำกัด และศิลปะแห่งการตัดเย็บที่หรูหราที่สุด

Haute Couture 1
(Photo: Armani Privè via Instagram)

คำว่า Haute Couture (โอต กูตูร์) ในภาษาฝรั่งเศสมีความหมายว่า “การตัดเย็บขั้นสูง” และในบริบทของแฟชั่น หมายถึงเสื้อผ้าที่ถูกออกแบบเฉพาะตัว สั่งตัดพิเศษด้วยฝีมือช่างระดับมาสเตอร์ ผ่านการทำงานละเอียดทุกขั้นตอนจากห้องเสื้อที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจาก Fédération de la Haute Couture et de la Mode (FHCM) ไม่ใช่ว่าจู่ๆ ใครก็สามารถเปิดห้องเสื้อแบบ Haute Couture ได้

Haute Couture House ไม่ใช่จะเป็นได้ทุกแบรนด์

แบรนด์ผู้ได้รับสถานะ “Haute Couture House” จะต้องมีคุณสมบัติตรงกับข้อกำหนดอันเคร่งครัด ดังนี้

  • ต้องเป็นงานดีไซน์แบบผลิตตามคำสั่งซื้อ หรือเมด-ทู-ออเดอร์ (made-to-order) สำหรับลูกค้าไพรเวทเท่านั้น โดยมีการฟิตติ้งอย่างน้อย 1 ครั้ง
  • ต้องมี Atelier (เวิร์กช้อป หรือสตูดิโอ) ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสเท่านั้น หากเวิร์กช้อปอยู่ที่ประเทศอื่นจะใช้คำว่า Haute Couture ไม่ได้ อนุญาตให้ใช้แค่คำว่า Couture เท่านั้น
  • ใน Atelier หนึ่งแห่งต้องมีพนักงานประจำอย่างน้อย 15 คน และมีช่างเทคนิคประจำ 20 คน
  • ต้องใช้เทคนิคตัดเย็บด้วยมือเป็นหลัก
  • ต้องนำเสนอผลงานในช่วง Paris Haute Couture Week ทั้ง 2 ฤดูกาล อย่างน้อยฤดูกาลหรือคอลเลกชันละ 50 ดีไซน์ใหม่ ทั้งชุดกลางวันและชุดราตรี

โชว์ Haute Couture จัดขึ้นปีละสองครั้งที่กรุงปารีส สำหรับคอลเลกชันฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน (ช่วงเดือนมกราคม) และฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว (ช่วงเดือนกรกฎาคม) โดยมีแบรนด์ผู้ได้รับสถานะ “Haute Couture House” และแบรนด์ “Couture” ไม่กี่รายเท่านั้นที่มีสิทธิ์นำเสนอผลงานในช่วงเวลานี้ อาทิ Dior, Chanel, Maison Margiela, Schiaparelli, Jean Paul Gaultier, Giambattista Valli, Elie Saab, Armani Privè, Tamara Ralph Couture

โชว์ Armani Privé Fall/Winter 2025-26 collection

สิ่งที่ทำให้ Haute Couture โดดเด่นและเหนือระดับไปไกลกว่าแฟชั่นโชว์ทั่วไป คือรายละเอียดสุดประณีตของแต่ละลุคที่มักใช้เวลาตัดเย็บหลายร้อยถึงหลายพันชั่วโมง ชุดหนึ่งอาจประกอบด้วยงานปักมือ งานจับเดรปอันซับซ้อน ไปจนถึงการใช้วัสดุหายากจากทั่วโลก ทุกอย่างล้วนสะท้อนความสามารถของช่างฝีมือรุ่นต่อรุ่นที่สืบทอดศาสตร์โบราณไว้ได้อย่างไม่เสื่อมคลาย

Giambattista Valli

นอกจากบนรันเวย์ที่ตื่นตาตื่นใจ การนั่งฟรอนต์โรว์ในโชว์ Paris Haute Couture Week ก็ถือเป็นอภิสิทธิ์เฉพาะกลุ่ม ลูกค้าไฮเน็ตเวิร์ธจากตะวันออกกลาง เอเชีย รัสเซีย นักสะสมแฟชั่นระดับโลก ไปจนถึงเซเลบริตี้แถวหน้าที่อาจสวมลุคจากโชว์นี้บนพรมแดง Cannes หรือ Met Gala ในเวลาอีกไม่กี่เดือนถัดมา อย่างชมพู่ อารยา เอ ฮาร์เก็ต หนึ่งในแฟชั่นไอคอนระดับเอเชีย ที่นอกจากจะเป็นแขกประจำของโชว์แบรนด์ระดับ Haute Couture แล้ว ยังมักปรากฏตัวในลุคจากรันเวย์เหล่านี้บนพรมแดงระดับโลกอย่างต่อเนื่อง

ท่ามกลางกระแสเสื้อผ้าเรดี้ทูแวร์ที่หมุนเวียนอย่างรวดเร็ว Haute Couture คืออีกด้านที่สะท้อนความช้า ความแรร์ และความเอ็กซ์คลูซีฟของโลกแฟชั่นอย่างแท้จริง เป็นแฟชั่นที่มี “คุณค่า” มากกว่า “มูลค่า” และเป็นผลงานศิลปะที่สวมใส่ได้ เหมาะสำหรับผู้ที่หลงใหลในรายละเอียดและเข้าใจว่างานฝีมือที่ไร้กาลเวลาไม่สามารถถูกแทนที่ได้ด้วยเครื่องจักรหรือกระบวนการผลิตแบบสำเร็จรูป

บทความ: เนตรนภา ปะวะคัง ภาพเปิด: Chanel

บทความที่เกี่ยวข้อง:
เปิดลุคแฟชั่นสุดปังของชมพู่ อารยา ที่สัปดาห์ปารีสโอตกูตูร์ 2024

ทำความรู้จัก Birkin แห่งวงการช็อกโกแลต “Masters Series Enriquestuardo” จาก To’ak

To’ak Masters Series Enriquestuardo: Among the World’s Most Exclusive Chocolates

Masters Series Enriquestuardo ผลงานระดับมาสเตอร์พีซจาก To’ak ที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่า แม้แต่ช็อกโกแลตก็สามารถก้าวข้ามจากของหวานธรรมดาไปสู่บทบาทของงานศิลป์ที่ลิ้มรสได้สำหรับสายลักชัวรี และหนึ่งในชื่อที่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้วงการอาหารหรูระดับโลกก็คือ ช็อกโกแลตราคากล่องละ 490 ดอลล่าร์สหรัฐ (ประมาณ 17,000 บาท) ที่มีมูลค่าและคุณค่าจนเรียกได้ว่าเป็น Birkin แห่งโลกช็อกโกแลต

Masters Series Enriquestuardo ช็อกโกแลตสำหรับผู้ที่เข้าใจ

To’ak คือแบรนด์จากเอกวาดอร์ที่เชื่อว่าการทำช็อกโกแลตควรถูกยกระดับขึ้นเทียบเท่าไวน์วินเทจหรือคอนญักรุ่นหายาก ด้วยการใช้วัตถุดิบสายพันธุ์โบราณที่เกือบสูญพันธุ์ อย่าง Ancient Nacional Cacao ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ยืนยันว่ามี DNA โบราณที่ไม่ผ่านการผสมพันธุ์มานานกว่า 5,300 ปี และสามารถพบได้เฉพาะในสวนเก่าแก่ไม่กี่แห่งของเอกวาดอร์เท่านั้น

To’ak Masters Series Enriquestuardo Chocolate

แค่ใช้โกโก้สายพันธุ์หายากไม่พอ เมล็ดโกโก้ที่ใช้ในการผลิตช็อกโกแลต Masters Series Enriquestuardo ยังต้องผ่านกระบวนการบ่มช็อกโกแลตนานถึง 8 – 9 ปี ในถังไม้โอ๊คที่เคยใช้หมักเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชั้นเลิศ เช่น คอนญัก วิสกี้ พอร์ต แลชารี กลิ่นที่ได้จึงไม่ใช่แค่โกโก้ แต่รวมถึงกลิ่นลูกพลัม น้ำผึ้ง ดอกไม้แห้ง เนยคาราเมล เมล็ดมะม่วงหิมพานต์ กลิ่นไม้นุ่มลึกคล้ายซิการ์ เกิดเป็นมิติของรสชาติที่ล้ำลึก รับประทานเดี่ยวๆ ก็ดี หรือจับคู่รับประทานชีสและกับเครื่องดื่ม อาทิ ไวน์ วิสกี้ ก็ได้

To’ak Masters Series Enriquestuardo Chocolate

นอกจากความลุ่มลึกของรสชาติแล้ว อีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่ทำให้ Masters Series Enriquestuardo โดดเด่นยิ่งกว่าช็อกโกแลตรุ่นอื่นๆ ของ To’ak ก็คือ การจับมือกับศิลปินชื่อดังชาวเอกวาดอร์ Enriquestuardo เพื่อสร้างผลงานภาพพิมพ์ “Guardianes” ที่มาพร้อมกับช็อกโกแลตทุกกล่อง ผลงานทุกชิ้นทำขึ้นด้วยเทคนิคกัดกรดบนแผ่นโลหะ พิมพ์ลงบนกระดาษฝ้ายคุณภาพสูงและลงทองคำเปลวด้วยมือทีละแผ่น โดย Enriquestuardo ตั้งใจให้แต่ละชิ้นเป็น “ผู้พิทักษ์” ที่เล่าเรื่องราวของโกโก้ผ่านมุมมองร่วมสมัย เสริมให้การลิ้มรสช็อกโกแลตกลายเป็นประสบการณ์ทางวัฒนธรรมอย่างแท้จริง

ช็อกโกแลตขนาด 50 กรัม บรรจุในกล่องไม้สแปนิช เอล์มที่ผลิตอย่างประณีตแบบงานแฮนด์เมด ภายในกล่องยังบรรจุจานเสิร์ฟทองแดงสลักลายขอบไม้เอล์มและช้อนชิมจากไม้เอล์ม คู่มือการจับคู่ช็อกโกแลต Masters Series Enriquestuardo กับอาหารและเครื่องดื่ม เมล็ดโกโก้พันธุ์แท้แนบเป็นหลักฐานของต้นกำเนิด และใบรับรองลายเซ็นศิลปินพร้อมหมายเลขลิมิเต็ดบนตัวกล่อง

เบื้องหลังรสชาติและงานศิลป์ ยังมีจริยธรรมในการผลิตที่เข้มข้น เพราะ To’ak สนับสนุน เกษตรกรท้องถิ่นในเอกวาดอร์ และจ่ายค่าโกโก้สูงกว่าแฟร์เทรดถึง 9 เท่า พร้อมส่งเสริมเกษตรกรรมแบบยั่งยืนและอนุรักษ์สายพันธุ์พื้นถิ่น

ด้วยจำนวนจำกัดเพียง 500 กล่องทั่วโลก และราคาที่เทียบเท่าดินเนอร์ไฟน์ไดนิ่งระดับมิชลินหลายคอร์ส “Masters Series Enriquestuardo” ไม่ได้มีไว้เพื่อทุกคน หากแต่สำหรับผู้ที่เข้าใจคุณค่าในความประณีต ตั้งแต่ผืนดินที่ปลูกโกโก้ ไปจนถึงจังหวะการบ่ม และจิตวิญญาณของศิลปะที่ถูกบรรจุไว้ในแต่ละกล่อง

To’ak Masters Series Enriquestuardo Chocolate

เช่นเดียวกับกระเป๋า Birkin จาก Hermès ช็อกโกแลต Masters Series Enriquestuardo จาก To’ak ไม่ได้ขายแค่ช็อกโกแลต แต่ขายความรู้สึกของ “การได้ครอบครองบางสิ่งที่โลกมีเพียงน้อยนิด”… สิ่งที่เปี่ยมด้วยคุณค่าและคาแรกเตอร์เฉพาะตัว ซึ่งควรค่าแก่การครอบครองอย่างแท้จริง

บทความ: เนตรนภา ปะวะคัง ภาพ: To’ak

บทความที่เกี่ยวข้อง:
เติมความหวานในวันวาเลนไทน์นี้ด้วยช็อกโกแลตอาร์ติซานสัญชาติไทย

ทำไม “สเต็กเนื้อสไตล์อเมริกัน” ถึงเป็นเมนูในฝันของคนรักเนื้อ

0

Discover the Heritage of American Steak Culture

ในโลกของอาหารระดับพรีเมียม “สเต็กเนื้อสไตล์อเมริกัน” ถือเป็นเมนูในฝันของผู้ที่ชื่นชอบการลิ้มรสเนื้อคุณภาพ ไม่ใช่เพียงเพราะรสชาติที่เข้มข้นนุ่มละมุน หรือกลิ่นหอมจากการย่างด้วยไฟที่พอเหมาะเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประสบการณ์ระดับคลาสสิกที่หลอมรวมระหว่างศาสตร์แห่งการปรุงอาหารและวัฒนธรรมการกินที่มีเรื่องราวยาวนาน

ต้นกำเนิดจากวัฒนธรรมแห่งการเลี้ยงเนื้อ

สเต็กเนื้อสไตล์อเมริกันมีจุดเริ่มต้นจากฟาร์มเนื้อระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น USDA Prime, Angus หรือ Wagyu crossbred ที่ได้รับการเลี้ยงดูในสภาพแวดล้อมที่ควบคุมอย่างพิถีพิถัน ด้วยกระบวนการ aging ที่เน้นรสชาติและความนุ่ม การคัดสรรวัตถุดิบจึงเปรียบได้กับงานศิลป์ที่ต้องใช้ทั้งประสบการณ์และเวลา

ศาสตร์ของการย่างที่กลายเป็นศิลปะ

สเต็กสไตล์อเมริกันไม่ได้อร่อยเพราะ “ย่าง” เท่านั้น แต่คือการย่างที่เข้าใจใน texture, fat marbling และจังหวะไฟอย่างลึกซึ้ง การเลือกอุณหภูมิ การพักเนื้อ และการปรุงรสอย่างเรียบง่าย ล้วนแล้วแต่เป็นศาสตร์ที่เชฟระดับโลกให้ความสำคัญ

เมนูที่สะท้อนตัวตนของผู้ลิ้มลอง

ในห้องอาหารระดับ Fine Dining คุณจะพบว่าสเต็กกลายเป็นภาษาสากลของผู้ที่ชื่นชอบอาหารที่ “เรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยดีเทล” เพราะการเลือกเนื้อแต่ละชนิด การเลือกความสุก และวิธีเสิร์ฟ ล้วนสะท้อนรสนิยมและความเป็นตัวตนของผู้ทานได้อย่างชัดเจน

การจับคู่กับไวน์และของเคียงที่เพิ่มมิติ

ไม่มีอะไรจะลงตัวไปกว่าสเต็กเนื้อที่จับคู่กับไวน์แดงคุณภาพจาก Napa หรือ Bordeaux การเลือกซอส เครื่องเคียง หรือแม้แต่เกลือทะเลที่ใช้เสริมรส ล้วนแต่ผ่านการคัดสรรเพื่อยกระดับประสบการณ์ให้เหนือขึ้นในทุกคำ

มากกว่าอาหาร คือ “Taste Investment”

สำหรับคนรักเนื้อ การรับประทานสเต็กดีๆ ไม่ใช่แค่การทานอาหาร แต่คือการลงทุนในประสบการณ์ที่หายาก การเลือกร้าน การจองโต๊ะ การสั่งเนื้อแบบ dry-aged 45 วัน หรือ wagyu A5 ล้วนเป็นการบ่งบอกถึงความเข้าใจในรสนิยมอย่างแท้จริง

ถ้าคุณจะหาร้านสเต็กเนื้อสไตล์อเมริกันในไทย เราอยากพาไปลิ้มลองความคลาสสิกแบบต้นตำรับแท้ๆ ที่ห้องอาหาร New York Steakhouse (นิวยอร์ก สเต็กเฮาส์) โรงแรม JW Marriott Bangkok ร่วมย้อนรอยความอร่อยสุดคลาสสิกที่ได้รับรางวัลการันตีจากมิชลิน ไกด์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 และครองใจใครหลายคนมาอย่างยาวนาน

ดื่มด่ำกับรสชาติจากหลากหลายเมนูซิกเนเจอร์ที่ผสานเทคนิคและกรรมวิธีการปรุงแบบดั้งเดิมไว้ด้วยกัน อาทิ เมนูสเต็กเนื้อแกะลูมินาเสิร์ฟพร้อมซอสมินต์เจลลี่ เมื่อได้สัมผัสกับเนื้อแกะที่นี่ในความสุกระดับ Medium เนื้อนุ่ม ไร้กลิ่นฉุนของแกะ และให้สัมผัสดีไม่แพ้เนื้อสายพันธุ์ใด เป็นอีกทางเลือกของคนที่ไม่ทานเนื้อวัว แต่ถ้าจะไปให้ถึงต้นตำรับต้องเมนูสเต็กเนื้อโทมาฮอร์กออสเตรเลียนวากิวที่เพิ่มความอร่อยด้วยเครื่องเทศสูตรลับ พร้อมย่างจนถึงระดับความสุกที่ทุกท่านชื่นชอบและนำมาหั่นก่อนจัดเสิร์ฟถึงข้างโต๊ะ สเต็กชิ้นโตติดกระดูกขนาด 1 – 2 กิโลกรัม ที่ย่างไฟจนด้านนอกเกรียมหอมแตะจมูก และด้านในชุ่มฉ่ำ ถ้าเมื่อไหร่ไปร้านสเต็กพร้อมเพื่อน ต้องสั่งมากันทุกครั้ง โดยเชฟพิถีพิถันตั้งแต่ขั้นตอนการเลือกสายพันธุ์เนื้อที่ต้องเลี้ยงแบบฟาร์มเปิดและให้กินหญ้าเป็นอาหารเท่านั้น


ขาดไม่ได้กับเมนูซีซาร์สลัดที่ปรุงสดจานต่อจานตั้งแต่ขั้นตอนการตีน้ำสลัดด้วยมือถึงข้างโต๊ะ

ก่อนจะปิดท้ายมื้อแห่งความประทับใจด้วยความหวานละมุนของเมนูชีสเค้กเนื้อแน่นราดด้วยคีไลม์ไซรัป

ผู้อยู่เบื้องหลังความอร่อยชั้นเลิศ คือ หัวหน้าเชฟ เควิน ทอมสัน เชฟเกิดและเติบโตที่ประเทศอังกฤษ ก่อนจะออกเดินทางเพื่อฝึกฝนทักษะความเชี่ยวชาญที่เกาะบริเตน หมู่เกาะแถบทะเลแคริบเบียน ประเทศออสเตรเลีย สิงคโปร์ จีน และไทย ด้วยประสบการณ์อันหลากหลายในตำแหน่งหัวหน้าเชฟที่โรงแรมหรูทั่วโลก เชฟเควินได้นำทักษะความเชี่ยวชาญในการทำอาหารนานาชาติมาปรับใช้ที่โรงแรมเจดับบลิว แมริออท กรุงเทพฯ ฝีมือในการทำอาหารของเชฟเควินเป็นที่ประจักษ์จนได้รับรางวัลมากมาย ไม่ว่าจะเป็นรางวัลเชฟยอดเยี่ยมแห่งปีจากแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล รางวัลเชฟยอดเยี่ยมแห่งปีประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และรางวัลร้านอาหารยอดเยี่ยมสมัยที่ทำงานในร้านอาหารที่ประเทศออสเตรเลีย นับตั้งแต่เชฟเควินมาสานต่อความอร่อยในฐานะหัวหน้าเชฟประจำโรงแรมเจดับบลิว แมริออท กรุงเทพฯ เมื่อ 7 ปีที่แล้ว เชฟยังคงมุ่งมั่นที่จะสรรสร้างประสบการณ์ความอร่อยชั้นเลิศให้เกิดขึ้นที่ทุกห้องอาหารในโรงแรมฯ

ผู้ที่ช่วยให้วิสัยทัศน์ความอร่อยของเชฟเควินเกิดขึ้นจริง คือ เชฟสมาน นนทิจันทร์ เชฟคู่บุญผู้อยู่คู่ห้องอาหาร New York Steakhouse มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 ด้วยประสบการณ์กว่า 19 ปี เชฟสมานรังสรรค์ประสบการณ์การรับประทานอาหารอันเหนือระดับโดยนำเอาความรู้ความเข้าใจในวัตถุดิบอย่างลึกซึ้งมาผสานกับเทคนิคการปรุงอาหารในสไตล์คลาสสิก ภายใต้การนำทีมความอร่อยและความมุ่งมั่นของเชฟส่งผลให้ห้องอาหารนิวยอร์ก สเต็กเฮาส์ ยังคงเป็นหนึ่งในหมุดหมายที่ส่งมอบประสบการณ์ความอร่อยสุดคลาสสิกซึ่งครองใจใครหลายคน

ชวนมาลิ้มลองรสชาติความอร่อยเหนือกาลเวลาที่ยังคงติดตรึงอยู่ในใจผ่านมหกรรมอาหาร Chef Culinary Chronicles ณ ห้องอาหาร New York Steakhouse โรงแรม JW Marriott Bangkok เปิดให้บริการมื้อค่ำ ตั้งแต่เวลา 17.30 – 23.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งได้ที่ทุกช่องทางของโรงแรม JW Marriott Bangkok

บทความที่เกี่ยวข้อง:
Five Steak Spots You Must Try in Bangkok

ถอดรหัสความคุ้มแบบมีคลาสกับ Premium Economy ที่นั่งใหม่เส้นทางกรุงเทพ – ดูไบของ Emirates

What Makes Emirates Premium Economy on Bangkok Dubai Flights Worth Considering

บทความ: เนตรนภา ปะวะคัง ภาพ: Emirates

สายการบิน Emirates เปิดตัวที่นั่งชั้น Premium Economy บนเครื่องบิน A380 โฉมใหม่ที่จะใช้สำหรับเที่ยวบินระหว่างกรุงเทพ – ดูไบนับจากนี้เป็นต้นไป ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกน่าสนใจที่จะทำให้การเดินทางกว่าหกชั่วโมงของคุณจะสะดวกสบายและพรีเมียมกว่าที่เคย

ห้องโดยสารชั้น Premium Economy หรือชั้นประหยัดพรีเมียมรูปแบบใหม่ของสายการบิน Emirates ในเที่ยวบินอื่นๆ เปิดตัวก่อนหน้านี้ อาทิ ดูไบ – ลอนดอนฮีทโธรว์, ดูไบ – ลอสแอนเจลิส, ดูไบ – โอซาก้า, ดูไบ – ซิดนีย์ ล้วนได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมและเป็นที่ชื่นชอบของผู้โดยสารอย่างมาก และในที่สุด ชาวไทยและผู้โดยสารที่ใช้บริการเที่ยวบินดูไบ – กรุงเทพ ก็ได้มีโอกาสสัมผัสประสบการณ์ความหรูหราเหนือระดับนี้เช่นกัน

ที่นั่งของห้องโดยสารชั้น Premium Economy ถูกจัดวางแบบ 2-4-2 ตัวที่นั่งเป็นเบาะหนังแท้ปรับเอนได้ถึง 8 นิ้ว พร้อมพนักพิงศีรษะที่ปรับได้ถึง 6 รูปแบบ และเบาะพักขากว้างถึง 40 นิ้ว โต๊ะไม้แบบพับเก็บๆได้ก็มีขนาดใหญ่ ตอบโจทย์ทั้งการรับประทานอาหารและทำงาน ทั้งหมดมาในโทนสีครีม ดูเรียบหรู สบายตา สมกับได้แรงบันดาลใจมาจากที่นั่งชั้นธุรกิจ (Business Class) และถึงแม้จะไม่ใช่ที่นั่ง Flat Seat ปรับนอนได้ 180 องศาแบบชั้น Business แต่ก็กว้างขวาง นุ่มสบาย และปรับการใช้งานได้มากกว่าที่นั่งชั้นประหยัด (Economy Class) แบบสังเกตได้

สำหรับสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ก็มีทั้งหน้าจอความละเอียดสูงขนาด 13.3 นิ้ว ระบบเชื่อมต่อหูฟังบูลทูธ ที่สำคัญ ผู้โดยสารชั้น Premium Economy สามารถเชื่อมต่อกับโลกออนไลน์ได้ตลอดการเดินทางด้วย WiFi ความเร็วสูงภายในเครื่องเช่นเดียวกับผู้โดยสารชั้น Business และชั้น First ซึ่งหากโดยสารในชั้น Economy จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับบริการนี้

และแน่นอนว่าเรื่องอาหารก็ต้องพรีเมียมขึ้น เพราะผู้โดยสารชั้น Premium Economy จะได้เพลิดเพลินกับอาหารประจำภูมิภาคที่เสิร์ฟในชุดภาชนะกระเบื้องจาก Royal Doulton แบรนด์เก่าแก่จากอังกฤษ พร้อมเครื่องดื่มหลากเมนู อาทิ สปาร์กลิงไวน์จาก Chandon ไวน์จากห้องโดยสารชั้นธุรกิจ เหล้าลิเคียวร์ชนิดต่างๆ รวมถึงช็อกโกแลตคุณภาพเยี่ยม

ประสบการณ์ความหรูหราและสะดวกสบายเหนือระดับที่ได้รับจากการโดยสารชั้น Premium Economy ของ Emirates จะทำให้การเดินทางระหว่างกรุงเทพ – ดูไบของคุณผ่านไปอย่างรวดเร็วกว่าที่เคย ซึ่งความพิเศษก็ไม่ได้มีแค่ตอนอยู่บนเครื่องบินเท่านั้น เพราะแม้แต่ตอนที่เครื่องลงจอดแล้ว ผู้โดยสารชั้น Premium Economy ก็จะได้รับสิทธิพิเศษในการได้ลงจากเครื่องบินก่อนด้วย เนื่องจากห้องโดยสาร Premium Economy ถูกจัดวางอยู่บริเวณด้านหน้าเครื่องนั่นเอง

ชั้นโดยสาร Premium Economy ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่งในการเดินทางระหว่างกรุงเทพ – ดูไบโดยสายการบิน Emirates ที่เลื่องชื่อด้านบริการติดอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งคุณสามารถรับประสบการณ์สุดพิเศษเหล่านี้ได้ด้วยค่าใช้จ่ายในการเดินทางที่เพิ่มขึ้นในระดับที่สมเหตุสมผล

บทความที่เกี่ยวข้อง:
“กบร.” ออกข้อบังคับใหม่ ให้สายการบินชดเชยกรณีเที่ยวบินระหว่างประเทศดีเลย์ เริ่ม 20 พ.ค. นี้

ยิ่งใหญ่สมชื่อ Louis Vuitton กับเรือ “The Louis” แลนด์มาร์กใหม่ใจกลางนครเซี่ยงไฮ้

A New Landmark ‘The Louis’ by Louis Vuitton Anchored in the Heart of Shanghai

บทความ: Luxuo Thailand ภาพ: Louis Vuitton Malletier

ล่าสุด Louis Vuitton เปิดตัว “The Louis” พื้นที่แห่งใหม่ใจกลางนครเซี่ยงไฮ้ ที่รวมทั้งร้านค้าปลีก Le Café Louis Vuitton และนิทรรศการ Louis Vuitton Visionary Journeys ไว้ภายในอาคารรูปทรงเรือสุดตระการตา โครงการนี้ตั้งอยู่บนถนนอู่เจียง ใจกลางย่านธุรกิจสำคัญของเมือง โดดเด่นด้วยโครงสร้างภายนอกที่ตกแต่งด้วยลวดลายโมโนแกรมเมทัลลิก อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์อย่างชัดเจน แต่คำถามก็คือทำไมต้อง “เรือ” เรือเกี่ยวอะไรกับ Louis Vuitton แล้วทำไมถึงเลือกเซี่ยงไฮ้เป็นจุดหมายปลายทางของโปรเจกต์สุดยิ่งใหญ่ครั้งนี้

Louis Vuitton และจิตวิญญาณแห่งการเดินทาง

จุดเริ่มต้นของแบรนด์ Louis Vuitton มาจากการก่อตั้งของ มองซิเออร์ หลุยส์ วิตตอง ผู้เลื่องชื่อในฐานะคนทำกระเป๋าเดินทางและหีบสุดหรูตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 หลุยส์ในวัยเพียง 14 ปีได้ออกเดินทางจากบ้านเกิดในเมืองอังเซย์ไปเริ่มชีวิตใหม่ที่กรุงปารีส และออกเดินทางเรื่อยๆ เพื่อผลิตหีบและกระเป๋าเดินทางให้แก่ลูกค้าระดับราชวงศ์และชนชั้นสูงมากมาย จนโด่งดังไปทั่วยุโรป “การเดินทาง” จึงเป็นดั่งแรงบันดาลใจในผลงานของเขาเสมอ หลุยส์และแบรนด์ Louis Vuitton ไม่เคยหยุดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ จากทุกจุดหมายที่ได้ไปเยือน จิตวิญญาณแห่งการเดินทางจึงกลายเป็นหัวใจสำคัญของแบรนด์นับตั้งแต่วันแรกจวบจนปัจจุบัน

เซี่ยงไฮ้ เมืองท่าผู้มั่งคั่งในประวัติศาสตร์

“The Louis” ตั้งอยู่บนดินแดนสำคัญในประวัติศาสตร์การเดินเรืออย่าง “เซี่ยงไฮ้” ที่สอดคล้องกับรากฐานแห่งการเดินทางของ Louis Vuitton ย้อนกลับไปในสมัยราชวงศ์สุยและถัง (ศตวรรษที่ 6 เป็นต้นมา) ท่าเรือ เช่น หัวถิง ชิงหลง ได้กำหนดภูมิทัศน์ของท่าเรือเซี่ยงไฮ้โดยมีแม่น้ำอู่ซงเป็นเส้นทางคมนาคมหลัก ตั้งแต่การเปิดเป็นท่าเรือตามสนธิสัญญาในปี 1843 เซี่ยงไฮ้กลายเป็นศูนย์กลางการค้าระหว่างประเทศที่สำคัญของจีนอย่างรวดเร็ว และในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 แม่น้ำหวงผู่ก็ได้กลายเป็นเวทีของการพัฒนาเมืองและการเข้าสู่เวทีโลกของจีนอย่างเต็มตัว จนถึงยุค 1930 เส้นทางเดินเรือข้ามมหาสมุทรได้ยกระดับเซี่ยงไฮ้ให้กลายเป็นเมืองท่าระดับโลก

ประวัติศาสตร์อันน่าสนใจนี้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้ Louis Vuitton สร้างเรือในตำนานอย่าง The Louis ขึ้นใหม่ริมแม่น้ำหวงผู่ และหวังให้พื้นที่แห่งนี้กลายเป็นจุดศูนย์รวมการแลกเปลี่ยนทั้งเรือการค้าและวัฒนธรรม ชวนผู้คนมาเช็คอินและเชื่อมโยงเข้ากับพื้นที่แบบร่วมสมัย

นอกจากจะเป็นสถาปัตยกรรมระดับแลนด์มาร์กกลางเมืองแล้ว อีกสองเหตุผลที่คุณควรใส่ “The Louis” ไว้ในลิสต์สถานที่ท่องเที่ยวห้ามพลาดในทริปเซี่ยงไฮ้ถัดไปของคุณ ก็คือ Le Café Louis Vuitton คาเฟ่สไตล์อีสต์ มีท เวสต์ (East-meet-West) และ Louis Vuitton Visionary Journeys นิทรรศการที่พาคุณไปสำรวจประวัติศาสตร์แบรนด์ผ่านการจัดแสดงสุดล้ำ ถือเป็นจุดหมายใหม่ของคนรักงานดีไซน์และแฟชั่นที่จะพาไปสัมผัสไลฟ์สไตล์ลักชัวรีแบบคนเซี่ยงไฮ้ และที่สำคัญยังมีไอเท็มเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะผู้มาเยือน The Louis เท่านั้น

บทความที่เกี่ยวข้อง:
Loewe Crafted World นิทรรศการสุดพิเศษ ณ กรุงโตเกียวที่คนรักศิลปะและแฟชั่นห้ามพลาด

Get Exclusive Connections with LUXUO Thailand
Join us today
Connect!
Close
Join us for exclusive access to Luxuo Thailand's contents and events
Subscribe
close-image