Home Blog Page 46

New Car Choices to Start Your New Year

ฉลองปีใหม่โดยการให้รางวัลกับตัวเองด้วยรถใหม่ที่เหมาะกับคุณ
บทความ:
ลภีพันธ์ โชติจินดา ภาพเปิด: Mercedes-Benz

ในช่วงเทศกาลปีใหม่ว่ากันว่าต้องเริ่มต้นด้วยสิ่งใหม่ๆ เพื่อความเป็นสิริมงคล ไม่ว่าจะเป็น กระเป๋าถือ กระเป๋าสตางค์ใหม่ หรือแม้กระทั่งรถยนต์คันใหม่ เพื่อความราบรื่น ไม่ติดขัด และเพื่อเสริมบุคลิกที่สง่างาม Luxuo Thailand ขอนำเสนอรถยนต์ประเภทต่างๆ สำหรับความชื่นชอบ สไตล์ และประโยชน์การใช้สอยที่แตกต่างกันออกไป

Mercedes-Benz AMG CLE 53 4Matic+ Coupé
สำหรับผู้ที่ชื่นชอบรถยนต์สไตล์สปอร์ตที่เปี่ยมไปด้วยความหรูหราในทุกมุมมอง Mercedes-Benz AMG CLE 53 4Matic+ Coupé ตอบโจทย์ด้วยรูปลักษณ์ที่โฉบเฉี่ยวในสไตล์สปอร์ตและห้องโดยสารที่โอ่อ่านั่งสบาย พรั่งพร้อมไปด้วยอุปกรณ์ขั้นสูงต่างๆ จาก Mercedes-AMG ไม่ว่าจะเป็น ระบบปฏิบัติการ MBUX Gen20x สมรรถนะสูงด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบแถวเรียง 3.0 ลิตร เทอร์โบ 449 แรงม้า แรงบิด 560 นิวตันเมตร ขับขี่อย่างมั่นใจด้วยระบบเบรกแบบ AMG High-Performance Brake System และระบบ Active Rear-Axle Steering ห้องโดยสารภายในตกแต่งตามสไตล์สปอร์ตในทุกองค์ประกอบ เบาะนั่งสไตล์สปอร์ตหุ้มด้วยหนังและไมโครไฟเบอร์ มอบความบันเทิงระหว่างการเดินทางด้วยระบบเสียง Burmester 3D Surround Sound System ลำโพง 17 ตัว พร้อม Dolby Atmos มีชุดแต่งภายนอก AMG Dynamic Plus Package เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ช่วงล่างติดตั้งล้ออัลลอย AMG แบบ Y-Spoke ขนาด 20 นิ้ว สีดำด้าน ระบบกันสะเทือนแบบ AMG Ride Control และ Active Engine Mounts ที่ให้ทั้งความนุ่มนวลบนพื้นถนนและช่วยยึดเกาะไม่ให้เกิดการสั่นขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูง

Luxury car featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
Photo: Mercedes-Benz
Luxury car featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
Photo: Mercedes-Benz
Luxury car featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
Photo: Mercedes-Benz
Luxury car featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
Photo: Mercedes-Benz
Luxury car featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
Photo: Mercedes-Benz

BMW i5 M60 xDrive
ส่วนใครที่ชอบรถยนต์ซีดาน BMW i5 M60 xDrive ในตระกูลซรีส์ 5 ก็เป็นตัวเลือกที่มอบทั้งความหรูหราและความภูมิฐานในขณะเดียวกัน แถมเป็นรถไฟฟ้า 100% ที่มีสมรรถนะเต็มเปี่ยม 601 แรงม้า ขับเคลื่อน 4 ล้อ พร้อมชุดแต่งในสไตล์ M แบบรอบคัน ล้อแม็กอัลลอย BMW Individual Aerodynamic ขนาด 21 นิ้ว สีดำ Jet Black แบบสลับสี อัตราการใช้พลังงานแบบผสม 20.6 – 18.2 กิโลวัตต์ชั่วโมง/100 กม. ระยะทางการขับขี่ด้วยไฟฟ้า 455 – 516 กม. ตามเกณฑ์ WLTP และมีเทคโนโลยีการชาร์จไฟฟ้าที่มีศักยภาพสูงสุดด้วยหัวชาร์จแบบ Combined Charging Unit (CCU) รองรับการชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสสลับ AC กำลังไฟ 22 กิโลวัตต์ และการชาร์จแบบไฟฟ้ากระแสตรง DC สูงสุดที่ 205 กิโลวัตต์ จะช่วยให้สามารถชาร์จไฟจาก 10% ถึง 80% ภายในเวลาเพียง 30 นาที ขับขี่มั่นใจด้วยระบบช่วงล่าง Adaptive Suspension Professional ที่ควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมด้วยระบบปรับองศาล้อหลังขณะเข้าโค้ง ห้องโดยสารตกแต่งด้วยวัสดุพรีเมี่ยมและเทคโนโลยีมากมายเพื่อความสะดวกสบายของผู้ขับขี่และผู้โดยสารตลอดระยะการเดินทาง

Luxury car featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
Photo: BMW Group
Luxury car featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
Photo: BMW Group
Luxury car featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
Photo: BMW Group
Luxury car featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
Photo: BMW Group

Kia EV9 GT
Kia EV9 GT เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกจากค่ายรถยนต์เกาหลีสำหรับผู้ที่ชอบรถไฟฟ้า 100% สไตล์ SUV หรือรถแนวครอบครัว 3 แถว 6 ที่นั่งที่เน้นในเรื่องของความสะดวกสบาย การบรรทุกผู้โดยสารและประโยชน์ใช้สอยที่ดูคมคาย หนักแน่นและมีระดับ มาพร้อมระบบความปลอดภัยแบบจัดเต็มรวมถึงกล้องรอบคันและเทคโนโลยีโครงสร้างที่เชื่อมต่อกับเสา B เพื่อตัวถังที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษอันเป็นสิทธิบัตรแรกของโลกเพื่อความปลอดภัยขั้นสูงสุดสำหรับผู้โดยสาร มอเตอร์คู่ 501 แรงม้า อัตราเร่งจาก 0-96 กม./ชม. ภายใน 4.3 วินาที ล้ำหน้าด้วยเทคโนโลยีการขับขี่ระบบ AI ที่จะช่วยประมวลผลสภาพพื้นผิวเพื่อตอบสนองการขับขี่ในเรื่องการยึดเกาะถนนให้เหมาะสมเพื่อความปลอดภัยยิ่งขึ้นในทุกสภาวะ สามารถเดินทางได้ไกลถึง 680 กม. ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง โดยมีกำลังสูงสุด 283 กิโลวัตต์ ด้วยระบบชาร์จที่ให้ระยะวิ่งสูงถึง 249 กม. ในเวลาเพียง 15 นาที (2WD long-range mode) และระบบการชาร์จเร็วระดับแบตเตอรี่จาก 10% เป็น 80% ภายใน 24 นาที

Luxury car featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
Photo: Kia
Luxury car featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
Photo: Kia
Luxury car featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
Photo: Kia
Luxury car featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
Photo: Kia
Luxury car featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
Photo: Kia

Zeekr 009
สำหรับคนที่มองหารถ MPV นาทีนี้ก็ต้อง Zeekr 009 รถอเนกประสงค์ไฟฟ้า 100% ที่ตอบโจทย์ทั้งความสะดวกสบายและความหรูหรา และยังมอบประสบการณ์การขับขี่และการโดยสารที่เหนือระดับด้วยนวัตกรรมที่ล้ำสมัย ขับเคลื่อนด้วยระบบมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ พละกำลังสูงสุด 612 แรงม้า 686 นิวตันเมตร แบตเตอรี่ลิเทียมไอออน CATL ขนาด 116 kWh อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายใน 4.5 วินาที และเมื่อชาร์จเต็มสามารถขับได้ไกลสุดถึง 822 กิโลเมตร (มาตรฐาน CLTC) ขับเคลื่อน 4 ระบบช่วงล่างถุงลมหน้า-หลังแบบดับเบิล-วิชโบนและมัลติ-ลิงค์ตามลำดับ เพิ่มความปลอดภัยรอบคัน ด้วยกล้อง 7 ตัว ความคมชัดระดับ 8MP, กล้องมุมมองเซอร์ราวด์ 4 ตัว ความคมชัด 2MP และเรดาร์ระยะไกล 250 เมตร ความละเอียดระดับมิลลิเมตรเพื่อปกป้องผู้โดยสารอย่างสมบูรณ์แบบ ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง รองรับผู้โดยสารได้ 6 คน ตกแต่งหรูหราอย่างหรูหรา เบาะที่นั่งมาพร้อมระบบนวดไฟฟ้า และเบาะผู้โดยสารแถวสองแบบ Sofaro First Class Airline Seats ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นรถสำหรับครอบครัวหรือผู้บริหาร Zeekr 009 ก็เหมาะสมเป็นอย่างมาก

Luxury car featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
Photo: Zeekr
Luxury car featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
Photo: Zeekr
Luxury car featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
Photo: Zeekr
Luxury car featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
Photo: Zeekr
Luxury car featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
Photo: Zeekr

บทความที่เกี่ยวข้อง: Audi Replaces Four Rings with all-capital AUDI for the China Market

“Mocha Mousse” Announced as The Pantone Color of 2025

“Mocha Mousse” สี Pantone ประจำปี ค.ศ. 2025 กับความหมายแห่งความสงบ ความอบอุ่น และความหวัง
บทความ: LuxuoTH ภาพ: Pantone

Pantone บริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมการพิมพ์ ผู้กำหนดมาตรฐานค่าสีกลางที่ชื่อว่า Pantone Matching System ซึ่งได้รับความนิยมทั่วโลก ได้ประกาศให้สี “Mocha Mousse” เป็นสีประจำปี ค.ศ. 2025 เพื่อนำเสนอพื้นที่แห่งความสงบและความอบอุ่น ให้ทุกคนมีความหวังในโลกที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบและความกดดันนี้

สีน้ำตาลอ่อนอมเบจที่นุ่มนวลดุจมูสมอคค่านี้ ไม่ใช่แค่เป็นเทรนด์สีที่มาพร้อมกับความสวยงาม แต่ยังสะท้อนถึงความรู้สึกทางอารมณ์ที่ลึกซึ้ง เฉดสีที่อบอุ่นและมีความเป็นธรรมชาตินี้ สะท้อนถึงความต้องการของมนุษย์ที่อยากหาที่พักพิงทางอารมณ์ท่ามกลางความวุ่นวายของโลกปัจจุบัน

นักออกแบบและผู้เชี่ยวชาญด้านสีจาก Pantone เลือกสี Mocha Mousse เพราะเชื่อว่าสีนี้ไม่เพียงแต่มีความงดงามทางสุนทรียศาสตร์ แต่ยังช่วยสร้างความรู้สึกปลอดภัย ความผ่อนคลาย ความอบอุ่น และความเป็นมิตรต่อสภาพแวดล้อม สามารถปรับใช้ได้กับงานดีไซน์หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งภายในที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นสบาย เฟอร์นิเจอร์ที่มีความเรียบหรู เครื่องแต่งกาย หรือเครื่องประดับที่ให้ความรู้สึกทันสมัย

เนื่องในโอกาสครบรอบ 26 ปีของการประกาศสีประจำปีของ Pantone บริษัทจึงวางแผนจัดกิจกรรมพิเศษในเมืองสำคัญทั่วโลก อาทิ นิวยอร์ก ลอนดอน เซี่ยงไฮ้ และมุมไบ เพื่อให้ Mocha Mousse สีประจำปี ค.ศ. 2025 เข้าถึงผู้คนได้อย่างกว้างขวาง ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ Pantone จัดกิจกรรมในรูปแบบนี้

ความพิเศษของสี Mocha Mousse คือการสะท้อนปรัชญาการใช้ชีวิตที่เรียบง่าย อบอุ่น และมีความหมาย ทาง Pantone เชื่อว่าสีนี้จะกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักออกแบบ ศิลปิน และผู้คนทั่วโลกในการสร้างพื้นที่แห่งความสุขและความสงบสุขร่วมกัน

บทความที่เกี่ยวข้อง: Richard Koh Fine Art Showcasing Five Thai Artists at Access Bangkok Art Fair 2024

H. Moser & Cie. Revisits the Streamliner Flyback Chronograph Automatic

0

Streamliner Flyback Chronograph Automatic Funky Blue กลับมาอีกครั้งในเวอร์ชั่น 2.0
บทความ: รักดี โชติจินดา

[ English ]

Streamliner คือชื่อของคอลเลคชั่นนาฬิกาตัวเรือนทรงคุชชั่นที่มีสายเบรซเลทสไตล์อินทีเกรทที่ H. Moser & Cie. เปิดตัวในเดือนมกราคม ค.ศ. 2020 นาฬิการุ่นแรกในคอลเลคชั่นนี้คือ Streamliner Flyback Chronograph Automatic หน้าปัดสีแอนธราไซท์ซึ่งทำงานด้วยเครื่องนาฬิกาแบบขึ้นลานอัตโนมัติที่พัฒนาขึ้นสำหรับ H. Moser & Cie. โดย Agenhor แห่งเจนีวา

Luxury watch featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator

จุดเด่นของโครโนกราฟรุ่นนี้คือเข็มทดวินาทีและเข็มทดนาทีแบบติดตั้งกลางหน้าปัดเพื่อความสะดวกในการอ่านค่าการจับเวลานานถึง 60 นาที ปุ่มกดเริ่ม/หยุดจับเวลาอยู่ที่ตำแหน่ง 2 นาฬิกา ปุ่มรีเซ็ทเข็มอยู่ที่ตำแหน่ง 10 นาฬิกา และสิ่งที่เหนือความคาดคิดของหลายคนก็คือว่า Streamliner Flyback Chronograph Automatic ไม่เพียงกันน้ำได้จนถึงระดับความลึก 120 เมตรแต่ว่าปุ่มกดของระบบโครโนกราฟนั้นสามารถทำงานใต้น้ำได้ด้วย ส่งผลให้นาฬิการุ่นนี้ได้รางวัล Chronograph Watch Prize จากรายการ GPHG ในปีนั้น

Luxury watch featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator

แม้ว่าจะเป็นคอลเลคชั่นที่แจ้งเกิดใหม่ แต่เสียงตอบรับ Streamliner Flyback Chronograph Automatic ก็ดีมากจนกระทั่งนาฬิกาทั้ง 100 เรือนแรกขายหมดในเวลาเพียงไม่กี่วัน หลังจากนั้นจึงมี Streamliner รุ่นสามเข็มและนาฬิกา Streamliner แบบโครโนกราฟรุ่นที่สองเป็นหน้าปัดแบบฟูเม่สีฟังกี้บลูตามออกมาในปีเดียวกัน หลังจากนั้นในปี ค.ศ. 2021 เราจึงได้เห็น H. Moser & Cie. นำกลไกเพอร์เพทชวลคาเลนดาร์ที่ไม่เหมือนใครของตนมาใส่ในตัวเรือน Streamliner ในปี ค.ศ. 2021 ตามต่อด้วยกลไกฟลายอิ้งตูร์บิยองแบบดับเบิ้ลแฮร์สปริงในปี ค.ศ. 2022 ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเครื่องยืนยันถึงความสำเร็จของคอลเลคชั่น Streamliner ได้เป็นอย่างดีที่สุด

Luxury watch featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator

มาถึงในปีนี้ แบรนด์หรูจากเมืองชาฟเฮาเซนจึงปล่อย Streamliner Flyback Chronograph Automatic Funky Blue 2.0 ออกมา โลโก้ H. Moser & Cie. บนหน้าปัดฟูเม่ใช้เทคนิคแลคเกอร์ใส และเครื่องนาฬิกาที่อยู่ภายในตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 42.3 มม. นั้นก็ได้รับการตกแต่งในรูปแบบที่ร่วมสมัยยิ่งขึ้นด้วยการเคลือบโรเดียมสีเทาแอนธราไซท์บนบริดจ์และเมนเพลท เครื่องรุ่นคาลิเบอร์ HMC 907 นี้อาจจะดูเหมือนเครื่องแบบไขลานเพราะว่าเรามองไม่เห็นโรเตอร์จากทางด้านหลัง แต่ที่จริงแล้วนี่เป็นเครื่องแบบขึ้นลานอัตโนมัติซึ่งมีโรเตอร์ซ่อนอยู่ด้านใต้แผ่นหน้าปัด ถือเป็นการออกแบบที่ชาญฉลาดเพราะว่านอกจากจะใช้งานสะดวกแล้วยังไม่บดบังความงามของตัวเครื่องอีกด้วย

บทความที่เกี่ยวข้อง: Wyoming Jade Gives an H. Moser & Cie. Streamliner Tourbillon a Unique Charm


The 42.3 mm timepiece in stainless steel is resplendent with a funky blue dial.

Words: Ruckdee Chotjinda

The Streamliner collection of cushion-shaped watches with an integrated bracelet was introduced by H. Moser & Cie. in January 2020. The Streamliner Flyback Chronograph Automatic, with its anthracite dial, is powered by a self-winding movement developed for the brand by Agenhor in Geneva.

Key features include central chronograph minute and second hands for easy reading of measurements up to 60 minutes, with start/stop and reset buttons conveniently positioned at 2 and 10 o’clock, respectively. Notably, the Streamliner Flyback Chronograph Automatic is water-resistant to 120 metres, and its chronograph buttons can even be operated underwater. This model went on to win the Chronograph Watch Prize at the GPHG later that year.

Luxury watch featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator

Despite being an entirely new line, the Streamliner Flyback Chronograph Automatic was met with remarkable enthusiasm, with all 100 units selling out in just a few days. The collection expanded the same year with a three-hand Streamliner model, followed by a second version of the chronograph featuring a Funky Blue fumé dial. H. Moser & Cie. then introduced their signature perpetual calendar in the Streamliner case in 2021, and the flying tourbillon with a double hairspring in 2022. The meteoric rise of the Streamliner collection was unmistakable.

Luxury watch featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator

This year, the Schaffhausen-based manufacture presents the Streamliner Flyback Chronograph Automatic Funky Blue 2.0. On this fumé dial, the H. Moser & Cie. logo is executed in transparent lacquer, while the movement inside the 42.3 mm stainless steel case is given a more contemporary styling with anthracite grey rhodium plating on the bridges and main plate. Although the Calibre HMC 907 may appear hand-wound due to the absence of a visible rotor, it is indeed self-winding, with the rotor positioned on the back side of the dial to provide an unobstructed view of the movement. That is pretty clever when you think about it!

Luxury watch featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator

See also: Wyoming Jade Gives an H. Moser & Cie. Streamliner Tourbillon a Unique Charm

The Wondrous Universes of Van Cleef & Arpels  

0

Van Cleef & Arpels กับมหัศจรรย์แห่งการสร้างสรรค์อันน่าหลงใหล 
บทความ: รักดี โชติจินดา ภาพ: Van Cleef & Arpels

[ English ]

ในโลกการสร้างสรรค์นาฬิกาอันกว้างใหญ่และพิเศษสุดนั้นมีเมซงหนี่งโดดเด่นแตกต่างด้วยคุณสมบัติพิเศษไม่เหมือนใคร จนทำให้ผู้คร่ำหวอดในโลกนาฬิการู้สึกทึ่งยามได้ชมผลงานสร้างสรรค์ที่เปี่ยมด้วยจินตนาการ และพร้อมก้าวข้ามขอบเขตของขนบการสร้างสรรค์นาฬิกา เมซงนั้นคือ Van Cleef & Arpels ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในปารีส และมีโรงงานผลิตนาฬิกาอย่างเต็มรูปแบบในเจนีวา

นาฬิกา Lady Arpels Pont des Amoureux ซึ่งผลิตขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 2010 นำเสนอเรื่องราวความรักระหว่างหญิงและชายที่มาพบกันในยามเที่ยงคืน (และเที่ยงวัน) กลางสะพานในกรุงปารีส แท้ที่จริงแล้ว ฟิกเกอร์ของคนทั้งสองคือเข็มเรโทรเกรดซึ่งทำหน้าที่บอกชั่วโมงและนาทีตามลำดับ อีกทั้งหน้าปัดยังทำหน้าที่เป็นฉากหลังเพื่อแสดงเรื่องราวสุดโรแมนติก นาฬิการุ่นนี้จัดอยู่ในคอลเลคชั่น Poetic Complications ซึ่งเปิดตัวเมื่อปี ค.ศ. 2006 เพื่อฉลองครบรอบหนึ่งศตวรรษของเมซง

นับแต่นั้น คอลเลคชั่น Poetic Complications รวมถึงแนวคิด Poetry of Time ได้ทำให้เมซงเป็นที่เคารพยกย่องด้วยนาฬิกาข้อมือและออโตเมตอนหลากรุ่นที่ไม่เหมือนผลงานของใครในตลาด ผลงานเหล่านี้บอกเล่าเรื่องราวของจักรวาลต่างๆ เช่นความรัก ดังเช่น Lady Arpels Pont des Amoureux ที่กล่าวไปแล้ว หรือดาราศาสตร์ ดังเช่นนาฬิกา Midnight Planétarium หรือ the Zodiaque Lumineux ส่วนฟิกเกอร์ที่เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ช่วงต้นของ Van Cleef & Arpels ในฐานะผู้ผลิตเครื่องประดับทั้งบัลเลรีน่าและนางฟ้าก็มักเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบและการพัฒนานาฬิกาข้อมือร่วมสมัยของทางแบรนด์เช่นกัน

นอกจากนั้น ยังมีเรื่องราวของธรรมชาติอันน่าอัศจรรย์ใจ ซึ่งเป็นธีมที่ทรงพลังและแฝงด้วยความนุ่มนวลอ่อนโยน ทำหน้าที่เป็นดังแคนวาสขนาดใหญ่ให้กับ Van Cleef & Arpels ยกตัวอย่างนาฬิกาที่ได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติอย่าง Lady Arpels Heures Florales Cerisier ซึ่งคว้ารางวัล Innovation Prize จากเวที GPHG ในปี ค.ศ. 2022 โดยดอกไม้ทั้ง 12 ดอกบนหน้าปัดจะเบ่งบานและหุบกลีบเพื่อทำหน้าที่แสดงชั่วโมง ส่วนนาทีแสดงผ่านช่องหน้าต่างที่ด้านข้างตัวเรือน

Planétarium Automaton

เมื่อไม่นานมานี้ในปี ค.ศ. 2024 เมซงยังได้สร้างสรรค์นาฬิกา Lady Arpels Brise d’Été ซึ่งหมายถึง “สายลมแห่งฤดูร้อน” ประกอบด้วยผีเสื้อสองตัวที่ทำจากไวท์โกลด์และเยลโลว์โกลด์ซึ่งผลัดกันทำหน้าที่แสดงชั่วโมงและนาที ปุ่มกดข้างตัวเรือน ณ ตำแหน่ง 8 นาฬิกาเป็นตัวขับเคลื่อนโมดูลออโตมาตอนของนาฬิกา ส่งให้ผีเสื้อทั้งสองตัวโบยบินรอบหน้าปัดนาน 10 วินาทีก่อนจะหยุดแสดงเวลา ณ ยามนั้น และในระหว่างนั้นเอง ดอกไม้สามดอกบนก้านสีเขียวก็จะขยับไหวราวกับโอนเอียงตามสายลมในจินตนาการ

ถ้าคุณรู้สึกเผลอไผลไปกับผลงานสร้างสรรค์อันงดงามที่ปรากฏในหน้านี้แล้วก็ไม่ต้องลังเลที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับ Van Cleef & Arpels เพิ่มเติม เพราะผลงานสุดอัศจรรย์และเรื่องราวต่างๆ นั้นทำให้เมซงแห่งนี้เข้าถึงห้วงอารมณ์ความรู้สึกของคนช่างฝันได้เป็นอย่างดี

Brise d’Été

บทความที่เกี่ยวข้อง: Van Cleef & Arpels Wins Three Prizes at GPHG 2024


Every year without fail, the maison captivates the eager audience with creations that surprise and delight.
Words: Ruckdee Chotjinda Photos: Van Cleef & Arpels

In the vast and exceptional world of watchmaking, one maison easily stands out for their unique ability to amaze connoisseurs time and again with the most imaginative creations, transcending the domain of conventional horology. That maison is Van Cleef & Arpels, headquartered in Paris and with a full-fledged watch manufacture in Geneva.

Their Lady Arpels Pont des Amoureux watch in 2010 pitches a love story between a lady and a gentleman who meet at midnight (and midday) in the middle of a Parisian bridge. The two figures are, in fact, retrograde hands that indicate the hour and the minute accordingly, and the whole dial sets the stage for this romantic choreography. This watch belongs to the Poetic Complications collection which was established four years prior in 2006, to mark the centenary of the maison.

Midnight Pont des Amoureux

Since then, the Poetic Complications collection and the encompassing Poetry of Time philosophy have put the maison on a pedestal through multiple wristwatches and automatons that are unlike anything in the market. They convey stories from a group of universes like love, as in the case of the aforementioned Lady Arpels Pont des Amoureux, or astronomy, as in the Midnight Planétarium or the Zodiaque Lumineux watches. Figures relating to the earlier decades of Van Cleef & Arpels as a jeweller, like the ballerina and the fairy, often serve as muses for the design and development of contemporary wristwatches as well.

And then there is the enchanted nature: a gentle yet powerful theme that provides the largest canvas for Van Cleef & Arpels. Examples of nature-inspired watches include the Lady Arpels Heures Florales Cerisier for which they won the Innovation Prize from the GPHG in 2022. Its 12 flowers on the dial open and close in turn to tell the hour, while the minutes are visible in a window on the side of the case.

Lady Arpels Heures Florales

More recently, in 2024, Lady Arpels Brise d’Été, literally the “summer breeze”, features two butterflies in white or yellow gold that take turns to indicate the hour and the approximate minutes. The button at the eight o’clock position of the case activates the automaton module of the watch, sending the two butterflies on a 10-second flight across the dial before stopping at the correct time. While this happens, the three corolla flowers on green stems gently sway to the tune of an imaginary breeze.

If you are already mesmerised by the intricate creations shown on these pages, please do not hesitate to learn more about Van Cleef & Arpels, their wondrous products, and the stories that make them all the more sentimental.

Brise d’Été

See also: Van Cleef & Arpels Wins Three Prizes at GPHG 2024

Dior Gold House and Café Dior are the New Must-Visit Destinations in Bangkok

เตรียมพบกับ Dior Gold House และ Café Dior สุดอลังการใจกลางกรุงเทพฯ
บทความ: LuxuoTH ภาพ: Dior

ในที่สุด เมืองไทยก็จะมี Dior Gold House บูติกเดี่ยวนอกศูนย์สรรพสินค้า หรือคอนเซ็ปต์สโตร์สุดอลังการของแบรนด์ Dior บนถนนเพลินจิต กรุงเทพฯ นำเสนอความหลากหลายและครบครันที่จะผันเปลี่ยนไปตามคอลเลกชันของแต่ละฤดูกาล เปรียบเสมือนเวทีแสดงศิลปะแห่งความเป็นเลิศในโครงการ Dior Around the World

Dior Gold House คือ “อาณาจักรแห่งความฝัน” ในพื้นที่กว่า 1,000 ตารางเมตร โครงสร้างด้านหน้าบูติกจำลองแบบสถาปัตยกรรมอันโดดเด่นของอาคารเลขที่ 30 ถนนมงแตญ ที่ตั้งของห้องเสื้อแฟชั่นในตำนานของปารีสที่ก่อตั้งโดยคริสเตียน ดิออร์ เมื่อปี ค.ศ. 1946 โดดเด่นด้วยสีทอง หนึ่งในเฉดสีไอคอนิกตลอดกาลของเมซง เสริมความงดงามด้วยงานโมเสกผลงานของช่างฝีมือชาวไทย สะท้อนกลิ่นอายแห่งความภูมิฐานทางวัฒนธรรมแฟชั่นชั้นสูงฝรั่งเศสที่ผสานเข้ากับเสน่ห์ของอารยศิลป์ไทยได้อย่างลงตัว รายล้อมด้วยสวนสรรค์พร้อมพืชพรรณนานาชนิด

เมื่อผ่านเข้าสู่ประตูด้านในจะพบกับอาณาจักรแฟชั่นที่ครบครันทั้งเครื่องแต่งกายเรดดี้ทูแวร์ แอคเซสซอรี เครื่องหนัง ตลอดจนของตกแต่งบ้านและภาชนะประจำโต๊ะอาหารจาก Dior Maison งานประดับตกแต่งเน้นใช้วัสดุธรรมชาติอย่างไม้ไผ่ งานไม้ ราฟเฟีย ร่วมกับบรรดาสัญลักษณ์ประจำเมซง ตั้งแต่ดวงดาวนำโชค ไปจนถึงผ้าพิมพ์ลายจิตรกรรมสีเดี่ยว Toile de Jouy และลายพิมพ์แผนที่ปารีส ทั้งยังมีการจัดแสดงผลงานสร้างสรรค์จาก 9 ศิลปินไทยเพื่อระลึกถึงความรักที่คริสเตียน ดิออร์ มีต่องานศิลปะด้วย

ภายใน Dior Gold House ยังมีพื้นที่ผ่อนคลายอย่าง Café Dior สะกดทุกสายตาด้วยงานออกแบบสามมิติอันแสนอ่อนช้อยจากไม้ไผ่ล้วนโดยกรกต อารมณ์ดี ศิลปินผู้เชี่ยวชาญการหลอมรวมงานออกแบบร่วมสมัยเข้ากับหัตถกรรมพื้นบ้านไทย ถ่ายทอดเสน่ห์อันน่าภิรมย์ของอาณาจักรพืชพรรณ ดอกไม้ และนกน้อยออกมาได้ราวกับมีชีวิต สำหรับของหวานในคาเฟ่ รังสรรค์โดยเมาโร โคราเกรคโค เชฟระดับสามดาวมิชลิน ที่นำสัญลักษณ์ความเป็น Dior มาดัดแปลงและเติมแต่งจนได้ของหวานเลิศรส

ทั้งนี้ คุณสามารถสัมผัสประสบการณ์เหนือระดับที่ Dior Gold House และ Café Dior ได้ตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม ศกนี้

บทความที่เกี่ยวข้อง: Luxury Brands and Their Coveted Floral Icons

Cartier Makes the Hours More Precious with Jewelled Baignoire Watches

0

Cartier Baignoire ในรูปแบบไฟน์จิวเวลรีที่จะผลิตพิเศษเมื่อมีการสั่งซื้อเท่านั้น
บทความ: รักดี โชติจินดา ภาพ: Cartier

[ English ]

Cartier Baignoire ไฟน์จิวเวลรีเป็นเรือนเวลาที่นำเสนอความงามของอัญมณีได้อย่างเป็นธรรมชาติ และนี่คือวิวัฒนาการครั้งล่าสุดของดีไซน์ตัวเรือนในแบบฉบับของ Baignoire ทั้งนี้ Cartier ขึ้นชื่อว่าเป็นแบรนด์ที่เชี่ยวชาญด้านการออกแบบนาฬิกาให้มีรูปทรงเป็นเอกลักษณ์ต่างๆ เรื่อยมา สำหรับดีไซน์ตัวเรือนทรงรีนี้ก็ปรากฏให้เห็นเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1958 ก่อนที่จะได้ชื่อ Baignoire หรืออ่างอาบน้ำในปี ค.ศ. 1973 แล้วในปี ค.ศ. 2019 จึงมีการเผยโฉม Baignoire รุ่นปัจจุบันอย่างยิ่งใหญ่

Baignoire นั้นเป็นมากกว่าเครื่องบอกเวลามาโดยตลอด เพราะนี่คือสัญลักษณ์แห่งความเป็นเฟรนช์ชิคที่พร้อมสำหรับการตีความใหม่ให้กลายเป็นเครื่องประดับระดับหรูอยู่เสมอ ในปีนี้ Cartier จึงนำเสนอนาฬิกา Baignoire แบบประดับเพชรเต็มที่ 3 รุ่นด้วยกัน โดยที่ทั้งหมดนั้นมีตัวเรือนไวท์โกลด์ แผ่นหน้าปัดไวท์โกลด์และทำงานด้วยเครื่องควอตซ์เหมือนกัน

Luxury watch featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
Luxury watch featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator

รุ่นแรกในรูปเปิดประดับเพชรทรงบริลเลียนท์คัทจำนวน 176 เม็ด (7.98 กะรัต) บนตัวเรือนและสาย และเพิ่มเติมอีก 131 เม็ด (0.66 กะรัต) บนหน้าปัด รุ่นที่สองด้านบนนี้ตรงกลางประดับเพชรทรงบริลเลียนท์คัทจำนวน 601 เม็ด (13.6 กะรัต) บนตัวเรือนและสาย และเพิ่มเติมอีก 163 เม็ด (1.0 กะรัต) บนหน้าปัด สำหรับรุ่นที่สามทางด้านล่างนั้นมีการประดับเพชรทรงบริลเลียนท์คัทจำนวน 229 เม็ด (7.7 กะรัต) บนตัวเรือนและสาย แล้วยังมีแซฟไฟร์สีน้ำเงินจำนวน 272 เม็ด (4.4 กะรัต) อควอมารีนและสเปสซาไทท์การ์เนท ส่วนบนหน้าปัดนั้นมีเพชรทรงบริลเลียนท์คัทจำนวน 162 เม็ด (1.0 กะรัต) และสเปสซาไทท์การ์เนทเดี่ยวๆ 1 เม็ด

Luxury watch featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator

นาฬิกา Baignoire รุ่นไฟน์จิวเวลรีเหล่านี้ไม่ได้เป็นลิมิเต็ดเอดิชั่น ไม่ได้อยู่ในไลน์ผลิตปกติ แต่อยู่ในแคตตาล็อกอย่างเป็นทางการ และจะผลิตต่อเมื่อมีการสั่งซื้อพิเศษโดยผู้สนใจเท่านั้น

บทความที่เกี่ยวข้อง: Cartier Trinity Turns 100


We present three special order, fine jewellery versions of the beloved oval watch.

Words: Ruckdee Chotjinda Photo: Cartier

Cartier seamlessly merges watchmaking and jewellery in the jewelled Baignoire watches, the latest evolution of this emblematic design. Known for its expertise with shaped watches, Cartier introduced its first oval watch in 1958, later naming it the Baignoire or bathtub, in 1973. The watch made a celebrated return in 2019.

The Baignoire goes beyond timekeeping. It is a quintessential symbol of French chic, perfectly suited to reimagining within the realm of fine jewellery. This year, Cartier presents three jewelled Baignoire styles, each crafted in white gold with a white gold dial and a quartz movement.

Luxury watch featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator

The first model, on the left, features 176 brilliant-cut diamonds (7.98 carats) adorning the case and bracelet, plus 131 more (0.66 carats) on the dial. The second, positioned in the centre, carries 601 brilliant-cut diamonds (13.6 carats) across its case and bracelet, complemented by 163 more (1.0 carat) on the dial. The third watch, on the right, combines 229 brilliant-cut diamonds (7.7 carats) on the case and bracelet with 272 blue sapphires (4.4 carats), aquamarines and spessartite garnets. Its dial is set with 162 brilliant-cut diamonds (1.0 carat) and a singular spessartite garnet.

These jewelled Baignoire watches are not limited editions nor part of the standard production line, but they are available in the official catalogue and will be produced upon special order.

See also: Cartier Trinity Turns 100

Get Exclusive Connections with LUXUO Thailand
Join us today
Connect!
Close
Join us for exclusive access to Luxuo Thailand's contents and events
Subscribe
close-image