Home Blog Page 47

Explore Maison des Fleurs Collection by Sirivannavari Maison at Poltrona Frau by Euro Creations

สัมผัสไลฟ์สไตล์ไอเท็มสุดพรีเมียมในคอลเลกชัน Maison des Fleurs จาก Sirivannavari Maison ได้แล้วที่ Poltrona Frau by Euro Creations ทองหล่อ 5
บทความ: LuxuoTH ภาพ: Sirivannavari Maison x Euro Creations

การออกแบบเครื่องใช้และการตกแต่งบ้านไม่เพียงแค่เป็นเรื่องของความสวยงาม แต่ยังเป็นเรื่องของการเล่าเรื่องราวชีวิตผ่านพื้นที่ส่วนตัวที่เรียกว่า “บ้าน” ซึ่งการร่วมมือระหว่าง Poltrona Frau by Euro Creations และ Sirivannavari Maison ในคอลเลคชัน “Maison des Fleurs” ก็คือตัวอย่างที่ดีของการสร้างสรรค์ประสบการณ์การใช้ชีวิตอย่างมีศิลปะ ด้วยปรัชญาที่ว่า “บ้านที่เต็มไปด้วยความรักและเสียงหัวเราะ คือผลงานศิลปะที่แท้จริง” ของ Gio Ponti สถาปนิกและนักออกแบบชื่อดังชาวอิตาลี

“Maison” ในภาษาฝรั่งเศสหมายถึง “บ้าน” พื้นที่แห่งความคิดสร้างสรรค์และความรู้สึก ส่วน “Fleur”  หมายถึงดอกไม้ที่หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณ ซึ่งสะท้อนแนวคิดอันลึกซึ้งของคอลเลคชันนี้ที่นำเสนอไลฟ์สไตล์ไอเท็มอย่างชุดเครื่องใช้บนโต๊ะอาหารทั้งเซ็ตจาน เซ็ตแก้วกาแฟ แก้วเอสเพรสโซ่พร้อมจานรอง เซ็ตถ้วยชาพร้อมจานรอง ที่ยกระดับประสบการณ์การรับประทานอาหารสู่งานศิลปะ เหมาะมากกับช่วงปลายปีซึ่งเป็นฤดูแห่งการรวมญาติและการเฉลิมฉลอง

เอกลักษณ์ที่โดดเด่นของคอลเลคชัน Maison des Fleurs คือลวดลายพิมพ์ภาพวาดฝีพระหัตถ์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา องค์ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์แห่งแบรนด์ Sirivannavari ทั้งนกยูงที่เป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ ดอกระฆังแห่งหุบเขา ดอกไอริสสีม่วง ลวดลายอันอ่อนช้อยถูกสร้างสรรค์ด้วยโทนสีฟ้าและทอง แต่งแต้มบนเซรามิคโบนไชน่าสีขาวงาช้าง โดยใช้เทคนิคการประทับลายดีแคลและการเผาอย่างพิถีพิถัน นอกจากความงดงามแล้ว คอลเลคชันนี้ยังสนับสนุนงานฝีมือช่างไทยผ่านมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพพิเศษในพระบรมราชินูปถัมภ์ อันสะท้อนพระราชปณิธานในการส่งเสริมความสามารถของคนไทย

แต่ละไอเท็มในคอลเลกชัน Maison des Fleurs มาพร้อมกล่องหรูหรา เหมาะแก่การมอบเป็นของขวัญพิเศษหรือเติมแต่งมุมต่างๆ ของบ้าน ผู้สนใจสามารถชมและสัมผัสประสบการณ์แห่งความงามนี้ได้แล้วที่โชว์รูม Poltrona Frau by Euro Creations สาขาทองหล่อ ซอย 5

บทความที่เกี่ยวข้อง: 6 Styling Tips for a Minimalist Luxury Living Space

Stollen Cake: The Sweet Treat for this Festive Season

เปิดประวัติสโตเลนเค้ก ขนมสำคัญอีกอย่างหนึ่งของช่วงเทศกาลคริสต์มาส
บทความ: ลภีพันธ์ โชติจินดา ภาพเปิด: Shutterstock

[ English ]

ในเดือนธันวาคมช่วงเทศกาลส่งความสุขอย่างนี้ อดคิดถึงกลิ่นหอมจางๆ ของเครื่องเทศอย่างจันทร์เทศ อบเชย หรือกระวานจากขนมโปรดที่จะมีให้เลือกชิมมากมายเฉพาะช่วงเทศกาลนี้เท่านั้นไม่ได้ ซึ่งก็คือ คริสต์สโตเลน หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ สโตเลนเค้ก นั่นเอง

(ภาพ: Movenpick BDMS Wellness)

ต้นกำเนิดของสโตเลนเค้กนั้นมาจากประเทศเยอรมนีและมีการกล่าวถึงมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1329 ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าสโตเลนเค้กที่มีความหอมหวานไปด้วยเครื่องเทศ อุดมไปด้วยผลไม้แห้งและถั่วต่างๆ อย่างในปัจจุบันนี้จะมีที่มาจากขนมสำหรับช่วงเทศกาลก่อนคริสต์มาสของศาสนาคริสต์เพื่อระลึกถึงการมาเยือนของพระเยซู โดยเดิมทีนั้นมีส่วนประกอบเพียงแค่ข้าวโอ๊ต น้ำมันและน้ำเท่านั้น จนในช่วงราวปี 1400 นั้นได้มีการอนุญาตให้ใช้เนยและน้ำตาลในขนมสโตเลนเค้กและมีวิวัฒนาการในการเพิ่มส่วนประกอบอื่นๆ จนมาเป็นสโตเลนเค้กแสนอร่อยในปัจจุบัน  

(ภาพ: dresdnerstollen.com)

สโตเลนเค้กนั้นมีความคล้ายคลึงกับฟรุ๊ตเค้กอยู่มาก แต่ต่างที่เนื้อของขนม ซึ่งสโตเลนเค้กนั้นจะมียีสต์เป็นส่วนประกอบ ทำให้เนื้อขนมมีความกึ่งเค้กกึ่งขนมปัง ในขณะที่ฟรุ๊ตเค้กนั้นมีความเป็นเค้กและฉ่ำกว่าด้วยเหล้ารัมหรือบรั่นดีแล้วแต่สูตร สโตเลนเค้กนั้นจะมีการโรยด้านนอกขนมด้วยน้ำตาลไอซิ่งและบางสูตรจะมีมาร์ซิแพนหรืออัลมอนต์บดหวานสอดไส้อยู่ด้านใน สโตเลนเค้กนั้นยังมีรูปทรงเฉพาะทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าและมีแนวสันตรงกลางคล้ายผ้าห่อพระกุมารเยซู ในขณะที่ฟรุ๊ตเค้กนั้นจะมีรูปทรงทั้งโลฟหรือทรงกลมทั่วไป

(ภาพ: dresdnerstollen.com)

สโตเลนเค้กที่โด่งดังที่สุดและเป็นต้นตำรับคือ สโตเลนเค้กจากเดรสเดนในเยอรมัน ทั้งนี้ยังได้รับการจดทะเบียนคุ้มครองถิ่นกำเนิดว่าของแท้และต้นตำรับจากเดรสเดนจะต้องเป็นขนมที่มีตราพิเศษสีทอง โดยปัจจุบันมีเพียง 120 ร้านเบเกอรี่ในเดรสเดนเท่านั้นที่ได้รับตรานี้ และเมืองเดรสเดนนี้ยังมีการเฉลิมฉลองสโตเลนเค้กที่ยิ่งใหญ่ในงานตลาดคริสต์มาสหรือ Dresden Striezelmarkt ที่มีมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1434 และเป็นหนึ่งในงานออกร้านกลางแจ้งที่เก่าแก่ที่สุดในแถบยุโรป โดยในงานจะมีการแห่สโตเลนเค้กยักษ์ด้วยรถม้าโบราณ พร้อมมีดที่ออกแบบมาเพื่อตัดสโตเลนเค้กและนางงามสโตเลน (Stollen Girl หรือ Stollenmädchen)

(ภาพ: dresdnerstollen.com)

หากมีโอกาสไปเมืองเดรสเดนช่วงเฉลิมฉลองก็อยากให้ลองชิมสโตเลนเค้กต้นฉบับที่แสนอร่อย แต่หากคุณได้เดินทางไปมุมอื่นของโลกหรือแม้แต่อยู่เฉลิมฉลองเทศกาลนี้ในเมืองไทยก็ตาม เชื่อว่าร้านเบเกอรี่ในโรงแรมหลายแห่งก็จะมีสโตเลนเค้กนี้จำหน่ายให้คุณได้หาซื้อเพื่อมอบเป็นของขวัญสุดพิเศษให้กับเพื่อนหรือคู่ค้าพิเศษ หรือจะเพื่อเป็นของหวานหลังมื้ออาหารค่ำในวันคริสต์มาสกับครอบครัวก็อบอุ่นไปอีกแบบ

(ภาพ: Siam Kempinski Bangkok)

บทความที่เกี่ยวข้อง: Let’s Talk About Cheese


Dive into the history of this iconic Christmas delight.

Words: Lapheepun Chotjinda Opening Photo: Shutterstock

The festivities of December bring with it the fragrance of spices like cinnamon and cardamom that are layered into seasonal winter treats. For many, there is one item known to embody this sense of holiday cheer: the Christstollen, also known as the Stollen Cake.

Originating in Germany, Stollen Cake has been mentioned in history since 1329. It’s hard to believe that the sweet confection we know today with its aromatic spices, dried fruits and nuts started in a very different form. Stollen cakes began as a tradition to celebrate the Advent time for Christians and commemorate the coming of Christ. The original Stollen was made with only oatmeal, oil and water until the late 1400s when the use of butter and sugar was finally allowed. Other ingredients such as raisins and candied citrus peels were added until the cake evolved into the Stollen we know today.

The Stollen Cake is very similar to the fruit cake. However, as Stollen is baked with yeast, the texture becomes similar to that of bread, whilst fruit cake is more cake-like and drenched with rum or brandy depending on the recipe. Stollen Cakes are sprinkled with icing sugar, and some recipes may include marzipan. The shape of Stollen Cake is a rectangle with a ridge in the middle, symbolic of the baby Jesus in swaddling cloth. In contrast, fruit cakes are usually found in a loaf or round shape.

The most famous Stollen Cake, believed to be the original, can be found in Dresden, Germany. To authenticate the Stollen Cake, a special certification system has been put in place, and genuine “Dresdner Christstollen” Cakes are awarded The Golden Stollen Seal. Only 120 bakeries in Dresden are holders of this seal. In addition, the city of Dresden celebrates Stollens at the Christmas Market (Dresden Striezelmarkt), known as one of the oldest outdoor markets in Europe, having existed since 1434. At the event, a giant Stollen Cake will be paraded with a historic horse-drawn carriage along with a traditional knife designed specifically to cut it. The parade also features the year’s “Stollen Girl” or “Stollenmädchen”.

If you have the chance to visit Dresden during this festive celebration, then we hope you have the chance to try the original Dresden Christstollen. However, if you find yourself in other corners of the world or even if you’re celebrating in Thailand, numerous hotels and bakeries have Stollen Cakes available. They make wonderful and personal gifts for friends and loved ones and can be served as a traditional dessert after Christmas dinner with the family.

Christmas market in Dresden (Photo: Shutterstock)

See also: Let’s Talk About Cheese

Blancpain Villeret Quantième Phases de Lune Shines in Fir Green

0

Blancpain ถ่ายทอดบรรยากาศแห่งป่าสนรอบโรงงานลงบนนาฬิการุ่นใหม่
บทความ: รักดี โชติจินดา

[ English ]

ถือว่าเป็นโชคดีของนักเขียนคนนี้ที่เคยไปทำงานที่เลอบราซูส์หลายครั้งในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา และมีครั้งหนึ่งต้องไปถ่ายฟุตเทจบรรยากาศของธรรมชาติโดยรอบโรงงานของ Blancpain ด้วย ดังนั้นเมื่อ Blancpain ออกนาฬิกา Villeret รุ่นใหม่แล้วเขียนคำบรรยายว่าหน้าปัดนั้นเป็น “สีเขียวเข้มเหมือนกับต้นสนแห่งหุบเขาวัลเลเดอชูซ์” จึงอ่านแล้วเข้าใจได้แบบเห็นภาพทันที

นาฬิกา Villeret ตัวเรือนเร้ดโกลด์ที่ออกใหม่ในชุดที่เป็นธีมทิวทัศน์ใกล้กับโรงงานนี้มีทั้งหมด 4 รุ่นด้วยกัน ได้แก่ รุ่น Extraplate ขนาด 40 มม. (นาฬิกาสไตล์อัลตร้าธินที่แสดงค่าเวลาและวันที่) รุ่น Quantième Complet ขนาด 40 มม. (นาฬิกาคอมพลีทคาเลนดาร์สำหรับคุณผู้ชาย) รุ่น Tourbillon Carrousel ขนาด 44.6 มม. (ตามชื่อเลยก็คือมีเรกูเลเตอร์ทั้งสองแบบในเรือนเดียว) และ รุ่น Quantième Phases de Lune ซึ่งเป็นไฮไลท์ของเราในบทความนี้

Blancpain Villeret Quantième Phases de Lune เป็นนาฬิกาขนาดเล็ก 33.2 มม. ฟังก์ชั่นหลักนอกจากการบอกเวลาคือการแสดงค่าวันที่ด้วยเข็มที่ชี้ไปโดยรอบหน้าปัดจากตัวเลข 1 ถึง 31 เหนือตำแหน่ง 6 นาฬิกามีหน้าต่างมูนเฟสที่วางไว้ได้แบบสมมาตรพอดี เครื่องนาฬิการุ่นคาลิเบอร์ 913QL.P ที่ใช้นั้นบางเพียง 4.65 มม. จึงทำให้ตัวเรือนโดยรวมมีความหนาเพียงแค่ 10.2 มม. เท่านั้น โรเตอร์ของเครื่องรุ่นนี้มีการแกะลายกิโยเช่อย่างสวยงามทั้งแผ่น ทั้งยังผลิตจากทองจึงมีน้ำหนักเหมาะสมสำหรับการขึ้นลานอย่างมีประสิทธิภาพจนได้กำลังลานสำรองเต็ม 40 ชั่วโมง

Luxury watch featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
Villeret Quantième Phases de Lune
Luxury watch featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator

หน้าปัดลายซันเบิสท์เป็นสีเขียวเข้มเนื่องจากได้แรงบันดาลใจจากป่าสนตามภูเขาของหมู่บ้านเลอบราซูส์อันห่างไกลตามที่กล่าวถึงข้างต้น หลักชั่วโมงของตำแหน่ง 12, 3, 6 และ 9 นาฬิกาเป็นตัวเลขโรมัน ส่วนตำแหน่งชั่วโมงอื่นๆ นั้นใช้เพชรทรงบริลเลียนท์คัทประดับ เช่นเดียวกันกับขอบตัวเรือนที่ประดับเพชรเต็มวงอย่างหรูหราน่าชม

Villeret Quantième Phases de Lune รุ่นนี้สวมใส่ด้วยสายหนังจระเข้โทนสีเดียวกันกับหน้าปัด และเป็นเรือนเวลาที่น่าจะถูกใจคุณผู้หญิงที่สนใจเรื่องคอมพลิเคชั่นดั้งเดิมของวงการนาฬิกาอยู่แล้ว และท่านที่ต้องการสร้างความหลากหลายให้กับคอลเลคชั่นของตนเองด้วยการเพิ่มเติมสีสันใหม่ๆ ที่ใส่ได้จริง

บทความที่เกี่ยวข้อง: Blancpain Fifty Fathoms Bathyscaphe Quantième Complet Phases de Lune Pitches a Strong Black Persona


The 33.2 mm novelty in red gold is ideal for discerning ladies with an appreciation for mechanical watchmaking.

Words: Ruckdee Chotjinda

Having been blessed with multiple work trips to Le Brassus over the past decade, including one that involved filming the natural surroundings of the Blancpain manufacture, this writer can vividly understand the phrase “the deep green shade of Vallée de Joux fir trees” used in Blancpain’s latest press release to describe the dial colour of their new Villeret watch models.

The four red gold Villeret timepieces released in homage to the landscapes surrounding the Blancpain manufacture in Le Brassus are the 40 mm Extraplate (an ultra-thin model with time and date), the 40 mm Quantième Complet (a complete calendar model for men), the 44.6 mm Tourbillon Carrousel (featuring both types of regulators in one watch), and the Quantième Phases de Lune, which is the focus of this article.

Luxury watch featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
Villeret Tourbillon Carrousel
Luxury watch featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
Villeret Tourbillon Carrousel

Measuring a delicate 33.2 mm in diameter, the Blancpain Villeret Quantième Phases de Lune is a quintessential calendar and moon phase watch. It features a date hand that traces a path around the concentric date scale from 1 to 31, with a moon phase window symmetrically positioned just above 6 o’clock. The Calibre 913QL.P is remarkably slim at 4.65 mm, allowing the case to maintain an overall thickness of just 10.2 mm. Its fully guilloché rotor, crafted in gold for optimal winding efficiency, builds up a 40-hour power reserve.

Luxury watch featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
Villeret Quantième Complet and Villeret Quantième Phases de Lune

Four Roman numerals mark the cardinal positions on the sunburst green dial, directly inspired by the shade of the fir trees in the hills around the isolated valley in which Le Brassus is located. The remaining hour positions are marked by brilliant-cut diamonds, while more adorn the bezel, lending a sense of luxurious refinement to this timepiece.

Worn on an alligator leather strap in a tone matching the dial, this new model is likely to resonate with discerning female collectors familiar with traditional complications, as well as those seeking to add a unique chromatic element to their growing watch collections.

See also: Blancpain Fifty Fathoms Bathyscaphe Quantième Complet Phases de Lune Pitches a Strong Black Persona

Five Lovely Christmas Markets of the World

0

สวยดั่งต้องมนต์ กับ 5 ตลาดคริสต์มาสในยุโรปที่ควรค่าแก่การไปเยือน
บทความ: เนตรนภา ปะวะคัง ภาพ: Shutterstock

คริสต์มาสเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข ความอบอุ่น และเป็นเทศกาลที่ผู้คนรอคอยกันมากที่สุดเทศกาลหนึ่งของโลก การได้สัมผัสเสน่ห์ของคริสต์มาสไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารการกิน การมอบของขวัญ หรือการประดับตกแต่ง ถือเป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจไม่น้อย แต่หากคุณชื่นชอบการเดินทาง การได้ไปเยือนตลาดคริสต์มาสในยุโรปซึ่งเป็นต้นกำเนิดของคริสต์มาสก็ถือเป็นการเติมเต็มประสบการณ์ทางวัฒนธรรมที่อันแสนวิเศษ เพราะตลาดคริสต์มาสไม่เพียงแต่เป็นสถานที่ชอปปิ้ง แต่ยังเป็นสถานที่ให้คุณได้เรียนรู้และเข้าใจถึงวิถีชีวิต ประเพณี และความงดงามของแต่ละท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง วันนี้ เราจึงได้รวบรวม 5 ตลาดคริสต์มาสในยุโรปที่ควรค่าแก่การไปเยือนมาให้คุณแล้ว บอกเลยว่าแต่ละที่ต่างก็มีเรื่องราว เสน่ห์ และเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่จะทำให้คุณอยากไปเยือนให้ครบทุกที่แน่นอน

1. เมืองสตราสบูร์ก ประเทศฝรั่งเศส
สตราสบูร์กเป็นเมืองมรดกโลกที่ได้รับขนานนามว่าเป็นเมืองหลวงแห่งคริสต์มาส ตลาดคริสต์มาสที่นี่เป็นตลาดเก่าแก่และใหญ่ที่สุดของประเทศ ตั้งอยู่ใจกลางเมืองที่มีสถาปัตยกรรมแบบโกธิคอันงดงาม นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสกับบรรยากาศแสนโรแมนติก มีการประดับประดาด้วยแสงไฟนับแสนดวง ซุ้มขายของ เช่น ของที่ระลึก อาหารท้องถิ่น ของตกแต่งคริสต์มาส ที่มีมากถึง 300 ซุ้ม กระจายอยู่ใน 12 จุดทั่วเมือง ไฮไลต์คือการประดับตกแต่งบริเวณมหาวิหารสตราสบูร์กด้วยแสงไฟที่สวยงามราวกับภาพในเทพนิยาย เมื่อมาเยือนแล้ว อย่าพลาดลิ้มรส “เบรเดเล่” คุกกี้คริสต์มาสดั้งเดิมของแคว้นอัลซาส พร้อมจิบไวน์ร้อน เครื่องดื่มประจำเทศกาลคริสต์มาสต์ที่มีต้นกำเนิดจากเยอรมนีเพื่อคลายหนาว ถือเป็นการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมฝรั่งเศสและเยอรมันได้อย่างลงตัว


2. กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย
กรุงเวียนนาเป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางที่น่าหลงใหลสำหรับคนรักคริสต์มาส เพราะที่นี่มีตลาดคริสต์มาสมากกว่า 20 แห่งทั่วเมือง ที่โดดเด่นที่สุดคือตลาดคริสต์มาสหน้าแรทเฮ้าส์หรือศาลาว่าการกรุงเวียนนาซึ่งมีขนาดใหญ่กว่า 30,000 ตารางเมตร พื้นที่ต่างๆ จะถูกประดับตกแต่งด้วยแสงไฟสีทองระยิบระยับ สะท้อนถึงความหรูหราของยุคจักรวรรดิ คุณจะได้เพลิดเพลินกับขนมปังขิง เครื่องดื่มร้อนๆ แอปเปิ้ลแคนดี้ซึ่งเป็นของหวานยอดฮิตประจำเทศกาล และเมนูพลาดไม่ได้อย่างชนิทเซล หรือเนื้อทุบบางๆ ชุบแป้งทอด ซึ่งเป็นอาหารประจำชาติของออสเตรีย ในบรรยากาศจะแสนอบอุ่นและมีเสน่ห์ราวกับภาพวาด


3. เมืองบรูจส์ ประเทศเบลเยียม
ตลาดคริสต์มาสที่นี่ถือเป็นศูนย์กลางตลาดคริสต์มาสของเบลเยียม ตั้งอยู่ที่จัตุรัสใจกลางเมืองและอนุเสาวรีย์ไซมอน สเตวิน ท่ามกลางอาคารสไตล์ยุคกลางที่แสนสวยงามและดูราวกับบ้านขนมปังขิงในนิทาน มีหอระฆังโบราณสูงถึง 83 เมตร เนื่องจากมีคลองล้อมรอบเมืองจึงได้รับฉายาว่า “เวนิสแห่งยุโรปเหนือ” เมื่อประดับประดาด้วยหิมะจำลองและไฟระยิบระยับก็ยิ่งทำให้โรแมนติกขึ้นไปอีก โดยเฉพาะในยามค่ำคืน คุณสามารถเดินชมตลาดคริสต์มาสท่ามกลางอาคารสถาปัตยกรรมโบราณ  ลิ้มรสอาหารท้องถิ่น และเลือกซื้อของที่ระลึกที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวได้อย่างไม่มีเบื่อ


4. เมืองบาเซิล ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
ด้วยทำเลที่ตั้งที่ติดกับประเทศฝรั่งเศสและเยอรมัน ทำให้ตลาดคริสต์มาสในเมืองบาเซิลมีความพิเศษตรงที่ผสมผสานทั้งวัฒนธรรมสวิส เยอรมัน และฝรั่งเศส บรรยากาศจะเต็มไปด้วยกลิ่นอายแบบชนบทสวิส อีกทั้งตลาดคริสต์มาสที่นี่ยังเปรียบเสมือนสวรรค์ของคนรักชีส นอกจากการนำเสนออาหารและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นหลากหลาย ที่นี่ยังมีการขายชีสกว่า 50 ประเภท นักท่องเที่ยวจะได้ลิ้มรสชีสคุณภาพสูง ชมการสาธิตการทำอาหาร และเลือกซื้อของฝากที่น่าสนใจ พร้อมกับความอบอุ่นจากผู้คนและแสงไฟคริสต์มาส ทั้งยังมีการแสดงดนตรีแจ๊ซและคลาสสิกใช้ชมตลอดช่วงเทศกาลด้วย


5. เมืองเดรสเดิน ประเทศเยอรมนี
ปิดท้ายด้วยตลาดชไตรเซิลมาร์กท์ในเมืองเดรสเดิน ตลาดคริสต์มาสที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป เริ่มก่อตั้งมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1434 ชื่อตลาดมีที่มาจากชต็อลเลิน หรือสโตเลน ขนมปังหวานที่ชาวเยอรมันนิยมรับประทานกันในช่วงคริสต์มาส ที่นี่มีการจัดแสดงศิลปะหัตถกรรมท้องถิ่น เช่น ไม้แกะสลัก ตุ๊กตานัทแครกเกอร์ เครื่องเซรามิก การแสดงดนตรี การประกวดต้นคริสต์มาสที่สูงที่สุดในเมือง รวมถึงเทศกาลเฉลิมฉลองขนมสโตเลน ที่จะมีการสาธิตวิธีการทำ และมีขนมสโตเลนขนาดยักษ์เป็นไฮไลต์ของงาน เรียกว่าเป็นตลาดคริสต์มาสที่สะท้อนวัฒนธรรมเยอรมันอย่างแท้จริง

บทความที่เกี่ยวข้อง: Celebrate the Festive Season with Delightful Hampers from Shangri-La Bangkok

Four Panoramic Lines of the Swiss Grand Train Tour

0

สี่เส้นทางรถไฟสวิสสายพาโนรามาในช่วงหน้าหนาวนี้
บทความ: ลภีพันธ์ โชติจินดา ภาพ: Switzerland Tourism

สวิตเซอร์แลนด์ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่มีธรรมชาติที่งดงามมากที่สุดประเทศหนึ่งในโลกไม่ว่าจะเป็นฤดูกาลไหนก็ตาม และในแต่ละฤดูกาลก็มีกิจกรรมที่หลากหลายประเภทให้กับนักท่องเที่ยวได้เพลิดเพลินและสนุกสนานตลอดทั้งปี และหนึ่งในฤดูกาลท่องเที่ยวที่ชาวไทยและชาวเอเชียที่อยู่ในประเทศเขตร้อนโปรดปรานมากที่สุดก็คือฤดูหนาวที่เราจะมีโอกาสได้สัมผัสความหนาวเย็นและหิมะ รวมไปถึงได้ทดลองและสนุกสนานไปกับกีฬาฤดูหนาวอย่างสกี สโนว์บอร์ด การเดินบนหิมะที่เรียกว่า Snowshoe Hiking และอื่นๆ อีกมากมาย แต่สำหรับใครที่อาจจะไม่ได้ชอบกิจกรรมแอดเวนเจอร์หรือผจญภัยมากนัก เราขอนำเสนอสี่เส้นทางรถไฟสายพาโนรามาที่จะให้คุณได้ดื่มด่ำกับความงดงามของทัศนียภาพในแต่ละภูมิภาคของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ที่จะทำให้บันทึกการเดินทางของคุณเป็นที่น่าจดจำและประทับใจแบบไม่รู้ลืม

Luxury travel featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
Luxury travel featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
Luxury travel featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator

Bernina Express
Bernina Express เป็นรถไฟชมทิวทัศน์แบบพาโนรามา เป็นเส้นทางรถไฟที่เชื่อมต่อยุโรปตอนเหนือกับตอนใต้เข้าไว้ด้วยกันจากเมืองคูร์ไปยังเมืองทิราโนทางตอนเหนือของอิตาลีด้วยระยะทาง 144 กิโลเมตรใช้เวลาประมาณสึ่ถึงสี่ชั่วโมงครึ่ง โดยจะเป็นการการข้ามเทือกเขาแอลป์ที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดเพราะรถไฟสายนี้จะพาคุณผ่านสะพาน Landwasser Viaduct ที่มีความสูงถึง 65 เมตร ซึ่งเป็นโครงสร้างที่เป็นเอกลักษณ์ของขบวนรถไฟรางแคบ Rhaetian Railway ที่เป็นแหล่งมรดกโลกของ UNESCO และยังผ่านอุโมงค์ 55 แห่งและสะพานมากกว่า 196 แห่งตลอดเส้นทาง อีกทั้งยังได้ชมทัศนียภาพอันน่าตื่นตาตลอดการเดินทาง เช่น ทางโค้ง Montebello ที่มองเห็นเทือกเขาเบอร์นิน่า ธารน้ำแข็งมอร์เทอร์รัทช์ ทะเลสาบสามแห่ง ได้แก่ Lej Pitschen, Lej Nair และ Lago Bianco ทะเลสาบ Alp Grüm และสะพานวงกลม Brusio

Luxury travel featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
Luxury travel featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
Luxury travel featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
Luxury travel featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator

Glacier Express
Glacier Express เป็นเส้นทางรถไฟที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการดื่มด่ำกับธรรมชาติและทิวทัศน์ของเทือกเขาแอลป์อย่างเต็มอิ่ม เพราะเส้นทางสาย Glacier Express นี้ถือเป็นเส้นทางรถไฟด่วนที่ช้าที่สุดในโลกที่เดินทางจากเมืองเซนต์ โมริตส์ไปจนถึงเมืองเซอร์แมทโดยใช้เวลาเดินทางประมาณแปดชั่วโมงถึงแปดชั่วโมงครึ่งด้วยระยะทาง 291 กิโลเมตร ผ่านอุโมงค์ 91 แห่งและสะพานมากกว่า 291 แห่ง ซึ่งเส้นทางรถไฟสาย Glacier Express นี้มีความพิเศษตรงที่ตู้โดยสารรถไฟเป็นหน้าต่างแบบพาโนรามาที่สูงตระหง่าน ทำให้คุณสามารถชื่นชมความงดงามตลอดระยะเส้นทางโดยไม่มีสิ่งกีดขวางแต่อย่างใด หรือจะยกระดับประสบการณ์ให้หรูหราและน่าจดจำมากยิ่งขึ้นด้วยบริการ Glacier Express Excellence Class ที่นอกจากจะสามารถจองที่นั่งพิเศษสำหรับวิวพิเศษได้แล้ว ยังได้รับแชมเปญและของว่าง และอาหารเลิศรส 5 คอร์สพร้อมไวน์อีกด้วย

Luxury travel featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
Luxury travel featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
Luxury travel featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
Luxury travel featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator

GoldenPass Express
GoldenPass Express นับเป็นหนึ่งเส้นทางรถไฟที่งดงามที่สุดเส้นทางหนึ่งของสวิตเซอร์แลนด์ เป็นเส้นทางรถไฟพาโนรามาที่เชื่อต่ออินเทอร์ลาเคน ผ่านกชตาด ชาโตว์-ดูเอกซ์ มงต์โบวอนและสู่เมืองมงเทรอซ์ด้วยระยะเวลาประมาณสามชั่วโมง คุณสามารถยกระดับการเดินทางของคุณด้วยชั้นโดยสาร “Prestige” ที่จะมอบความเป็นส่วนตัวและความสบายสูงสุดในห้องโดยสารขนาดเล็กและอาหารรสเลิศ เบาะนั่งหนังที่หรูหราพร้อมระบบทำความร้อนและสามารถหมุนได้ 180 องศาตามความต้องการ ชั้นโดยสาร Prestige นี้ยังยกสูงขึ้น 40 ซม. เมื่อเทียบกับชั้นโดยสารอื่น ช่วยให้คุณมองเห็นทิวทัศน์อันสวยงามได้ชัดเจน คุณสามารถสั่งอาหารท้องถิ่นและอาหารนานาชาติล่วงหน้าได้เพื่อเติมเต็มการเดินทางของคุณให้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น

Luxury travel featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
Luxury travel featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
Luxury travel featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
Luxury travel featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator

Luzern-Interlaken Express
ทั้งเมืองลูเซิร์นและอินเทอร์ลาเคนต่างก็เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของสวิตเซอร์แลนด์ ดังนั้นเส้นทาง Luzern–Interlaken Express ถือว่าตอบโจทย์ของผู้คนที่ต้องการเดินทางไปยังสองเมืองท๊อปฮิตนี้และสำหรับคนมีเวลาน้อยที่ต้องการทริปท่องเที่ยวเมืองไฮไลท์แบบวันเดียวสั้นๆ อย่างแน่นอน ด้วยระยะทาง 98 กิโลเมตรในเวลาประมาณ 2 ชั่วโมงคุณจะตื่นตาตื่นใจไปกับทิวทัศน์ของทะเลสาบบนภูเขาที่ใสราวกับคริสตอลทั้ง 5 แห่ง หน้าผาหินสูงชันของภูเขาโดยรอบที่ตั้งตระหง่านและจุดถ่ายรูปที่มีเอกลักษณ์เฉพาะไม่เหมือนใคร นอกจากนี้ยังสามารถเพลิดเพลินไปกับอาหารสไตล์บริสโตรของสวิสในขณะเดินทางที่ห้องอาหารบนรถไฟได้ด้วยเช่นกัน

บทความที่เกี่ยวข้อง: Most Expensive Hotel Room in the World Now in Dubai

Celebrate the Festive Season with Delightful Hampers from Shangri-La Bangkok

0

ส่งต่อความรักและความสุขแห่งเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ผ่านกระเช้าของขวัญแสนน่ารักจากโรงแรม Shangri-La Bangkok
บทความ: LuxuoTH ภาพ: Shangri-La Bangkok

[English]

โรงแรม Shangri-La Bangkok ชวนคุณมาเฉลิมฉลองและส่งมอบความมหัศจรรย์แห่งเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้ด้วยกระเช้าของขวัญสไตล์หรูที่รังสรรค์ขึ้นอย่างพิถีพิถัน เพื่อเป็นตัวแทนในการส่งมอบความรัก ความสุข และความปรารถนาดีให้กับคนสำคัญของคุณ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว คนรัก มิตรสหาย คู่ค้าธุรกิจ

กระเช้าของขวัญในปีนี้มีให้เลือกทั้งชุดคลาสสิกและพรีเมียม สำหรับชุดคลาสสิกประกอบด้วยเค้กผลไม้รวมสไตล์อังกฤษ คุกกี้กระป๋องไซส์เล็ก เค้กพราลีน และขนมประจำเทศกาลคริสต์มาสต้นตำรับเยอรมันอย่างชต็อลเลิน หรือสโตเลน ขนมหวานแสนอร่อยในชุดกระเช้ารังสรรค์จากวัตถุดิบชั้นเลิศโดยเอ็กเซ็คคิวทีฟ พาสทรีเชฟ อเล็กซ์ เฮกิโมฟ หัวหน้าพ่อครัวขนมหวานและขนมอบผู้มากประสบการณ์ของโรงแรม เพิ่มเติมความน่ารักและอบอุ่นด้วยตุ๊กตาเท็ดดี้แบร์สวมหมวกคริสต์มาสสีแดงสดใส ทั้งหมดมาในกระเช้าทรงถังสีเขียวซึ่งผู้รับสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นกระเป๋าใส่ของจุกจิกสำหรับพกพาประจำวัน หรือจะใส่ขวดไวน์ ดอกไม้ แล้ววางตกแต่งภายในห้องครัว โต๊ะอาหาร เพื่อเพิ่มความสดใสให้กับบ้านก็ได้

นอกจากกระเช้าของขวัญแสนพิเศษนี้ โรงแรม Shangri-La Bangkok ยังมีขนมหวานและสินค้าสำหรับเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่อื่นๆ ให้คุณเลือกซื้อ เช่น บ้านขนมปังขิง พายแอปเปิ้ล พายเชอร์รี่ ช็อกโกแลตรูปต้นคริสต์มาส ช็อกโกแลตรูปเรือเหาะ ช็อกโกแลตรูปเพนกวิน รวมถึงอีกหนึ่งไฮไลต์อย่างแอดเวนท์ คาเลนดาร์ ซึ่งก็มีให้เลือกทั้งแบบคลาสสิกและพรีเมียมเช่นเดียวกับกระเช้าของขวัญ

ทั้งนี้กระเช้าของขวัญ ขนมหวาน และของขวัญประจำเทศกาลคริสต์มาสปีใหม่จะมีจำหน่ายที่ช็อกโกแลต บูติก ชั้นล็อบบี้ และในช่องทางออนไลน์ของโรงแรม Shangri-La Bangkok ถึงวันที่ 30 ธันวาคม ศกนี้ โดยคุณสามารถสั่งซื้อล่วงหน้าพร้อมรับสินค้าที่โรงแรมหรือใช้บริการส่งตรงถึงบ้านก็ได้

บทความที่เกี่ยวข้อง: Relaxed Evening in The Heart of Sukhumvit at Spectrum Lounge & Bar


These goodies baskets will make great holiday gifts for the important people in your life.
Words: LuxuoTH Photo: Shangri-La Bangkok

The holiday season is coming, and the Shangri-La Bangkok has created gift hampers that are sure to warm the hearts of recipients. Packed with a carefully curated selection of goodies, they are worthy of representing your love and best wishes to the special people in your life. 

The gift hampers are available in classic and premium versions, both featuring gourmet confections by Executive Pastry Chef Alex Hekimov. The classic version contains English fruit cake, cookies, praline cake, German Christmas bread (Stollen), and a teddy bear in a festive red hat! The beautiful bucket-shaped hamper itself can be turned into a tote for everyday use, a wine bucket, or a container for flower arrangements to brighten up the dinner table or any other space in the home.

In addition to the gift hampers, the Shangri-La Bangkok offers a selection of holiday treats including gingerbread house, apple pies, cherry pies, chocolate Christmas trees, chocolate airship, chocolate penguin, as well as a bespoke advent calendar, available in classic and premium versions.

You can find all of these “Festive Magical Treats” at Chocolate Boutique on the Lobby Level and through the Shangri-La Bangkok’s online channels until December 30. You can place your order in advance and pick it up yourself at the hotel or have it delivered to your door.

See also: Relaxed Evening in The Heart of Sukhumvit at Spectrum Lounge & Bar

Get Exclusive Connections with LUXUO Thailand
Join us today
Connect!
Close
Join us for exclusive access to Luxuo Thailand's contents and events
Subscribe
close-image