Home Blog Page 40

Hands-On with All Three Patek Philippe Cubitus Watches

0

ชมกันชัดๆ กับเรือนจริงของนาฬิการุ่นเปิดตัวใหม่ที่ผู้คนพูดถึงกันมากที่สุดในปีนี้
บทความ: รักดี โชติจินดา ภาพ: อภิวิชญ์ พรหมพิทักษ์

[ English ]

ข่าวใหญ่ที่สุดข่าวหนึ่งของวงการนาฬิกาในปี ค.ศ. 2024 ที่กำลังจะผ่านพ้นไปนี้คือการเปิดตัว Cubitus เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม โดยที่ Cubitus นี้เป็นคอลเลคชั่นนาฬิกาใหม่คอลเลคชั่นแรกในรอบ 25 ปีของ Patek Philippe ตั้งแต่ที่มีการเปิดตัว Twenty~4 เมื่อปี ค.ศ. 1999 หรือหากจะนับเฉพาะคอลเลคชั่นที่มีนาฬิกาผู้ชายด้วยก็ต้องย้อนกลับไป 27 ปีจนถึงการเปิดตัว Aquanaut ในปี ค.ศ. 1997

การเปิดตัวคอลเลคชั่นใหม่และการออกแบบตัวเรือนดีไซน์ใหม่นั้นย่อมเป็นเรื่องที่แต่ละแบรนด์ต้องไตร่ตรองมาอย่างรอบคอบแล้วว่าตนต้องการนำเสนออะไร ผลิตภัณฑ์ใหม่มีอะไรที่แตกต่างจากที่มีอยู่ และจะมาเติมเต็มช่องว่างสำหรับลูกค้าใหม่หรือสร้างความหลากหลายให้กับลูกค้าเดิมได้อย่างไร สำหรับครั้งนี้ความตั้งใจของ Patek Philippe คือการวาง Cubitus ให้เป็นเรือนเวลาสไตล์แคชวลชิคสำหรับชายวัยกลางคนที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่และประสบความสำเร็จในชีวิตมาถึงจุดหนึ่งแล้ว แต่ก็ยังมีสิ่งอื่นๆ และเป้าหมายที่สูงขึ้นรอคอยอยู่ข้างหน้า

Luxury watch featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator

ดีไซน์ของ Cubitus แฝงไว้ด้วยทั้งความแกร่งและความสง่างาม ตัวเรือนเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสแบบหัวมุมตัดและมีปีกออกไปทางด้านซ้ายและขวา หน้าปัดที่อยู่ในกรอบของขอบหน้าปัดนั้นมีแถบลายนูนแนวนอนอย่างที่ทุกคนคุ้นเคยกันอยู่แล้วจากคอลเลคชั่น Nautilus สายนาฬิกาก็เป็นสไตล์ที่ดูเกือบจะเหมือนกับ Nautilus ทุกประการ ซึ่งก็ไม่แปลกเพราะ Cubitus นั้นเป็นคอลเลคชั่นน้องของ Nautilus อยู่แล้ว และเมื่อมองเผินๆ Cubitus ก็เหมือนจะเป็น Nautilus ในเวอร์ชั่นที่เหลี่ยมขึ้นและคมขึ้นนั่นเอง

คุณเธียรี สเติร์น ประธานแห่ง Patek Philippe กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับ WOW Singapore ว่าเขาอยากทำนาฬิกาทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสมาโดยตลอด “[สองเหตุผลที่รูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสมีความสำคัญ] หนึ่งคือผมไม่เคยมีตัวเรือนทรงนี้ในคอลเลคชั่น [ที่เป็นไลน์ผลิตปกติของแบรนด์] และผมชอบเวลาที่ได้เห็นนาฬิกาสี่เหลี่ยมจัตุรัสบางรุ่น [ของแบรนด์อื่น] อยู่แล้ว และประการที่สอง คือ ผมคิดว่ามันน่าจะเป็นการดีหากผมได้ทำให้ผู้คนรู้สึกประหลาดใจด้วยนาฬิการุ่นนี้ มันเป็นความท้าทายสำหรับตัวผมเองด้วยเหมือนกัน และไม่มีใครคิดว่าผมจะมาแนวนี้”

Luxury watch featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator

หลังจากที่ภาพอย่างเป็นทางการของ Cubitus ถูกเผยแพร่ออกไปทั่วโลก เสียงที่สะท้อนออกมาจากคนนอกดูจะค่อนไปในทางลบด้วยเหตุผลต่างๆ กันในเวลานั้น บ้างก็ว่า Cubitus ดูเหมือน Nautilus เกินไปหรือ Nautilus สวยกว่า แต่ตัวผู้เขียนชอบนาฬิกาที่มีเส้นสายเหลี่ยมคมแข็งๆ แบบ Royal Oak และ Octo Finissimo มากกว่าแบบมนๆ อย่าง Nautilus อยู่แล้ว แถมยังตามเก็บนาฬิการูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสของแบรนด์ต่างๆ มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2018 จึงรู้สึกถูกใจ Cubitus เป็นการส่วนตัว

คอมเมนท์ที่พบเห็นได้บ่อยอีกแนวหนึ่งคือกลัวว่าขนาด 45 มม. นั้นจะใหญ่เกินไปสำหรับคนทั่วไปหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ Nautilus รุ่นต่างๆ มีขนาด 40-41 มม. ซึ่งในเรื่องนี้เราต้องไม่ลืมด้วยว่า Patek Philippe วัดขนาดนาฬิกาทั้งสองรุ่นนี้ในแนวทแยงมุมจาก 10 นาฬิกาไป 4 นาฬิกา ดังนั้น Cubitus ซึ่งเป็นทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสจึงวัดขนาดได้ตัวเลขสูงกว่ามาก แต่หากเราวัดความยาวของตัวเรือน Cubitus และ Nautilus เองในแนวบนลงล่างก็จะได้ตัวเลขขนาดที่แทบจะไม่ต่างกัน นั่นหมายความว่าในเรื่องขนาดตัวเรือนนั้น หากข้อมือใครใส่ Nautilus ได้ก็ย่อมต้องใส่ Cubitus ได้ด้วย หรือถ้าจะไม่ใช้ Nautilus เป็นพื้นฐานในการเปรียบเทียบก็อาจจะต้องบอกว่าความรู้สึกของ Cubitus เวลาที่อยู่บนข้อมือนั้นเหมือนจุดกึ่งกลางระหว่าง Santos และ Octo Finissimo คุณผู้อ่านจะจิตนาการตามแล้วยิ่งงงหรือไม่

Luxury watch featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator

ส่วนในประเทศไทยของเรานั้นก็มีหนึ่งคอมเมนท์ที่น่าสนใจมากๆ จากคุณผู้อ่านในเพจ Facebook ของ World of Watches Thailand ของเราที่บอกว่า Patek Philippe น่าจะทำเครื่องนาฬิกาของ Cubitus ให้เป็นทรงสี่เหลี่ยมไปเลย ไม่ใช่ใช้เครื่องนาฬิกาทรงกลมตามปกติ

นี่เป็นมุมที่ผมสารภาพได้ว่าไม่ได้คิดถึงเลยแม้แต่น้อยเนื่องจากโดยส่วนตัวแล้วไม่ได้เจาะจงว่าเครื่องนาฬิกาจะต้องมีรูปทรงเหมือนกับตัวเรือนแต่อย่างใด ขอเพียงแค่เครื่องนาฬิกามีขนาดสมส่วนกับตัวเรือนก็พอใจแล้ว เพราะที่ไม่ชอบมากคือเวลาที่แบรนด์ใดเอาเครื่องนาฬิกาขนาดเล็กไปใส่ไว้ในตัวเรือนขนาดใหญ่แล้วยังจะทำฝาหลังใสมาโชว์ให้เห็นความไม่สมส่วนนั้นอีก ถ้าเครื่องเล็กแล้วปิดด้วยฝาทึบจนดูไม่รู้ก็จะปล่อยผ่านได้โดยไม่ติดใจอะไร ซึ่งในภายหลังผมก็ได้นำคอมเมนท์เรื่องรูปทรงของเครื่องนาฬิกาจากคุณผู้อ่านท่านนี้ไปคุยกับบรรณาธิการบริหารของ WOW Singapore และ WOW Malaysia ต่อไปอย่างจริงจังในบทความที่เขียนร่วมกันกับพวกเขา และผมต้องขอขอบคุณมุมมองที่น่าสนใจจากคุณผู้อ่านท่านนั้นมา ณ ที่นี้ด้วย

Luxury watch featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator

Patek Philippe เปิดตัวคอลเลคชั่น Cubitus ด้วยนาฬิกา 3 รุ่นด้วยกัน ได้แก่ Ref. 5821/1A ตัวเรือนและสายสเตนเลสสตีล หน้าปัดสีเขียวโอลีฟกรีน Ref. 5821/21AR ตัวเรือนและสายสเตนเลสสตีลสลับโรสโกลด์ หน้าปัดสีน้ำเงิน และรุ่นที่เป็นตัวท็อปของ Cubitus ในเวลานี้ Ref. 5822P-001 ที่นำเสนอคอมพลิเคชั่นแกรนด์เดทใหม่พร้อมด้วยการแสดงค่าวันและมูนเฟสบนหน้าปัดสีน้ำเงินในตัวเรือนแพลทตินัม สายนาฬิกาเป็นวัสดุคอมโพสิทสีเนวีบลูพิมพ์ลายผ้า ทั้ง 3 รุ่นมีขนาด 45 มม. เท่ากัน โดยที่รุ่น 3 เข็มนั้นจะมีความหนาตัวเรือนอยู่ที่ 8.3 มม. ส่วนรุ่นแกรนด์เดทหนาขึ้นเพียง 1.3 มม. เป็น 9.6 มม. เท่านั้นทั้งที่มีฟังก์ชั่นต่างๆ เพิ่มเข้ามาเพราะว่าใช้เครื่องนาฬิกาแบบอัลตร้าธินที่มีไมโครโรเตอร์เป็นพื้นฐาน

นาฬิกา Cubitus ทั้ง 3 รุ่นมีคัฟลิงค์ดีไซน์เหมือนกับตัวเรือนให้คุณเลือกซื้อไปใส่เข้าชุดกันด้วย โดยของ Ref. 5821/1A จะเป็นคัฟลิงค์ไวท์โกลด์ที่มีพื้นสีเขียวตรงกลาง ของ Ref. 5821/1AR จะเป็นคัฟลิงค์โรสโกลด์ที่มีพื้นสีน้ำเงินตรงกลาง และของ Ref. 5822P จะเป็นคัฟลิงค์ไวท์โกลด์ที่มีพื้นสีน้ำเงินตรงกลาง

Luxury watch featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator

Cubitus อาจจะต้องใช้เวลาอีกสักพักในการรอให้คนรู้สึกคุ้นตา คล้ายกับ Code 11.59 by Audemars Piguet ตอนเพิ่งออกใหม่ๆ ที่เสียงในกระแสสังคมค่อนข้างแตกแต่ทุกวันนี้ก็ซื้อกันเป็นปกติ และไม่ว่าอย่างไร คิวในการจอง Cubitus รุ่น 3 เข็มก็ยาวมากๆ แล้วในเวลานี้ แม้แต่คนที่บอกว่าไม่ชอบ Cubitus หลายท่านก็ยังบอกว่าถ้ามีของจะขายเขาก็จะซื้อซึ่งอันนี้น่าจะเป็นเรื่องของการซื้อเพื่อลงทุนมากกว่าซื้อเพื่อใส่จริงแลว สำหรับตัวผู้เขียนเองรู้สึกถูกชะตากับ Cubitus เป็นการส่วนตัวอย่างที่เล่าไปข้างต้นก็จะขอส่งเสียงเชียร์เบาๆ และรอดูว่า Patek Philippe จะนำคอมพลิเคชั่นอื่นใดที่มีอยู่แล้วมาใส่ในคอลเลคชั่น Cubitus เป็นรุ่นต่อไปในงาน Watches and Wonders Geneva 2025

บทความที่เกี่ยวข้อง: Lux To Know: The Unmatched Class and Sophistication of Breguet Reine de Naples Watches


This writer’s favorable stance towards the new collection is confirmed after spending some time with the three watches.

Words: Ruckdee Chotjinda Photo: Apivit Bhrombhitak

One of the biggest stories in the watch industry in 2024 was the launch of the Cubitus collection on 17 October. This marks the first entirely new collection introduced by Patek Philippe in 25 years, following the debut of the Twenty~4 in 1999. If one considers only collections that include men’s watches, it has been 27 years since the launch of the Aquanaut in 1997.

Introducing a new collection and designing a fresh case requires careful consideration by a brand. They must determine what they aim to present, what distinguishes the new product from existing offerings, and how it will either fill a gap for new customers or enhance diversity for existing clientele. In this instance, Patek Philippe’s intention is to position Cubitus as a casual-chic timepiece for middle-aged men living in major cities who have achieved a certain level of success, but still have higher aspirations and goals ahead.

Luxury watch featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator

The design of Cubitus combines strength and elegance. The case is a square with cut corners and features winged attachments extending to the left and right. The dial, framed by a bezel, incorporates horizontal embossed stripes reminiscent of the Nautilus collection. The bracelet also strongly resembles that of the Nautilus, which is unsurprising since the Cubitus is a sibling, so to speak. When viewed at a glance, Cubitus appears to be a sharper, more angular version of Nautilus.

Thierry Stern, President of Patek Philippe, shared  in an interview given to WOW Singapore that a true square watch was always in his mind. “[Two reasons why the square shape is important], first because I never had it in [the brand’s permanent] collection, and I always enjoy seeing some of the square watches [from other brands],” said Stern. “And secondly, because I thought it would be good to surprise people with it. It’s a personal challenge for me also to say, well, nobody expected me to go there!”

Luxury watch featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator

When official images of Cubitus were released globally, public reactions were not particularly positive. Some felt that Cubitus looked too much like Nautilus, or that Nautilus was simply more appealing. Personally, this writer prefers the more angular and stoic lines of the Royal Oak and Octo Finissimo over the softer ones of Nautilus, so I am in for the Cubitus. The fact that I have been collecting square-shaped watches since 2018 only compounds to this position of favoritism.

Another frequently mentioned concern was whether the 45 mm size would be too large for the average wearer, especially given that Nautilus models typically range from 40 mm to 41 mm. It is important to note that Patek Philippe measures the size of both models diagonally, from 10 o’clock to 4 o’clock. Because Cubitus has a square case, its diagonal measurement naturally yields a larger figure. However, when measuring the case length vertically, from top to bottom, the dimensions of Cubitus and Nautilus are nearly identical. This means that if someone can wear a Nautilus comfortably, they should also be able to wear a Cubitus. Alternatively, for what it is worth, one might describe the on-wrist experience of Cubitus as feeling like a midpoint between the Santos and the Octo Finissimo.

Luxury watch featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator

In Thailand, one particularly insightful comment emerged on our World of Watches Thailand Facebook page, suggesting that Patek Philippe should have had designed the Cubitus movement to be square rather than using a standard round one.

This perspective had not crossed my mind, as I personally do not have a requirement for a movement shape to match that of the case. I only need for the movement size to be proportionate to the case. What I dislike the most is when brands use a small movement in a large case and then allow the mismatch to be visible through a transparent case back. If a movement is small but hidden behind a solid case back, I can overlook it. Following this comment, I had a long discussion about movement shapes with the editors of WOW Singapore and WOW Malaysia in a joint article. Therefore, I feel the urge to thank the reader in question for giving me a perspective I did not have previously.

Luxury watch featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator

Patek Philippe launched the Cubitus collection with three models. Ref. 5821/1A features a stainless steel case and bracelet with an olive-green dial. Ref. 5821/21AR combines stainless steel and rose gold with a blue dial. The top model, Ref. 5822P-001, introduces a new grand date complication alongside day and moon phase displays on a blue dial in a platinum case – this is worn on a navy blue composite strap with a fabric pattern. All three models measure 45mm in diameter. The three-hand models have a case thickness of 8.3mm, while the grand date model, with its additional functions, is only slightly thicker at 9.6mm, thanks to its use of an ultra-thin movement with a micro rotor as the base caliber.

Each Cubitus model can be matched with cufflinks that are sold separately. The ones for Ref. 5821/1A are white gold with a green center, those for Ref. 5821/1AR are rose gold with a blue center, and the pair for Ref. 5822P are white gold with a blue center.

Cubitus may require some time to grow on the public, much like the Code 11.59 by Audemars Piguet which received mixed reactions during its initial launch but has since found love with the buyers. Nonetheless, the waiting lists for three-hand Cubitus models are already exceedingly long. Even some individuals who claim not to like the Cubitus have admitted that they would buy one if presented with the opportunity, but those are more likely for investment rather than personal use. As for myself, I have a natural affection for Cubitus right from the start, as mentioned earlier, so I will continue to support it quietly from the side. I am also interested to see which existing complication Patek Philippe will add to the Cubitus collection at Watches and Wonders Geneva 2025.

See also: Lux To Know: The Unmatched Class and Sophistication of Breguet Reine de Naples Watches

Fendi and Lewis Kemmenoe Infuse Roman Heritage into the Aenigma Collection

Fendi จับมือกับเลวิส เค็มเมโน นำเสนอผลงานคอลเลกชันล่าสุด “Aenigma” ณ งาน Design Miami 2024
บทความ: LuxuoTH ภาพ: Fendi

Fendi แบรนด์หรูจากกรุงโรม ร่วมกับดีไซเนอร์ชาวลอนดอน เลวิส เค็มเมโน สร้างสรรค์คอลเลกชันพิเศษสำหรับงาน Design Miami 2024 ภายใต้ชื่อ “Aenigma” ที่ผสานความเป็นเอกลักษณ์ของทั้งสองฝ่ายได้อย่างลงตัว ผ่านการตีความมรดกทางวัฒนธรรมของโรมในรูปแบบร่วมสมัย ชวนให้ผู้ชมได้ค้นหาความหมายที่ซ่อนอยู่ในทุกรายละเอียด

ซิลเวีย เวนตูรินี เฟนดิ และ เลวิส เค็มเมโน

ก่อนที่จะเริ่มสร้างสรรค์ผลงาน เค็มเมโนได้เดินทางไปยังกรุงโรมเพื่อเก็บเกี่ยวแรงบันดาลใจ ทั้งจากการเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ สวนพฤกษศาสตร์ สำนักงานใหญ่ Fendi ที่ Palazzo della Civiltà Italiana และโรงงานในแคว้นทัสคานี ซึ่งทำให้เขาได้เห็นถึงรากเหง้าและจิตวิญญาณที่แท้จริงของแบรนด์ ชื่อคอลเลกชัน “Aenigma” มาจากภาษาละตินที่หมายถึงความซับซ้อนหรือปริศนา สะท้อนถึงความซับซ้อนในกระบวนการผลิตและการผสมผสานวัสดุที่แตกต่าง

จุดเด่นของคอลเลกชันนี้อยู่ที่การผสมผสานวัสดุที่ตรงข้ามกัน ระหว่างวัสดุธรรมชาติอย่างไม้และหิน กับวัสดุแปรรูปอย่างโลหะ สะท้อนผ่านเก้าอี้คู่หนึ่ง ที่ตัวแรกทำจากทองเหลือง อีกตัวทำจากอลูมิเนียม อีกทั้งยังมีการนำลวดลาย FF อันเป็นเอกลักษณ์ของ Fendi มาตีความใหม่ผ่านเทคนิคงานปะไม้ และการใช้เปลือกสนที่พบเห็นได้ทั่วไปในกรุงโรมมาหล่อเป็นชิ้นงานโลหะ

ไฮไลท์สำคัญของคอลเลกชันคือการนำเอกลักษณ์ของ Fendi อย่างกระเป๋า Peekaboo Soft มาตีความใหม่ ด้วยการผสมผสานงานหนังและงานไม้เข้าด้วยกัน เมื่อเปิดกระเป๋าจะพบกับพื้นผิวไม้ที่ซ่อนอยู่ พร้อมด้วยฮาร์ดแวร์ที่ผสมผสานทั้งสกรูสีเงินและทองเหลือง สะท้อนถึงวัสดุหลักที่ใช้ในคอลเลกชัน สร้างความเชื่อมโยงระหว่างโลกแฟชั่นและการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ได้อย่างกลมกลืน

การร่วมงานกันในครั้งนี้เป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของ Fendi ในการสนับสนุนวงการออกแบบที่มีมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี ค.ศ. 2008 ผ่านการร่วมงานกับดีไซเนอร์ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น โดยยังคงรักษาความเป็น Fendi ไว้ได้อย่างครบถ้วน พร้อมกับสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่น่าจดจำ

บทความที่เกี่ยวข้อง: Saint-Louis and 430 Years of Glassmaking Know-How

4 Ways to Become a New You This New Year

0

4 กิจกรรมแนะนำที่จะช่วยเปลี่ยนคุณเป็นคนใหม่ที่สุขภาพดีขึ้น
บทความ: เนตรนภา ปะวะคัง ภาพเปิด: Shutterstock

ปีใหม่ถือเป็นโอกาสอันดีในการตั้งเป้าหมายใหม่ๆ เพื่อพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องสุขภาพ เพราะการมีร่างกายและจิตใจที่แข็งแรงนั้นเป็นรากฐานสำคัญของชีวิตที่มีความสุข เราจึงอยากชวนคุณมาปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ตัวเองทั้งสุขภาพกายและใจ ด้วย 4 กิจกรรมสุดพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นการผ่อนคลาย การออกกำลังกาย หรือการสร้างสุขภาพที่ดีจากภายใน ซึ่งจะช่วยเติมเต็มชีวิตของคุณให้สดใสและมีพลังมากขึ้น ทั้งยังสร้างแรงบันดาลใจในการดูแลตัวเองไปตลอดทั้งปี หากทำเป็นประจำ รับรองว่า “New Year, New You” นั้นอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

1. โยคะกับลูกแมวสุดน่ารักที่ Furapy Yoga
เริ่มต้นปีด้วย Furapy Yoga กิจกรรมโยคะที่จะทำให้คุณยิ้มได้ตลอดคลาส เพราะได้สัมผัสความน่ารักของลูกแมวกว่า 17 ตัว ภายในคลาส 1 ชั่วโมง 15 นาที คุณจะได้ฝึกโยคะแบบเบสิกที่เน้นผ่อนคลายและยืดกล้ามเนื้อเป็นเวลา 45 นาที แม้แต่คนที่ไม่เคยเล่นโยคะมาก่อนก็สามารถทำได้ จากนั้นจะได้ใช้เวลาอีก 30 นาทีในการเล่นกับน้องแมวสุดน่ารักอย่างเต็มที่ ซึ่งแมวทุกตัวล้วนถูกคัดสายพันธุ์มาอย่างดี ผ่านการตรวจโรค และฉีดวัคซีนมาเรียบร้อย เรียกว่ากิจกรรมนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด แต่ยังช่วยลดความเครียดและความวิตกกังวล ทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายทั้งกายและใจในเวลาเดียวกัน เหมาะมากสำหรับคนที่หากิจกรรมวันหยุดที่ช่วยฮีลใจ และอยากเริ่มต้นการออกกำลังกายแบบค่อยเป็นค่อยไป ยิ่งหากคุณเป็นสายคอนเทนต์ก็ยิ่งไม่ควรพลาด เพราะมีมุมถ่ายรูปสวยๆ พร้อมตากล้องเก็บภาพให้คุณฟรีด้วย


2. สนุกไปกับจังหวะเพลงในคลาสเต้นสุดมันส์ที่ Rumpuree Dance Studio
หากคุณมองหาวิธีออกกำลังกายที่ไม่น่าเบื่อ สนุก และมีชีวิตชีวา Rumpuree Dance Studio คือตัวเลือกที่ตอบโจทย์ เพราะที่นี่เป็นคอมมูนิตี้สำหรับผู้ที่รักการเต้นและการออกกำลังกายที่มีคลาสให้เลือกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นคลาสในกลุ่มออกกำลังกาย เช่น Zumba คลาสในกลุ่ม Popular Dance เช่น K-Pop คลาสกลุ่ม Social Dance เช่น Salsa, Latin Sassy Dance ไปจนถึงคลาสเต้นในกลุ่ม Classical Dance เช่น Adult Ballet หรือแม้แต่ Belly Dance และ Pole Dance ที่นี่ก็เปิดสอนเช่นกัน แต่ละคลาสมีหลายระดับเหมาะกับทั้งมือใหม่และมือโปร คุณจะได้เรียนรู้การเคลื่อนไหวร่างกายในรูปแบบต่างๆ โดยมีผู้สอนมากประสบการณ์คอยให้คำแนะนำและปรับแต่งท่าเต้นให้เหมาะสมกับสุขภาพร่างกายของคุณ เพื่อให้คุณสามารถสนุกกับการเต้นได้อย่างเต็มที่ และไม่เสี่ยงบาดเจ็บ แต่ไม่ว่าคุณจะเลือกเต้นในคลาสไหนก็สามารถช่วยเผาผลาญแคลอรี เพิ่มความยืดหยุ่นของร่างกาย กระตุ้นความมั่นใจ รวมถึงได้สร้างมิตรภาพใหม่ๆ กับผู้คนที่มีความสนใจเดียวกัน ทำให้คุณมีแรงบันดาลใจในการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง


3. บำบัดกายและใจด้วยเสียงและคลื่นเสียงที่โรงแรม Anantara Siam Bangkok
ลองหาเวลาหลีกหนีจากความเครียดและความจอแจรอบตัว แล้วเข้ารับการบำบัดด้วยเสียงและคลื่นเสียงที่โรงแรม Anantara Siam Bangkok กับโปรแกรม Tibetan Healing Therapy ที่จะช่วยให้ร่างกายและจิตใจของคุณเกิดความสงบ และผ่อนคลายอย่างลึกซึ้ง ในระยะเวลา 90 นาที คุณจะได้รับการนวดตัวด้วยน้ำมันอุ่น พร้อมกับการกดจุดและใช้ลูกประคบสมุนไพร การวางหินร้อนตามแนวกระดูกสันหลัง เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนเลือด ผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่ตึงเครียด ก่อนจะถึงไฮไลต์อย่างการบำบัดด้วยเสียงจากขันทิเบต ซึ่งคลื่นเสียงในความถี่ต่างๆ จะช่วยปรับสมดุลร่างกายและจิตใจ ช่วยให้สมองรู้สึกโล่งขึ้น ลดความเครียด และเกิดสมาธิ คุณจะได้สัมผัสประสบการณ์การบำบัดที่ผสมผสานศาสตร์โบราณกับความสะดวกสบายของโรงแรมระดับห้าดาว ถือเป็นการกระตุ้นการผ่อนคลายแบบล้ำลึกที่ควรลองสักครั้งในชีวิต


4. ดื่มน้ำให้เพียงพอด้วย Air up ตัวช่วยที่จะทำให้สนุกกับการดื่มน้ำมากขึ้น
การดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวันคือพื้นฐานสำคัญของสุขภาพที่ดี สำหรับบุคคลทั่วไป แพทย์แนะนำให้ดื่มน้ำเปล่าประมาณ 2 ลิตรหรือ 8-10 แก้วต่อวัน ฟังดูก็เหมือนจะง่าย แต่หากคุณติดน้ำหวานหรือเครื่องดื่มที่มีรสชาติ การจะดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอคงยากไม่น้อย แต่ปัญหานี้อาจแก้ได้ด้วยการดื่มน้ำจากขวดน้ำแบรนด์ Air up ที่ใช้เทคโนโลยี Scent-based Flavour Pods ช่วยให้คุณรับรู้กลิ่นและรสชาติที่หลากหลายโดยไม่ต้องเติมน้ำตาลหรือสารปรุงแต่งใดๆ เพียงแค่ใส่แคปซูลกลิ่นที่คุณชื่นชอบ เช่น แตงโม เลมอน สัปปะรด ราสเบอร์รี่ ชาพีช โคล่า หรือแม้แต่ค็อกเทลอย่างเวอร์จิ้นโมฮีโต้ ถือเป็นการหลอกสมองให้รับรู้รสชาติผ่านกลิ่น ทำให้คุณสามารถดื่มน้ำเปล่าแต่รู้สึกเหมือนกำลังดื่มเครื่องดื่มที่มีรสชาติ เหมาะมากสำหรับคนที่อยากลดน้ำตาลและแคลอรีจากเครื่องดื่ม ทั้งยังทำให้การดื่มน้ำให้ได้ปริมาณที่เพียงพอในแต่ละวันเป็นเรื่องที่ง่ายและสนุกขึ้นมาก

บทความที่เกี่ยวข้อง: 3 Reasons Why You Should Do Pilates

5 On-Trend Items in the Relaxed Elegance Vibe of Mocha Mousse Color

5 ไอเท็มหรูโทนสี Mocha Mousse สัมผัสแห่งความสง่างามสุดผ่อนคลาย
บทความ: เนตรนภา ปะวะคัง ภาพเปิด: Polo Ralph Lauren

Mocha Mousse ถูกประกาศให้เป็นสี Pantone แห่งปี 2025 ด้วยโทนน้ำตาลอบอุ่นที่ผสานความหรูหราและเรียบง่ายได้อย่างลงตัว สะท้อนความสง่างามแบบผ่อนคลายที่กำลังมาแรงในปีหน้า ความลึกซึ้งของเฉดสีที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นแต่แฝงไว้ด้วยความมีระดับ ทำให้หลายแบรนด์ชั้นนำต่างหยิบโทนสีนี้มาตีความผ่านงานดีไซน์ที่แตกต่าง เราจึงรวบรวม 5 ไอเท็มลักชัวรีในโทนสี Mocha Mousse ที่จะช่วยเสริมลุคของคุณให้ดูสง่างาม คลาสสิก และทันสมัยในเวลาเดียวกัน

แว่นตากันแดด Triomphe 01 สี Milky Hazelnut, Camel และ Blonde Havana จาก Celine
แว่นตากันแดดทรงรีรุ่นยอดฮิตจาก Celine ที่มาพร้อมสีในโทน Mocha Mousse ด้วยกันถึง 3 สี ได้แก่ สี Milky Hazelnut, Camel และ Blonde Havana กรอบแว่นผลิตจากอะซิเตท ขาแว่นทั้งสองด้านประดับโลโก้ “Triomphe” ของแบรนด์ในฮาร์ดแวร์สีทอง มาพร้อมเลนส์ขนาด 52 มิลลิเมตรในสีน้ำตาลแดงกราเดียนท์สำหรับกรอบสี Milky Hazelnut เลนส์สีน้ำตาลโทนอุ่นสำหรับกรอบสี Camel และเลนส์สีเทาควันบุหรี่สำหรับกรอบสี Blonde Havana ด้วยดีไซน์ที่เรียบหรู โทนสีอบอุ่น และน้ำหนักเบา ทำให้แว่นรุ่นนี้พกพาง่าย สวมใส่ได้ทุกโอกาส ไม่ว่าจะเป็นลุคลำลองหรือทางการ


กระเป๋า Andiamo สี Fondant และ Dark praline จาก Bottega Veneta
กระเป๋ารุ่น Andiamo ในสี Fondant และสี Dark praline จากแบรนด์ Bottega Veneta ผลงานการสร้างสรรค์ของแมทธิว บลาซี ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ที่เผย โฉมครั้งแรกในคอลเลกชันฤดูร้อน 2023 โดยคำว่า “Andiamo” เป็นภาษาอิตาลี แปลว่า “ไปกันเถอะ” ซึ่งสะท้อนคอนเซปต์หลักของกระเป๋ารุ่นนี้ที่สื่อถึงการเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ตัวกระเป๋าทำจากหนังอ่อนนุ่ม ใช้เทคนิคอินเทร็ตชาโต เอกลักษณ์เฉพาะของแบรนด์ในการถักสานเส้นหนังทีละเส้นจนได้เป็นลวดลายอันงดงาม สายเป็นหนังถักเลื่อนปรับความยาวได้ เพิ่มความโดดเด่นด้วยการตกแต่งด้วยฮาร์ดแวร์ผูกปมหรือน็อทสีทอง ใช้ได้ทั้งแบบกระเป๋าถือ ครอสบอดี้ และสะพายไหล่ เรียกว่าเป็นกระเป๋ายูนิเซ็กซ์ที่หรูหรา คลาสสิก และใช้ง่าย สามารถหยิบใช้ได้ทุกวัน


น้ำหอมกลิ่น Perché No จาก Fendi
น้ำหอมรุ่นล่าสุดจาก Fendi ที่ได้แรงบันดาลใจจากคำถามภาษาอิตาลีที่แปลว่า “ทำไมจะไม่ล่ะ?” สะท้อนความมั่นใจและอิสระในสไตล์ของผู้หญิงยุคใหม่ เพื่อเป็นเกียรติแด่ซิลเวีย เวนทูรินี เฟนดิ ผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ที่สร้างสรรค์กระเป๋ารุ่น Baguette และ Peekaboo สุดไอคอนิกของแบรนด์ โดดเด่นด้วยกลิ่นของพริกไทยชมพูหรือพริกไทยแดงจากมหาสมุทรอินเดียและบราซิล ผสานกับไม้จันทน์จากออสเตรเลีย และความสดชื่นจากสน ชวนให้นึกถึงผ้าปูที่นอนสีขาว มีกลิ่นแดดสะอาดๆ ที่ตากอยู่ที่วิลล่าของซิลเวียในชนบทของอิตาลี ตัวน้ำหอมมาในโทนสีน้ำตาลอมทองแดง ให้อารมณ์ Mocha Mousse ขวดทรงเหลี่ยมดูเรียบหรู ฝาขวดทรงเหลี่ยมที่มีลวดลาย FF Karligraphy อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ความเป็น Eau de Parfum ทำให้ติดทนนาน เหมาะสำหรับใช้ได้ทั้งกลางวันและกลางคืน


เสื้อสเวตเตอร์ Polo Bear จาก Polo Ralph Lauren
ไอคอนิกสเวตเตอร์จาก Polo Ralph Lauren ในโทนสีครีมนวล ตกแต่งด้วยลาย Polo Bear สวมเสื้อแจ็คเก็ตคาวบอยประดับพู่สีโทน Mocha Mousse ที่ทำให้ลุคคาวบอยคลาสสิกดูร่วมสมัยขึ้น จากคอลเลกชันฤดูใบไม้ร่วง-ฤดูหนาว 2024 ตัวเสื้อผลิตจากผ้าฝ้ายเนื้อนุ่มผสมขนแกะเมอริโนคุณภาพสูง ให้สัมผัสที่อบอุ่นและสบาย น้ำหนักเบา ระบายอากาศได้ดี ทอด้วยเทคนิคพิเศษที่ทำให้ผ้าไม่ขึ้นขน ไม่เสียทรง แม้ซักหลายครั้ง ดีไซน์ทรงหลวมพอดีตัว ไม่รัดรูป พร้อมคอเสื้อและปลายแขนแบบริบที่ยืดหยุ่น ช่วยให้สวมใส่สบาย เหมาะกับการมิกซ์แอนด์แมตช์ได้หลากหลายสไตล์ ไม่ว่าจะเป็นกางเกงยีนส์ กางเกงผ้า หรือกระโปรง สะท้อนความหรูหราแบบผ่อนคลายได้อย่างเป็นธรรมชาติ


เสื้อโค้ช Ludmilla จาก Max Mara
หนึ่งในเสื้อโค้ชไอคอนิกที่สะท้อนความเป็น Max Mara ได้อย่างชัดเจน ผลิตจากผ้าแคชเมียร์สองชั้นเนื้อพิเศษที่ให้สัมผัสนุ่มละมุนชวนสัมผัส มีความบางเบาแต่ยังคงคุณสมบัติในการให้ความอบอุ่นได้ดี ความพิถีพิถันในการทอผ้าทำให้เนื้อผ้าเปล่งประกายราวกับผ้าซาตินเนื้อหนา ทุกรายละเอียด ไม่ว่าจะเป็นตะเข็บ กระดุม หรือกระเป๋าข้างตัดเย็บด้วยมืออย่างประณีตโดยช่างผู้ชำนาญการในอิตาลี เสื้อโค้ช Ludmilla มาในโทนสี Golden Caramel อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ดีไซน์เรียบหรูด้วยซิลูเอททรงหลวมสบาย เพิ่มความพิเศษด้วยปกคอกว้างแบบน็อตช์หรือแบบป้านที่สามารถพับขึ้นปกป้องลำคอจากความเย็นได้ สามารถสวมใส่ได้เมื่ออากาศเย็น และเมื่อเดินทางไปต่างประเทศ ช่วยให้ลุคของคุณดูหรูหราและมีลูกเล่น

บทความที่เกี่ยวข้อง: Luxury Brands and Their Coveted Floral Icons

Louis Vuitton Celebrates 20th Anniversary of Murakami Collaboration with Over 200 Creations

ทาคาชิ มูราคามิ กลับมาสร้างความสดใสให้กับคอลเลคชั่น Louis Vuitton x Murakami อีกครั้งในโอกาสครบรอบ 20 ปีของความร่วมมือ
บทความ: ลภีพันธ์ โชติจินดา ภาพ: Louis Vuitton

เราเชื่อว่าหลายๆ คนคงไม่เคยคิดว่าคอลเลคชั่น Louis Vuitton x Murakami ที่เป็นลวดลายโมโนแกรมหลากสีสันในรูปแบบผลิตภัณฑ์ต่างๆ อันเป็นผลงานการสร้างสรรค์ระหว่างแบรนด์แฟชั่นไฮเอนด์สัญชาติฝรั่งเศสและศิลปินร่วมสมัยแดนอาทิตย์อุทัย ทาคาชิ มูราคามิ จะมีอายุครบ 20 ปีแล้ว ซึ่งคอลเลคชั่นนี้เริ่มเปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 2003 โดยมาร์ก เจคอบส์ ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของ Louis Vuitton ในขณะนั้นเป็นผู้ริเริ่มและเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของแบรนด์ที่มีการแต่งแต้มสีสันให้กับลวดลายโมโนแกรมอันทรงคุณค่านี้ นับจากนั้นคอลเลคชั่น Louis Vuitton x Murakami ที่มีลวดลายโมโนแกรมอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ในสีสันสดใส รวมถึงตัวการ์ตูนสุดร่าเริงและน่ารักก็กลายเป็นที่จดจำและน่าหลงใหลของเหล่าสาวกแบรนด์นั่นเอง

Luxury product featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
ทาคาชิ มูราคามิ
Luxury product featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
ทาคาชิ มูราคามิ

และในปีนี้ Louis Vuitton และ ทาคาชิ มูราคามิ ก็กลับมาสร้างความสดใสครั้งใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมให้กับคอลเลคชั่นนี้เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและยาวนานระหว่างแบรนด์และศิลปินผู้ทรงอิทธิพล ทั้งยังตอกย้ำถึงเสน่ห์ของงานฝีมือช่างแห่งเมซงที่ผสานกับความคิดสร้างสรรค์และเอกลักษณ์เฉพาะของมูราคามิจนเป็นผลงานชิ้นเอกที่ไร้กาลเวลา โดยนำเอาความเชี่ยวชาญ นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ ผสานกับโลกแห่งจินตนาการที่ร่วมสมัยของมูราคามิมาปรับแต่งและยกระดับความแม่นยำให้กับลวดลายโมโนแกรม ลวดลายการ์ตูนต่างๆ และสีสันให้คมชัดและสดใสมากยิ่งขึ้น

โดยคอลเลคชั่น Louis Vuitton x Murakami นี้จะประกอบไปด้วยสินค้าหลากหลายประเภทกว่า 200 ดีไซน์ที่จะมีลวดลายปรากฏให้เห็นเด่นๆ อย่างโลโก้ LV ที่คล้องกันและลวดลายโมโนแกรมที่มีสีสันมากถึง 33 สีในกระเป๋า City Bags หลากหลายรุ่นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน อาทิ Keepall, Coussin, Dauphine, OnTheGo และ Speedy รวมถึงแอสเซสเซอร์รีต่างๆ อย่าง เข็มขัด กระเป๋าสตางค์ รองเท้า แว่นกันแดด ผ้าพันคอไหมการ์เร่ กระเป๋าเดินทาง Rolling Trunk ลวดลาย LV สุดน่ารักบนมือจับกระเป๋ารุ่น Alma BB ลวดลายตัวการ์ตูน Superflat Panda บนสนีกเกอร์ พวงกุญแจ และสเก็ตบอร์ด ลวดลายดอกไม้สีสันต่างๆ Superflat Garden และดอกมูราคามิยิ้มแฉ่งบนขวดน้ำหอม Attrape-Rêves หรือดีไซน์ต่างๆ ในกระเป๋ารุ่น Capucines และ Papillon เป็นต้น

Luxury product featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
Luxury product featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
Luxury product featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
Luxury product featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
Luxury product featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
Luxury product featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator

การเฉลิมฉลองครบรอบ 20 ปีไม่ได้มีเฉพาะการรังสรรค์ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ในคอลเลคชั่นนี้เท่านั้น Louis Vuitton ยังมอบประสบการณ์พิเศษให้กับแฟนๆ ของศิลปินและแบรนด์ได้ดำดิ่งไปกับคอลเลคชั่นด้วยการประดับตกแต่งดิสเพลย์ทั้งหน้าร้านและภายในร้าน รวมถึงยังเตรียมกิจกรรมภายในร้านและแคมเปญต่างๆ ไว้ด้วยเช่นกัน โดยสินค้าในคอลเลคชั่นนี้จะเริ่มให้สั่งซื้อชุดแรกกว่า 170 ดีไซน์พร้อมกันทั่วโลกในวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 2025 ส่วนชุดที่สองนั้นยังไม่ได้มีกำหนดแน่ชัดว่าจะเป็นวันที่เท่าไหร่ แต่ทางแบรนด์ได้ระบุว่าเป็นเดือนมีนาคม ค.ศ. 2025 ซึ่งเป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิที่เหมาะสมกับลวดลายเชอร์รี่บลอสซั่มของคอลเลคชั่นพอดี

Luxury product featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator

บทความที่เกี่ยวข้อง: 5 Jewelry Choices to Shine at Festive Parties

6 Must-Visit Destinations in Busan in 2025

0

แนะนำ 6 ที่เที่ยวปูซาน ทั้งจุดอันซีนและยอดนิยมที่สวยจนต้องบอกต่อ
บทความ: เนตรนภา ปะวะคัง ภาพเปิด: Photo Korea – Seo Yeong-gyeon

ปูซาน เมืองท่าสำคัญของเกาหลีใต้ที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว ด้วยความที่เป็นเมืองติดทะเล ทำให้มีทั้งชายหาดสวยงาม อาหารทะเลสดอร่อย และวัฒนธรรมที่ผสมผสานระหว่างความเป็นเมืองท่าโบราณกับความทันสมัย วันนี้เราจะพาคุณไปสัมผัสมุมต่างๆ ของปูซาน ทั้งสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมและจุดเช็คอินที่อาจไม่เป็นที่รู้จักมากนัก แต่รับรองว่าสวยงามไม่แพ้ที่ไหน

ตลาดปลาจากัลชี
ตลาดปลาที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลีใต้ด้วยอาคารใหญ่ 7 ชั้น และพื้นที่กลางแจ้งโดยรอบแห่งนี้ ไม่ใช่แค่สถานที่ซื้อขายอาหารทะเล แต่เป็นหัวใจสำคัญของวัฒนธรรมอาหารปูซาน ที่นี่มีประวัติศาสตร์ยาวนานมาตั้งแต่สมัยสงครามเกาหลี เมื่อผู้หญิงหลายคนต้องมาขายปลาเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว จนเกิดเป็นวัฒนธรรม “แม่ค้าจากัลชี” หรือคุณป้าขายปลาสัญลักษณ์สำคัญของที่นี่ หลักๆ บริเวณชั้น 1 เป็นโซนขายอาหารทะเลสด และสัตว์ทะเลเป็นๆ นานาชนิด ส่วนชั้น 2 เป็นร้านอาหารที่จะนำอาหารทะเลจากชั้นล่างมาปรุงสดๆ ให้คุณได้ลิ้มลอง ไฮไลต์ที่พลาดไม่ได้คือ ซาชิมิ แมอุนทังหรือซุปปลาเผ็ด แฮมุลทังหรือหม้อไฟรวมมิตรทะเล แนะนำให้ไปช่วงสาย เพราะร้านค้าเปิดครบและอาหารทะเลยังสดใหม่


หมู่บ้านวัฒนธรรมคัมชอน
“มาชูปิกชูแห่งปูซาน” คือฉายาที่นักท่องเที่ยวมอบให้หมู่บ้านสีลูกกวาดแห่งนี้ ที่นี่โดดเด่นด้วยบ้านเรือนหลากสีที่เรียงตัวเป็นขั้นบันไดไล่ระดับลงมาตามเนินเขา ในอดีตเคยเป็นที่พักพิงของผู้อพยพในช่วงสงครามเกาหลี ปัจจุบันได้รับการพัฒนาให้เป็นย่านศิลปะที่มีชีวิตชีวา มีงานประติมากรรม ภาพวาด และการตกแต่งที่สร้างสรรค์ซ่อนอยู่ทั่วทั้งหมู่บ้าน ไฮไลต์ที่พลาดไม่ได้คือรูปปั้นเจ้าชายน้อย (The Little Prince) ที่นั่งมองวิวเมืองอยู่บนม้านั่งสีฟ้าซึ่งเป็นจุดถ่ายรูปยอดนิยม โดยเฉพาะในหมู่แฟนวรรณกรรมชื่อก้องโลกเรื่องนี้ นอกจากนี้ ที่นี่ยังมีคาเฟ่เก๋ๆ และร้านขายของที่ระลึกมากมาย แนะนำให้มาช่วงเช้าเพื่อหลีกเลี่ยงนักท่องเที่ยว และได้แสงสวยๆ ในการถ่ายภาพ


หมู่บ้านวัฒนธรรมฮวีน-ยอ-อุล
หากคุณอยากได้ความสงบ ผู้คนไม่พลุกพล่าน หมู่บ้านเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่บนหน้าผาริมทะเลอย่างหมู่บ้านวัฒนธรรมฮวีน-ยอ-อุลน่าจะตอบโจทย์คุณมากกว่า ด้วยบ้านเรือนสีขาวสะอาดตาที่เรียงรายตามแนวหน้าผา ทำให้ได้รับฉายาว่า “ซานโตรินีแห่งปูซาน” จุดเด่นของที่นี่คือ สกายวอล์ค หรือระเบียงชมวิวกระจกที่ทอดยาวไปตามแนวหน้าผา ให้คุณได้ชมวิวทะเลแบบ 180 องศา โดยเฉพาะในช่วงพระอาทิตย์ตกที่จะสวยงามเป็นพิเศษ นอกจากนี้ยังมีงานศิลปะบนกำแพงสีขาวที่สร้างสีสันให้กับหมู่บ้าน ร้านกาแฟเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ตามซอกซอย และร้านอาหารท้องถิ่นที่เสิร์ฟอาหารทะเลสดๆ วิถีชีวิตที่เรียบง่ายของชาวบ้านที่นี่จะทำให้คุณรู้สึกเหมือนได้หลุดเข้าไปในโลกอีกใบ


F1963
อดีตโรงงานผลิตสายเคเบิลที่ถูกแปลงโฉมให้กลายเป็นพื้นที่ศิลปะและวัฒนธรรมร่วมสมัย F1963 เป็นตัวอย่างที่ดีของการนำพื้นที่อุตสาหกรรมเก่ามาใช้ประโยชน์ใหม่ ชื่อ F1963 (Factory 1963) มาจากปีที่โรงงานเริ่มดำเนินการ ภายในพื้นที่กว่า 9,000 ตารางเมตร มีการผสมผสานโครงสร้างและกลิ่นอายโรงงานเดิม เช่น เสาเหล็กขนาดใหญ่ ท่อโลหะเปลือย ผนังคอนกรีต เข้ากับการตกแต่งสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว ภายในมีทั้งพิพิธภัณฑ์ แกลเลอรี่และพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะหมุนเวียน โรงกาแฟที่คั่วเมล็ดกาแฟสดๆ ร้านหนังสือขนาดใหญ่ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนรักศิลปะและกาแฟ หากคุณไปเยือนในช่วงเย็น ก็สามารถชมพระอาทิตย์ตกอันงดงามที่บริเวณลานด้านนอกได้ด้วย


อทุยานธรรมชาติแทจงแด
ตั้งอยู่บนเกาะแทจงแดในพื้นที่กว่า 1,100 ไร่ ที่นี่กลายเป็นจุดหมายยอดนิยมสำหรับผู้ที่หลงใหลในความงามของธรรมชาติ จุดเด่นคือหน้าผาหินปูนสูงชันที่ทอดตัวขนานไปกับทะเล และทัศนียภาพอันงดงาม โดยเฉพาะจากประภาคารแทจงที่ตั้งตระหง่านอยู่บนหน้าผาซึ่งเป็นจุดชมวิวยอดนิยมที่สามารถมองเห็นท้องทะเลสีครามและเกาะเล็กเกาะน้อยได้ไกลสุดสายตา ในวันที่อากาศแจ่มใส คุณอาจโชคดีได้เห็นเกาะของญี่ปุ่นลอยอยู่ไกลๆ นอกจากนี้ ที่นี่ยังมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่ได้รับการดูแลอย่างดี รวมถึง “รถไฟทานูบี” รถรางน่ารักที่จะพาชมจุดสำคัญต่างๆ รอบอุทยาน ที่นี่ยังมีร้านอาหารที่ขึ้นชื่อเรื่องอาหารทะเลสดใหม่ โดยเฉพาะซาชิมิที่เสิร์ฟพร้อมวิวทะเลสุดตระการตา รวมถึงกิจกรรมดำน้ำลึกที่หาดคัมจี แฮ-บยอน


วัดแฮดงยงกุงซา
วัดพุทธริมทะเลที่สวยที่สุดในปูซาน ตั้งอยู่บนโขดหินริมทะเลตะวันออก สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1376 โดดเด่นด้วยทำเลที่ตั้งอันน่าทึ่ง ต่างจากวัดพุทธส่วนใหญ่ในเกาหลีที่มักสร้างอยู่บนภูเขา การเดินเข้าวัดต้องผ่านบันได 108 ขั้น ท่ามกลางเสียงคลื่นกระทบโขดหิน สร้างประสบการณ์ที่แตกต่าง ไฮไลต์อยู่ที่เจดีย์สามชั้นสีขาวที่ตั้งตระหง่านอยู่บนโขดหิน พระพุทธรูปสีทองที่ประดิษฐานกลางแจ้ง และสะพานมังกรที่ทอดยาวสู่ทะเล ช่วงเวลาที่สวยที่สุดคือยามพระอาทิตย์ขึ้น โดยเฉพาะในวันปีใหม่ที่ผู้คนมักมาชมแสงแรกของปี หรือหากมาเยือนในช่วงเดือนเมษายน คุณก็จะได้ชมดอกซากุระสีชมพูตัดกับอาคารวัดสีแดงและฟ้าทะเลสีคราม

บทความที่เกี่ยวข้อง: A Guide to Jeju Island: South Korea’s Paradise for Luxury Retreats

Get Exclusive Connections with LUXUO Thailand
Join us today
Connect!
Close
Join us for exclusive access to Luxuo Thailand's contents and events
Subscribe
close-image