Home Blog Page 32

A Variety of Valentine’s Gift Ideas to Delight and Surprise

ของขวัญวาเลนไทน์สุดโรแมนติก หรูหรา และตอบโจทย์ทุกสไตล์
บทความ: เนตรนภา ปะวะคัง ภาพเปิด: Monblanc

วันวาเลนไทน์ เทศกาลแห่งความรักที่อบอวลไปด้วยความสุข รอยยิ้ม และความทรงจำอันแสนหวานใกล้เข้ามาแล้ว นับเป็นโอกาสดีที่เราจะได้แสดงความรักและความห่วงใยต่อคนพิเศษด้วยของขวัญสุดพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นคนรัก ครอบครัว หรือเพื่อนสนิท บทความนี้ เราได้รวบรวมไอเดียของขวัญวาเลนไทน์ที่หลากหลาย ทั้งโรแมนติก หรูหรา และตอบโจทย์ทุกสไตล์ เพื่อให้คุณได้เลือกของขวัญที่ถูกใจและสร้างความสุขให้กับคนพิเศษของคุณในวันวาเลนไทน์นี้

เมคอัพและกิฟต์เซ็ทน้ำหอมคอลเลกชัน Valentine’s Day 2025 จาก YSL Beauty
คอลเลกชัน Valentine’s Day 2025 ที่ได้แรงบันดาลใจจากสีสันของท้องฟ้าช่วงพระอาทิตย์ตกดินถึงพระอาทิตย์ขึ้น ถ่ายทอดผ่านการไล่เฉดสีฟ้าไปจนถึงชมพูบนกิฟต์เซ็ตน้ำหอมและเมคอัพลิมิเต็ดเอดิชัน ประดับด้วยโลโก้ YSL Cassandre อันเป็นเอกลักษณ์ สำหรับเมคอัพคอลเลกชัน Collector มาในดีไซน์พิเศษทั้งอายแชโดว์ Couture Mini Clutch โทนพิงค์-พลัม, ลิปสติก Rouge Pur Couture The Slim สีแดงอันเร่าร้อน, ลิปสติก Loveshine เนื้อฉ่ำวาว และคุชชั่น Touche Éclat Glow-Pact ส่วนกิฟต์เซ็ตน้ำหอม มีให้เลือกทั้งสำหรับผู้หญิงและผู้ชาย เซ็ตผู้หญิงประกอบด้วย Mon Paris, Libre และ Black Opium ในกล่องสีฟ้า-ชมพูพร้อมโลโก้สีทอง ส่วนเซ็ตผู้ชายมี Y, MYSLF และ La Nuit de L’Homme ในกล่องโทนสีน้ำเงินไล่เฉดประดับโลโก้สีเงิน ทุกเซ็ตมาในกล่องเคลือบด้านสัมผัสนุ่มนวลพร้อมลายหัวใจภายใน

(ภาพ: YSL Beauty)
(ภาพ: YSL Beauty)
(ภาพ: YSL Beauty)

ปากกาและกระเป๋า Meisterstück คอลเลกชัน Valentine’s Day 2025 จาก Monblanc
Monblanc ส่งต่อความรักด้วยคอลเลกชันวาเลนไทน์ 2025 ที่รวมความคลาสสิกและทันสมัยไว้ด้วยกัน ไฮไลท์แรกคือ Meisterstück Gold-Coated 149 ปากกาหมึกซึมระดับมาสเตอร์พีซที่ผลิตมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1924 ตัวด้ามทำจากเรซินสีดำประดับตราสัญลักษณ์มงบลองค์สีขาวบนฝาปากกา พร้อมหัวปากกาทองคำขาว 18K ชุบโรเดียม ด้านกระเป๋า Monblanc นำเสนอ Meisterstück Messenger โดดเด่นด้วยตัวล็อกโลหะที่สลักเป็นรูปยอดเขามงบล็อง มีช่องเปิดด้านนอกสำหรับใส่ของจำเป็น และสายสะพายหนังปรับระดับได้ และ Sartorial Thin Document Case สี Cassis แดงเบอร์กันดีสุดคลาสสิก ที่ได้แรงบันดาลใจจากศิลปะการเขียน โดยเฉพาะหูจับที่สะท้อนความโค้งมนของหัวปากกามงบลองค์ มาพร้อมสายสะพายถอดได้และช่องจัดเก็บภายในที่จัดสรรมาอย่างลงตัว

(ภาพ: Monblanc)
(ภาพ: Monblanc)

กระเป๋ารุ่น Small Puzzle จาก Loewe
กระเป๋า Small Puzzle bag in smooth calfskin และ Small Puzzle bag in classic calfskin ถือเป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับวาเลนไทน์ด้วยสีเบอร์กันดีอันเป็นเอกลักษณ์ สำหรับรุ่นหนัง smooth calfskin โดดเด่นด้วยพื้นผิวเรียบหรู มาพร้อมหูจับหนังถักและมือจับซิปคล้องหนังเส้นกลมผูกปม ส่วนรุ่น classic calfskin มอบลุคที่คลาสสิกกว่าด้วยหูจับและมือจับซิปหนังเรียบ ทั้งสองรุ่นคงเอกลักษณ์การตัดเย็บเป็นทรงลูกบาศก์อันเป็นซิกเนเจอร์ของโจนาธาน แอนเดอร์สัน พร้อมฟังก์ชันการใช้งานครบครัน ทั้งสะพายข้าง สะพายไขว้ ถือ และคล้องแขน เหมาะสำหรับทั้งผู้หญิงและผู้ชายที่ชื่นชอบงานดีไซน์ร่วมสมัย เรียบหรู แต่มีเอกลักษณ์ ที่สำคัญคือใช้ได้หลากหลายโอกาส

(ภาพ: Loewe)
(ภาพ: Loewe)
(ภาพ: Loewe)

ทรีตเมนต์ Romance in Bloom ที่ Anantara Spa โรงแรม Anantara Siam Bangkok
มอบประสบการณ์สปาสุดพิเศษให้กับคนที่คุณรักในเทศกาลแห่งความรัก ด้วยทรีตเมนต์ Romance in Bloom ที่ Anantara Spa โรงแรม Anantara Siam Bangkok สปาหรูใจกลางกรุงเทพฯ ที่ผสานความงดงามของศิลปะไทยเข้ากับการบริการระดับเวิลด์คลาส เริ่มต้นด้วยการแช่ตัวในอ่างน้ำนมกุหลาบอุ่นๆ แบบแสนโรแมนติก พร้อมจิบสปาร์กลิ้งไวน์และช็อกโกแลตรสเลิศ ต่อด้วยการขัดผิวด้วยสครับกุหลาบที่ช่วยให้ผิวนุ่มเนียนเปล่งประกาย ปิดท้ายด้วยการนวดซิกเนเจอร์ของ Anantara Spa ที่จะช่วยคลายความเมื่อยล้าและผ่อนคลายทั่วทั้งร่างกาย ทั้งนี้ ทรีตเมนต์ Romance in Bloom ให้บริการถึงปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้เท่านั้น

(ภาพ: Anantara Siam Bangkok)
(ภาพ: Anantara Siam Bangkok)
(ภาพ: Anantara Siam Bangkok)

แหวน Absolute Deco Oversized Ring จาก Dermond
วาเลนไทน์นี้ Dermond นำเสนอผลงานคอลเลกชัน Absolute Deco ที่ถ่ายทอดความงดงามของยุคอาร์ตเดโคซึ่งเป็นยุครุ่งเรืองที่สุดยุคหนึ่งของงานศิลปะและเครื่องประดับเพชรออกมาในรูปแบบของสถาปัตยกรรมที่สวมใส่ได้ ทั้งกำไล ต่างหู โดยเฉพาะไฮไลท์อย่าง Oversized Ring แหวนในซีรีส์หลักของคอลเลกชันที่มีดีไซน์หน้ากว้างเต็มข้อนิ้ว ช่วยให้นิ้วดูเรียวยาวและสง่างามยิ่งขึ้น ทั้งยังโดดเด่นสะดุดตาจนได้รับความนิยมอย่างมากในวงการแฟชั่น ไม่ว่าจะเป็น Origin Oversized Ring หนึ่งในดีไซน์ขายดีตลอดกาลของแบรนด์ Arch Oversized Ring ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรูปทรงสี่เหลี่ยมปลายโค้ง Cosmic Oversized Ring ที่สะท้อนความยิ่งใหญ่ของจักรวาล และ Crescent Moon Oversized Ring ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความงามของพระจันทร์เสี้ยว สัญลักษณ์แห่งความลึกลับและโรแมนติก

(ภาพ: Dermond)
(ภาพ: Dermond)
(ภาพ: Dermond)

บทความที่เกี่ยวข้อง: Dazzle Your Valentine with Exquisite Creations from Five Refined Jewelers

Lux to Know: Van Cleef & Arpels and its Encompassing Endeavors Beyond Jewelry Making

3 เรื่องที่ต้องรู้ของ Van Cleef & Arpels ที่เป็นมากกว่าแบรนด์จิลเวลรีหรู
บทความ:
ลภีพันธ์ โชติจินดา ภาพ: Van Cleef & Arpels

Van Cleef & Arpels เป็นหนึ่งในแบรนด์จิลเวลรีระดับไฮเอ็นด์จากประเทศฝรั่งเศสที่ได้รับการการยอมรับและกล่าวขานถึงความเป็นเลิศทางด้านงานหัตถศิลป์ในการตกแต่งจิลเวลรีที่มีชั้นเชิง วิจิตรตระการตา สง่างาม เหนือกาลเวลา อีกทั้งยังเป็นแบรนด์ที่มีความปราดเปรื่องในการนำเอาสัญลักษณ์ต่างๆ มาแต่งแต้มเครื่องประดับที่สื่อความหมายและสะท้อนจิตวิญญาณของเมซงได้อย่างแนบเนียน ซึ่งนอกเหนือจากความเป็นแบรนด์จิวเวลรีชั้นสูงแล้ว Van Cleef & Arpels ยังมีมนต์เสน่ห์และความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์ชิ้นงานอื่นๆ อีกมากมาย รวมถึงการพยายามส่งต่อความรู้ในงานสาขาจิลเวลรีให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาด้วยเช่นกัน Luxuo Thailand ขอนำเสนอ 3 ประเด็นสำคัญที่ควรต้องรู้เพื่อตอกย้ำถึงรากฐานสำคัญ จิตวิญญาณและความมุ่งมั่นของแบรนด์จิลเวลรีหรูที่อ่อนช้อยและงดงามแบรนด์นี้

ต้นกำเนิดของธีมความรักของแบรนด์
นอกจากธีมธรรมชาติ นางฟ้าและบัลเลริน่าที่เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานของ Van Cleef & Arpels แล้ว ธีมความรักก็นับเป็นอีกหนึ่งธีมสำคัญที่บอกเล่าเรื่องราวของแบรนด์ได้เป็นอย่างดี Van Cleef & Arpels ถือกำเนิดจากเรื่องราวความรักและการแต่งงานระหว่าง เอสเตลลา อาร์เปลส์ และ อัลเฟรด แวน คลีฟ ซึ่งสืบย้อนไปตั้งแต่ปี ค.ศ. 1895 โดยทั้งสองต่างก็มาจากครอบครัวที่ประกอบธุรกิจทางด้านจิลเวลรีด้วยกันทั้งคู่ และในปี ค.ศ. 1906 อัลเฟรดและ ชาร์ลส์ อาร์เปลส์ น้องเขยได้ร่วมกันเปิดบูติก Van Cleef & Arpels แรกขึ้นที่เลขที่ 22 จตุรัสปลาสว็องโดม ในกรุงปารีส ซึ่งนับแต่นั้นมาเรื่องราวความอ่อนโยนและความรักของเอสเตลลาและอัลเฟรดก็ถูกนำมาถ่ายทอดมาสู่ผลงานจิลเวลรีของแบรนด์ที่สะท้อนถึงความเชี่ยวชาญและมาตราฐานงานฝีมือช่างจิลเวลรีชั้นสูงเสมอมา ดังที่เราจะเห็นได้จากชิ้นงานหลายๆ ชิ้นทั้งจิลเวลรีรูปนกคู่ Lovebirds คอลเลคชั่น Romeo & Juliet หรือนาฬิกา Lady Arpels Pont des Amoureux เป็นต้น

Luxury jewellery featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
เอสเตลลา อาร์เปลส์ และ อัลเฟรด แวน คลีฟ
Luxury jewellery featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
Secret Des Amoureux Clip
Luxury jewellery featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
Lovebirds
Luxury jewellery featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
นาฬิกา Lady Arpels Pont des Amoureux

ความเชี่ยวชาญในงานประดิษฐ์นาฬิกาชั้นสูงที่ไม่เป็นรองใคร
แม้ว่าชื่อเสียงของ Van Cleef & Arpels จะเป็นที่กล่าวขานในฐานะแบรนด์เครื่องประดับชั้นสูง หากความมุ่งมั่นและความมีชั้นเชิงของงานประดิษฐ์นาฬิกานั้นก็เป็นที่น่ายกย่องอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นเรือนเวลาที่แฝงอยู่ในชิ้นงานจิลเวลรีประเภทซีเครทวอท์ชที่มีมาตั้งแต่อดีตตั้งแต่ปี ค.ศ. 1923 ต่อมาในปี ค.ศ. 1935 การนำเสนอนาฬิกา Cadenas ที่มีดีไซน์อาวองการ์ด ในปี ค.ศ. 1949 ปิแอร์ อาร์เปลส์ก็ได้นาฬิกาสำหรับสุภาพบุรุษและยังเป็นรากฐานสำคัญให้กับดีไซน์นาฬิกาของแบรนด์มาจนถึงปัจจุบัน และในปี ค.ศ. 2006 แบรนด์นำเสนอเรือนเวลาพร้อมคอมพลิเคชั่น Lady Arpels Centenaire ที่นับเป็นจุดเริ่มต้นของการตีความเรือนเวลาและการแสดงเวลาในรูปแบบที่ไม่เหมือนใครผ่านคอลเลคชั่น Lady Arpels โดยผสานขนบแบบดั้งเดิมของงานช่างประดิษฐ์นาฬิกาเข้ากับเทคนิคกลไกชั้นสูง และการเปิดตัวอีกหนึ่งเรือนเวลาไอคอนนิกอย่าง Lady Arpels Pont des Amoureux ในปี ค.ศ. 2010 ก็ยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงความจริงจังและความทุ่มเทในการประดิษฐ์เรือนเวลาที่โดดเด่นและทรงคุณค่าไม่น้อยไปกว่าแบรนด์นาฬิกาดั้งเดิมอื่นๆ

Luxury jewellery featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
ดีไซน์ของนาฬิกา Cadenas
Luxury jewellery featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
Luxury jewellery featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
Perlée Toi & Moi
Luxury jewellery featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
Lady Arpels Pont des Amoureux

การส่งต่อความรู้ให้กับสาธารณะชนผ่าน L’ÉCOLE, School of Jewelry Arts
L’ÉCOLE, School of Jewelry Arts คือชื่อสถาบันที่ Van Cleef & Arpels ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 2012 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำความรู้เกี่ยวกับทุกแง่มุมของจิลเวลรีและอัญมณีนั้นส่งมอบให้กับประชาชนทั่วไปที่สนใจผ่านคอร์สสั้นๆ 2-4 ชั่วโมง ซึ่งมีหัวข้อมากมายให้เลือกศึกษาโดยไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์หรือคุณวุฒิอะไรมาประกอบ ซึ่งปัจจุปันมีอยู่ด้วยกัน 4 แห่งทั่วโลก ได้แก่ ปารีส ดูไบ เซี่ยงไฮ้ และฮ่องกง นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งความรู้ที่มีทั้งห้องสมุดและพื้นที่สำหรับจัดนิทรรศการหมุนเวียนซึ่ก็จะแตกต่างไปตามขนาดของแต่ละสาขาอีกด้วย สำหรับสถาบันหลักที่ตั้งอยู่บนถนนบูโลวาร์ดมงมาร์ตนั้นจะมีพื้นที่สำหรับการจัดแสดงนิทรรศการอยู่ด้วย ซึ่งในแต่ละปีจะมีนิทรรศการขนาดใหญ่ที่เปิดให้ผู้สนใจเข้าชมฟรีปีละ 2 ครั้งและในแต่ละครั้งจะอยู่นานราว 6 เดือน ดังเช่นที่กำลังจัดอยู๋ในขณะนี้ก็เป็นนิทรรศการ Paris, City of Pearls ที่จะมีไปจนถึงวันที่ 1 เดือนมิถุนายน ศกนี้

Luxury jewellery featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
L’ÉCOLE, School of Jewelry Arts China ในเมืองเซี่ยงไฮ้
Luxury jewellery featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
L’ÉCOLE, School of Jewelry Arts China ในเมืองเซี่ยงไฮ้
Luxury jewellery featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
L’ÉCOLE, School of Jewelry Arts Asia Pacific ที่ฮ่องกง
Luxury jewellery featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
คอร์สความรู้เกี่ยวกับอัญมณี
Luxury jewellery featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
นิทรรศการ Paris, City of Pearls

บทความที่เกี่ยวข้อง: 5 Jewelry Choices to Shine at Festive Parties

Indulge in the Warmth of Love at Kimpton Maa-Lai Bangkok from 10 to 17 February

0

ร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความรัก สุดแสนโรแมนติกและชื่นมื่น ณ โรงแรม Kimpton Maa-Lai Bangkok
บทความ: LuxuoTH ภาพ: โรงแรม Kimpton Maa-Lai Bangkok

เดือนกุมภาพันธ์นี้ โรงแรม Kimpton Maa-Lai Bangkok เนรมิตประสบการณ์สุดพิเศษเพื่อต้อนรับเทศกาลแห่งความรัก ด้วยกิจกรรมที่ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ ทั้งมื้ออาหารสุดหรูสำหรับคู่รัก ค่ำคืนแสนโรแมนติกสำหรับครอบครัวและเพื่อนฝูง รวมถึงปาร์ตี้สุดสนุกสำหรับคนโสด พร้อมให้ทุกคนได้เฉลิมฉลองวาเลนไทน์ในบรรยากาศที่แตกต่างกันไป

สำหรับคู่รักที่ชื่นชอบอาหารอิตาเลียน ห้องอาหาร Ms.Jigger นำเสนอเซ็ทเมนูพิเศษ 4 คอร์ส ระหว่างวันที่ 13-15 กุมภาพันธ์ รังสรรค์โดยเชฟดาวิด คาโล เริ่มต้นมื้อพิเศษด้วยค็อกเทลที่ผสมผสานสโลจินกับกลิ่นหอมของดอกไม้และความสดชื่นของผลไม้เมืองร้อน ตามด้วยออร์เดิร์ฟให้เลือกระหว่างทาร์ทาร์เนื้อกวางนุ่มๆ หรือคาร์ปาชิโอแซลมอนรสละมุน ต่อด้วยพาสต้าตอร์เตลลินีไส้มะเขือม่วงรมควันที่เสิร์ฟมาพร้อมกับฟองดูมะเขือเทศและชีสสตราเชียเทลล่าเนื้อครีมมี่ สำหรับจานหลักมีให้เลือกระหว่างปลาหิมะเนื้อขาวนุ่มอบจนสุกกำลังดีเสิร์ฟพร้อมมันฝรั่งบดปรุงด้วยซอสหญ้าฝรั่น หรือหมูไอเบริโกสเปนเสิร์ฟคู่กับชีสกอร์กอนโซล่ารสเข้มข้น ปิดท้ายมื้อแสนพิเศษด้วยทาร์ตสตรอว์เบอร์รีหอมหวานที่เสิร์ฟพร้อมคัสตาร์ดวานิลลาและเจลลี่สตรอเบอร์รี่

ห้องอาหาร Stock.Room ในคืนวันที่ 14 และ 15 กุมภาพันธ์ ก็เรียกได้ว่าเป็นสวรรค์ของคนรักอาหารทะเลระดับพรีเมียม เพราะมาพร้อม Sea+Land: Valentine’s Edition ที่เสิร์ฟอาหารทะเลและเนื้อชั้นเยี่ยมแบบไม่จำกัดจากสเตชั่นปรุงสดหลากหลาย โดยไฮไลท์รวมถึงล็อบสเตอร์แคนาดา กุ้งแม่น้ำเนื้อแน่น และสเต็กเนื้อนุ่มละลายในปาก

หากอยากฉลองแบบเบาๆ ที่คาเฟ่ Craft ก็เนรมิตพื้นที่ให้เต็มไปด้วยบรรยากาศโรแมนติกด้วยการตกแต่งโทนสีชมพูกุหลาบระหว่างวันที่ 10-17 กุมภาพันธ์ พร้อมนำเสนอเครื่องดื่มพิเศษเพื่อเทศกาลวาเลนไทน์ ไม่ว่าจะเป็น Bitter Hearts Latte ที่ผสานความหอมหวานของสตรอเบอร์รี่เข้ากับช็อกโกแลต Be Mine Highball ที่เปี่ยมด้วยความหอมของดอกหอมหมื่นลี้ ลิ้นจี่ ส้มยูสุ พีช และดอกมะลิ Love Affair ที่เสิร์ฟพร้อมไอศกรีมวานิลลา และ Cupid’s Latte เครื่องดื่มหวานละมุน นอกจากนี้ยังมีบริการสุดพิเศษอย่างบริการส่งโปสการ์ดฟรีสำหรับลูกค้าที่ซื้อมัฟฟินวาเลนไทน์คู่กับเครื่องดื่มพิเศษ และระหว่างวันที่ 14-16 กุมภาพันธ์ ยังจัดกิจกรรมฉายภาพยนตร์โรแมนติกกลางแจ้งบนระเบียง พร้อมให้ดื่มด่ำกับไวน์ไม่อั้นด้วย

Be Mine Highball
Cupid’s Latte

14 กุมภาพันธ์ คืนวันวาเลนไทน์ ใครว่าฉลองได้เฉพาะคนมีคู่ เพราะคนโสดที่เบื่อการหาคู่ผ่านแอพพลิเคชั่น ก็สามารถมาเอนจอยในงานสโลว์เดทติ้ง ซึ่งโรงแรม Kimpton Maa-Lai Bangkok จัดร่วมกับ Friends of Friends ได้ที่ Bar.Yard บาร์บนดาดฟ้าชั้น 40 ถือเป็นโอกาสที่คนโสดจะได้พบปะผู้คนในบรรยากาศสบายๆ เริ่มต้นด้วยการละลายพฤติกรรมกับกิจกรรม Meet Me Bingo ตามด้วย Live Matchmaking ที่จะจับคู่ผู้เข้าร่วมงานตามความเข้ากันได้ เพื่อให้ได้พูดคุยทำความรู้จักกันแบบตัวต่อตัว พร้อมเสิร์ฟค็อกเทลแบบไม่อั้นตลอดงาน สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการร่วมกิจกรรมจับคู่ ก็สามารถแวะมาสัมผัสบรรยากาศดีๆ และฟังดนตรีจาก DJ Jira และ RHUN ได้โดยไม่มีค่าเข้า ทั้งนี้ หากต้องการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือสำรองที่นั่ง สามารถติดต่อโรงแรม Kimpton Maa-Lai Bangkok ได้โดยตรง

บทความที่เกี่ยวข้อง: Celebrate the Month of Love with a Variety of Curated, Fun Activities

Ultimate Romantic Maldives Escape at Four World-Class Resorts

0

4 รีสอร์ตหรูแห่งมัลดีฟส์ สำหรับทริปเติมเต็มความหวาน ดื่มด่ำประสบการณ์แสนโรแมนติก
บทความ: เนตรนภา ปะวะคัง ภาพเปิด: Patina Maldives

มัลดีฟส์ ประเทศหมู่เกาะเล็กๆ ในมหาสมุทรอินเดียกับฉายาเกาะสวรรค์ที่ครองใจคู่รักจากทั่วโลก ด้วยความงดงามของธรรมชาติที่หาใครเปรียบได้ยาก ผืนน้ำสีเทอร์ควอยซ์ใสราวคริสตัลที่โอบล้อมเกาะน้อยใหญ่ และหาดทรายขาวละเอียดที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา บรรยากาศอันเงียบสงบและความเป็นส่วนตัวสุดพิเศษทำให้ทุกวินาทีที่นี่เป็นช่วงเวลาแห่งความโรแมนติกที่แสนสมบูรณ์แบบ หากคุณกำลังมองหาที่พักในมัลดีฟส์เพื่อทริปสวีทหวาน นี่คือ 4 รีสอร์ตระดับเวิลด์คลาสที่จะมอบประสบการณ์พักผ่อนสุดพิเศษ พร้อมยกระดับทริปแห่งความรักของคุณให้น่าจดจำยิ่งกว่าที่เคย

NH Collection Maldives Havodda Resort
อัญมณีเม็ดงามที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางหมู่เกาะกาฟู ดาลู อะทอลล์ ที่พักของรีสอร์ทถูกออกแบบมาให้กลมกลืนกับธรรมชาติรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็น Beach Villa ที่ตั้งอยู่ริมชายหาด หรือ Over Water Villa ที่ลอยอยู่เหนือน้ำใสแจ๋ว แต่ละวิลล่าตกแต่งอย่างทันสมัย พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ให้คุณได้พักผ่อนอย่างสะดวกสบาย และเพลิดเพลินกับวิวพระอาทิตย์ตกดินที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของมัลดีฟส์ คู่รักสามารถใช้เวลาคุณภาพร่วมกันผ่านกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการดำน้ำดูปะการังที่จุดดำน้ำกว่า 25 จุด ทั้งในตอนกลางวันและกลางคืน การนวดคู่ในสปาสุดหรู อีกทั้งยังสามารถจองดินเนอร์โรแมนติกริมชายหาด หรือล่องเรือชมพระอาทิตย์ตกดิน พร้อมกับแชมเปญและคาเวียร์

(ภาพ: NH Collection Maldives Havodda Resort)
(ภาพ: NH Collection Maldives Havodda Resort)
(ภาพ: NH Collection Maldives Havodda Resort)
(ภาพ: NH Collection Maldives Havodda Resort)
(ภาพ: NH Collection Maldives Havodda Resort)

Patina Maldives
รีสอร์ตหรูดีไซน์ร่วมสมัยที่เป็นโครงการแรกของ Patina Hotels & Resorts ออกแบบโดยมาร์ซิโอ โคแกน สถาปนิกชื่อดังชาวบราซิล ตั้งอยู่ในหมู่เกาะฟารี โดดเด่นด้วยการผสานความหรูหราเข้ากับธรรมชาติผ่านสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ มีห้องพักให้เลือกทั้งแบบ Beach Pool Villa และ Water Pool Villa คู่รักสามารถเพลิดเพลินกับประสบการณ์สุดพิเศษมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการผ่อนคลายที่ Flow Spa ที่มีบริการ Watsu Pool สำหรับบำบัดด้วยน้ำ ร่วมกิจกรรมดำน้ำชมความงามใต้ท้องทะเล หรือดื่มด่ำกับมื้อค่ำสุดโรแมนติกที่ร้านอาหารหลากสไตล์ เช่น Wok Society, Helios หรือ Fari Beach Club ที่ตั้งอยู่ในโซน Fari Marina Village ศูนย์รวมไลฟ์สไตล์และความบันเทิงใจกลางหมู่เกาะ

(ภาพ: Patina Maldives)
(ภาพ: Patina Maldives)
(ภาพ: Patina Maldives)
(ภาพ: Patina Maldives)
(ภาพ: Patina Maldives)

Six Senses Laamu
รีสอร์ทสุดหรูที่ตั้งอยู่บนเกาะออลฮูเวลี ในหมู่เกาะลามู อะทอลล์ ทางตอนใต้ของมัลดีฟส์ ที่นี่มอบประสบการณ์การพักผ่อนที่ผ่อนคลายและเป็นส่วนตัวท่ามกลางธรรมชาติอันบริสุทธิ์ โดดเด่นด้วยการออกแบบที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม โดยการใช้วัสดุท้องถิ่นและเทคนิคการก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติ วิลล่าแต่ละหลัง เช่น Lagoon Water Villa, Ocean Beach Villa with Pool ถูกออกแบบมาให้กว้างขวางและเป็นส่วนตัว พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน รวมถึงสระว่ายน้ำส่วนตัวและพื้นที่พักผ่อนกลางแจ้งที่มองเห็นวิวทะเลอันงดงาม ทั้งยังมีกิจกรรมให้ทำมากมาย เช่น การทำอาหารพื้นเมืองคู่กับเชฟมืออาชีพ การดำน้ำดูปะการังที่อุดมสมบูรณ์ การนั่งเรือชมโลมาในยามพระอาทิตย์ตกดิน ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจไม่รู้ลืม

(ภาพ: Six Senses Laamu)
(ภาพ: Six Senses Laamu)
(ภาพ: Six Senses Laamu)
(ภาพ: Six Senses Laamu)
(ภาพ: Six Senses Laamu)

Soneva Jani
สุดยอดรีสอร์ตระดับอัลตร้าลักชัวรีที่สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้วงการที่พักหรูด้วยวิลล่ากลางน้ำขนาดใหญ่ที่มาพร้อมสไลด์เดอร์ส่วนตัวลงสู่ทะเล และหลังคาที่เลื่อนเปิดได้สำหรับชมดาวยามค่ำคืน ตั้งอยู่ในลากูนอันเงียบสงบของหมู่เกาะนูนุ อะทอลล์ แต่ละวิลล่าได้รับการออกแบบให้มีพื้นที่กว้างขวางเหนือจินตนาการ พร้อมสระว่ายน้ำแบบอินฟินิตี้ส่วนตัว และพื้นที่พักผ่อนหลากหลายส่วน คู่รักจะได้สัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหารใต้ดวงดาวที่ห้องอาหาร So Starstruck การดูหนังกลางแจ้งที่ Cinema Paradiso หรือจะผ่อนคลายไปกับการนวดตัวที่สปากลางทะเลที่โอบล้อมด้วยธรรมชาติอันบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่โรแมนติกอย่างยิ่ง

(ภาพ: Soneva Jani)
(ภาพ: Soneva Jani)
(ภาพ: Soneva Jani)
(ภาพ: Soneva Jani)
(ภาพ: Soneva Jani)

บทความที่เกี่ยวข้อง: Celebrate the Month of Love with a Variety of Curated, Fun Activities

Lux Pick: Chi, The Spa at Shangri-La Bangkok

ให้รางวัลตัวเอง ปลดปล่อยความเหนื่อยล้า ที่ Chi, The Spa โรงแรม Shangri-La Bangkok
บทความ: เนตรนภา ปะวะคัง ภาพ: อภิวิชญ์ พรหมพิทักษ์

ชีวิตทุกวันนี้เร่งรีบและเต็มไปด้วยความเครียด การได้หาเวลาผ่อนคลายจึงเป็นสิ่งจำเป็น Chi, The Spa ที่โรงแรม Shangri-La Bangkok คือหนึ่งในสถานที่ที่จะพาคุณหลีกหนีจากความวุ่นวายสู่ความสงบ ด้วยปรัชญาการบำบัดแบบจีนโบราณที่เชื่อว่า “ชี่” คือพลังชีวิตที่ควบคุมความสมดุลและความมีชีวิตชีวา

Chi, The Spa เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 เมื่อเดินเข้ามาด้านใน คุณจะพบกับพื้นที่รับรองแขกและคอนซัลที่ให้บรรยากาศอบอุ่นและผ่อนคลาย ภายในแบ่งพื้นที่เป็น 2 ชั้น ประกอบด้วยห้องสปา 10 ห้องที่กว้างขวางและเป็นส่วนตัว ทั้งห้องสปาสวีทที่มองเห็นวิวแม่น้ำเจ้าพระยา และมีทางเชื่อมต่อไปยังสระว่ายน้ำแสนสงบในปีกกรุงเทพวิง โดยจะมีห้องสปาสวีท 6 ห้องที่ออกแบบสำหรับให้บริการแขก 2 ท่าน ภายในเนื้อที่ 80 ตารางเมตร ภายใต้แนวคิด “สปาที่ให้คุณมากกว่าความเป็นสปา” แต่ละห้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งห้องอบไอน้ำ ฝักบัว เลาน์จผ่อนคลาย ห้องน้ำ พื้นที่ใช้สอยเอนกประสงค์ภายในห้อง พร้อมทั้งอ่างแช่ตัวและจากุซซี่ ห้องสปาสวีท 3 ห้องสำหรับให้บริการแขก 1 ท่าน และห้องสปาสวีทสำหรับการนวดไทยอีก 1 ห้องก็มาพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกที่เป็นส่วนตัว และสำหรับใครที่มาเป็นกลุ่ม หรือต้องการนวดแบบเร่งด่วน 30 นาที เช่น นวดเท้า นวดคอบ่าไหล่ ที่นี่ก็มีห้องนวดสตูดิโอ 4 โซฟาไว้ให้บริการ

ไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาที่ Chi, The Spa เห็นจะเป็น Siamese Massage ทรีทเมนต์ซิกเนเจอร์ที่ผสมผสานเทคนิคการนวดน้ำมันแบบตะวันตกเข้ากับการกดจุดและรีดเส้นแบบไทยได้อย่างลงตัว ซึ่งมีให้เลือกทั้งแบบ 60 นาทีและ 90 นาที ก่อนนวดคุณจะได้คอนซัลกับเจ้าหน้าที่ เริ่มตั้งแต่การเลือกกลิ่นของน้ำมันนวดที่มีทั้งหมด 3 กลิ่น คือ Relaxing ส่วนผสมหลักคือชาขาวและชาเขียว หอมอ่อนๆ ผ่อนคลาย Refreshing เป็นแนวตะไคร้และซิตรัส ให้ความสดชื่นกระปรี้กระเปร่า และสุดท้ายคือ Balancing ส่วนผสมหลักคือมะลิ ได้กลิ่นแล้วทั้งสดชื่นและผ่อนคลาย จากนั้นจะเป็นการสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับอาการและจุดปวดเมื่อยที่อยากให้นวดเน้นเป็นพิเศษ และน้ำหนักมือที่ต้องการ ซึ่งก็แจ้งปรับเปลี่ยนได้ขณะทำทรีตเมนต์จริง

ห้องนวดกว้างขวาง บรรยากาศดี เตียงนวดแข็งแรงและนุ่มสบาย เทอราปิสต์มีความเชี่ยวชาญ สามารถนวดได้ทั่วถึงและผ่อนคลายทุกส่วน หลังการนวดรู้สึกเบาตัวและสดชื่นอย่างเห็นได้ชัด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการผ่อนคลายกล้ามเนื้อแต่ไม่ถนัดการนวดไทยแบบดั้งเดิม ซึ่งก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไม Siamese Massage ถึงถูกใจและได้รับความนิยมมากทั้งในกลุ่มแขกต่างชาติและคนไทย

นอกจาก Siamese Massage ที่เป็นการนวดซิกเนเจอร์แล้ว Chi, The Spa ยังทรีทเมนต์หลากหลายให้คุณได้ผ่อนคลายตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ไม่ว่าจะเป็น Tumeric with Rice Body Exfoliation, Chakra Cleansing Bath, The Cyfolia Organic Facial, Traditional Thai Massage, Deep Tissue Sports Massage, Paradise of Siam เป็นต้น และพิเศษสำหรับเดือนกุมภาพันธ์นี้ Chi, The Spa ก็มีแพคเกจ Sense of Romance ที่จะพาคุณดื่มด่ำไปกับกลิ่นหอมของมะพร้าว วานิลลา และช็อกโกแลต พร้อมรับสบู่ Love Soap กลับบ้าน ถือเป็นการเฉลิมฉลองเดือนแห่งความรักแบบพิเศษสุด จะมาผ่อนคลายคนเดียวหรือมาเป็นคู่ก็เหมาะ

Chi, The Spa ตั้งอยู่ที่ฝั่งกรุงเทพวิง โรงแรม Shangri-La Bangkok เปิดให้บริการทุกวัน นอกจากจะให้บริการทรีตเมนต์แล้ว ที่นี่ยังจำหน่ายผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าและผิวกาย รวมเครื่องหอมนานาชนิด ทั้งโลชั่น บาธบอมบ์ สบู่ น้ำหอม รูมสเปรย์ รูมดิสฟิวเซอร์ ให้คุณชอปปิ้งกลับไปใช้ที่บ้าน หรือซื้อเป็นของฝากให้คนที่รักก็ได้ สำหรับการเดินทางมาที่นี่ก็แสนจะสะดวก เพราะสามารถมาได้ทั้งทางรถยนต์ รถไฟฟ้า และทางเรือ แนะนำว่าควรติดต่อสอบถามและนัดวันเข้ารับบริการล่วงหน้า จะได้ไม่พลาดโอกาสในการสัมผัสประสบการณ์ผ่อนคลายขั้นสุดที่ Chi, The Spa

บทความที่เกี่ยวข้อง: 4 Ways to Become a New You This New Year

Apinara Srikarnchana: A Young Entrepreneur’s Approach to a Balanced Life

ปรางค์ อภินรา ศรีกาญจนา นักธุรกิจหญิงยุคใหม่กับแนวคิดการใช้ชีวิตสมดุล
บทความ: LuxuoTH ภาพ: ปัณณทัต เอ้งฉ้วน วีดีโอ: ปสิทธา รุ่งอารีชัยรัตน์, พันธ์ฤทธิ์ วรวุฒิวิทยารักษ์ กำกับแฟชั่น: รัชดา ทับทิมเพ็ชร

ในโลกของธุรกิจยุคใหม่ที่ทุกอย่างหมุนเร็วและเต็มไปด้วยความท้าทาย ปรางค์ อภินรา ศรีกาญจนา คือนักธุรกิจหญิงที่ก้าวทันทุกกระแส แต่ยังคงให้ความสำคัญกับสุขภาพ ความงาม และสมดุลของชีวิตอย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นบทบาทในการทำงานหรือชีวิตส่วนตัว Cover Story ของ Luxuo Thailand ในครั้งนี้จึงได้ชวนเธอมาเผยเคล็ดลับความสำเร็จทั้งในเรื่องงาน รวมถึงการมีคุณภาพชีวิตและความสุขที่ยั่งยืน

กิจวัตรประจำวันอะไรที่คุณปรางค์รู้สึกว่าขาดไม่ได้
การออกกำลังกายค่ะ ปรางค์ให้ความสำคัญกับตรงนี้มากๆ เพราะรู้สึกว่าเวลาเราไม่ออกกำลังกาย หัวจะไม่ปลอดโปร่ง สุขภาพไม่ดี ยิ่งอยากดูแลครอบครัวด้วย เราเลยอยากมีชีวิตที่ยืนยาว ได้ดูแลคนที่เรารักด้วย ก็เลยหันมาออกกำลังกาย ทีนี้พอออกไปเรื่อยๆ มันก็เสพติดค่ะ แต่สิ่งที่คิดว่าขาดไม่ได้เลยจริงๆ คือตื่นเช้าปุ๊บต้องทำเตียงค่ะ ไม่ทำเตียงไม่ได้ รู้สึกวินัยไม่มา

คุณปรางค์เริ่มให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเองทั้งด้านความสวยความงาม ผิวพรรณ การแต่งกายอย่างจริงจังตั้งแต่เมื่อใด
คิดว่าเป็นผลพลอยได้ที่มีคุณแม่ที่รักสวยรักงาม แล้วก็มีพี่น้องผู้หญิงหมดเลย คุณแม่ก็เริ่มให้ใช้สกินแคร์ประมาณอายุ 17 ปี แล้วก็เริ่มทาครีมกันแดดตอนเข้ามหาวิทยาลัยค่ะ คือเริ่มทาเป็น ทาแบบจริงจัง ใช้ SPF 50 ขึ้นไป แล้วก็เริ่มเข้าใจว่าทำไมคุณแม่ถึงสอนให้เราหลบแดด คุณแม่จะพูดตลอดเลยว่า “ต้องหลบแดด” ก็เลยถือว่าเป็นอานิสงค์แล้วกันค่ะ ที่คุณแม่พูดตลอดเวลาว่าแดดคือ ตัวเกิดอนุมูลอิสระในผิวที่แย่ที่สุด ตอนนั้นก็อายุประมาณ 18 ปีค่ะ เราก็เริ่มดูแลมาเรื่อยๆ
จนตอนนี้ก็เชื่อใน “สกินไดเอ็ท” เพราะมีเพื่อนเป็นดาราเกาหลี เป็นนักแสดงหลายท่าน ก็สงสัยว่าทำไมเขาผิวดี อยากรู้ว่าสกินแคร์ที่โปรโมตมันจริงหรือไม่จริง ทุกคนก็พูดเหมือนกันว่าไม่ได้เชื่อในสกินแคร์หรือโลชั่น แต่เชื่อในสกินไดเอ็ทค่ะ ก็คือใช้น้อยอย่าง ใช้แค่ 3 อย่างเพื่อให้ผิวไม่ต้องออกแรงเยอะเกินไป เพราะผิวที่ออกแรงเยอะเกินไปในการดูดผลิตภัณฑ์ลงผิว ผิวก็จะแก่เร็ว ก็เลยลองวิธีนั้นมา แล้วหน้าก็เป็นประมาณนี้มาตลอดค่ะ สูตรสำเร็จก็คือ “วอช โทน มอยซ์เจอร์ไรซ์” คือล้างหน้าแบบไม่มีฟองหรือเป็นเนื้อมูสไม่เสียดสีผิว จากนั้นโปะโทนเนอร์ให้ผิวฟูขึ้น แล้วก็ทาครีมล็อคผิวเป็นขั้นตอนสุดท้าย ให้ผิวสงบและชุ่มชื้นตลอด แล้วผิวก็จะขาว ใส กระจ่างค่ะ

คุณปรางค์มีใครเป็นไอดอลในการดูแลสุขภาพกายและสุขภาพใจ และได้นำคำแนะนำจากบุคคลนั้นมาปรับใช้หรือไม่ อย่างไร
คนที่เป็นไอดอลในเรื่องสุขภาพกายของปรางค์ก็คือคุณยายค่ะ คุณยายอายุ 90 แล้วนะคะ แต่ท่านเป็นคนที่แข็งแรงมาก เดินไม่ต้องใช้ไม้เท้าเลย เดินทางไปต่างประเทศกับลูกหลานได้สบายๆ ไฟลท์ 10 ชั่วโมงก็นั่งได้นะคะ คุณยายจะพูดเสมอว่าเป็นคนต้องดื่มน้ำ และเป็นคนต้องนอน ถ้านอนไม่ได้จะตายเร็ว ท่านจะพูดเสมอ ไม่ว่าจะเป็นตอนช่วงเอนทรานซ์ที่ต้องอ่านหนังสือ ช่วงเช็ทอัพธุรกิจ ท่านจะถามตลอดว่า “วันนี้ดื่มน้ำแล้วหรือยัง” “วันนี้นอนแล้วหรือยัง” ตอนแรกเราก็ไม่เข้าใจค่ะ คิดว่าเรายังไหว ยังวัยรุ่นอยู่ พอเราถึงวัยที่ต้องดูแลตัวเอง เราเลยรู้สึกถึงคำสอนที่คุณยายปลูกฝังมาตลอด

ส่วนเรื่องของสุขภาพจิตจะเป็นคุณพ่อค่ะ คุณพ่อเป็นคนคิดบวกมาก ไม่ว่าปรางค์จะทำอะไรผิดพลาดมา ท่านก็จะบอกว่าดีมากเลยลูก เพราะว่าถ้าลูกไม่เคยทำผิดเลย พ่อจะส่งลูกไปเรียนทำไม ไม่ว่าปรางค์จะเรียนที่ญี่ปุ่น สอบไม่ได้ หรืออะไรก็ตาม ปรางค์ก็จะนำคำสอนหรืออะไรดีๆ ที่คุณพ่อพูดมาใช้ค่ะ

ในฐานะผู้หญิงที่ต้องดูแลทั้งธุรกิจและตัวเอง คุณปรางค์มีวิธีจัดการความเครียดและดูแลสุขภาพจิตใจ ร่างกายและความสวยงามในตัวเองอย่างไรบ้าง
ปรางค์ว่าคำว่า “เวิร์ค-ไลฟ์ บาลานซ์” มันไม่มีบนโลกนี้นะ ไปเวิร์คมาก่อนแล้วค่อยหาบาลานซ์ทีหลัง ไปทำงานมาก่อน แล้วค่อยเจอว่าบาลานซ์ของเราอยู่ที่ตรงไหน ข้อหนึ่งที่ปรางค์คิดว่าปรางค์โชคดีคือการเลือกคู่ชีวิตที่ทำให้เรามีทัศนคติที่เบิกบานตลอดเวลา ถึงจะไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอด แต่เราและเขาก็ดูแลกันได้ตลอด เช่น เวลาที่ปรางค์ขี้เกียจออกกำลังกายมาก พี่ก้องก็จะซื้อถุงเท้าตลกๆ มาให้ใส่ พอเห็นแล้วก็รู้สึกว่า ออกกำลังกายก็ได้ วิธีจัดการของปรางค์ ปรางค์ว่าคือการทำอะไรอย่างมีสติค่ะ ปรางค์กับพี่ก้องเข้าวัดกันบ่อยมาก ปรางค์ชอบปฏิบัติธรรมมาก ตั้งแต่แต่งานก็บอกพี่ก้องว่ามี 2 เรื่องที่ขอ คือ ทุกวันอาทิตย์จะขออยู่กับคุณพ่อตัวเอง ขอกลับไปอยู่ที่บ้านบ้าง ได้ดูแลท่านบ้าง แล้วปรางค์ก็จะขอไปปฏิบัติธรรมทุก 3 เดือน สามีก็ให้ซึ่งเราคิดว่า เราเจอคู่ชีวิตที่เข้าใจถึงสิ่งที่สำคัญของเราแล้วค่ะ

การมีสติก็ทำให้เราสามารถกรองอะไรสำคัญ อะไรมาก่อนหลังได้ รู้สึกไม่ยุ่งเลย แต่ช่วงไหนไม่มีสติก็จะรู้สึกยุ่งไปหมด ทำอะไรไม่ทันเลย ปรางค์ว่าคนเรา เดินทีละก้าว ทานข้าวทีละคำ ทำทีละอย่าง ค่อยๆ คิดไปค่ะ อย่างปรางค์จะมีเช็คลิสต์ตั้งแต่เด็ก ก็จะจดหมดว่าตื่นเช้ามาจะทำอะไรบ้าง ซึ่งนิสัยนี้ก็ยังอยู่กับปรางค์ แล้วปรางค์ว่ามันก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่ปรางค์ทำแล้วทำให้ปรางค์เครียดน้อยกว่าคนอื่น

คุณปรางค์มีงานอดิเรกหรือกิจกรรมอะไรที่ช่วยเติมพลังให้คุณปรางค์บ้าง
ปรางค์ชอบมากๆ คือการไปดูงานอาร์ต ไปพิพิธภัณฑ์ จริงๆ เป็นคนชอบประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมมากค่ะ มีอะไรเก่าๆ ในตัว ถึงแม้จะเป็นคนที่ทำสมัยและทำธุรกิจที่ออกแนวเทค นวัตกรรมนะคะ แล้วอีกอันที่ปรางค์ยังทำอยู่คือการโยคะค่ะ ไม่ใช่แนวโลดโผนตีลังกานะคะ แต่คือการฝึกหายใจ อันนี้ก็จะทำให้ผ่อนคลาย อันสุดท้ายคือ ทุกครั้งที่ได้อยู่กับพี่น้องค่ะ เราจะรู้สึกเอ็กซ์โทรเวิร์ต จะเป็นคนที่ดูดพลังคนอื่นมา พี่น้องก็ไม่ค่อยอยากเจอเราเท่าไหร่ เพราะไปหาทีไร เราคือเติมกราฟขึ้นมา แต่เขากราฟดิ่งลง เขาเหนื่อย เพราะเป็นอินโทรเวิร์ต แต่สนุกค่ะ เวลาอยู่กับครอบครัวเราได้เป็นตัวของตัวเองได้จริงๆ ได้ทัศนคติใหม่ๆ จากคนที่อายุไม่เหมือนเราค่ะ

หากมีช่วงใดที่รู้สึกท้อแท้หรือไม่สบายใจ คุณปรางค์มีวิธีพาตัวเองให้หลุดออกจากอารมณ์นั้นอย่างไร
ปรางค์ว่าเกิดเป็นคนไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ เวลารู้สึกท้ออยากให้ทุกคนนั่งและตกผลึกกับตัวเองก่อนค่ะ มองเป็นรอบๆ จะเห็นว่ามันมีสิ่งที่น่าท้อแท้กว่า ปรางค์เชื่อว่าผู้หญิงเป็นสปีชีส์ที่แข็งแรงและเข้มแข็งที่สุดบนโลก อย่ารู้สึกท้อค่ะ บางทีความรู้สึกท้อเราสร้างขึ้นมาเอง ถ้ารู้สึกท้อเมื่อใด ให้เปลี่ยนเรื่องทันที เช่น นั่งในบ้านแล้วรู้สึกท้อ ลองเปลี่ยนที่นั่งค่ะ เปลี่ยนอิริยาบถ แล้วค่อยกลับมาคิดใหม่ ไม่มีอะไรที่เราแก้ไม่ได้ค่ะ มนุษย์เราฉลาดที่สุดแล้ว

อะไรคือหลักการสำคัญของคุณปรางค์ในการรักษาสมดุลระหว่างความสำเร็จในธุรกิจกับความสุขส่วนตัว
สำหรับปรางค์ ไม่มีความสำเร็จใดสำคัญมากกว่าความสำเร็จของครอบครัวค่ะ ความสุขของปรางค์ก็คือครอบครัว ในเมื่อความสำเร็จของปรางค์ไม่ใช่ตัวเลข ไม่ใช่เม็ดเงิน ปรางค์มีความสุขอยู่แล้วค่ะ ปรางค์ไม่เคยกดดันตัวเองว่าต้องทำได้ตามเป้าเคพีไอแบบนี้แบบนั้น การทำธุรกิจมันมีเรื่องของตัวเลขและผลกำไรอยู่แล้วค่ะ แต่โชคดีที่เราเซ็ทให้องค์กรและการบริหารธุรกิจเป็นแบบครอบครัวตั้งแต่แรกอยู่แล้ว พนักงานทุกคนตั้งแต่คอลเซนเตอร์ พี่คนขับรถ น้องคนขับรถ ทุกคนเป็นเหมือนครอบครัวของปรางค์ ฉะนั้นถ้าปรางค์ทำแล้วเขาเหล่านี้ไม่ประสบความสำเร็จ ปรางค์ก็ไม่มีความสุข แต่ถ้าทุกคนในองค์กรของปรางค์ประสบความสำเร็จกว่า 90% ในอาชีพที่ปรางค์ตั้งใจสร้างให้เขา ปรางค์รู้สึกว่าปรางค์สำเร็จแล้วค่ะ ปรางค์มีความสุขมาก ไม่จำเป็นต้องไปแข่ง หรือไปเปรียบเทียบตัวเองกับธุรกิจอื่นที่คล้ายกัน ซึ่งการไม่เปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นและบริษัทอื่นทำให้คุณประสบความสำเร็จเร็วขึ้นค่ะ

เป้าหมายในปี ค.ศ. 2025 นี้ของคุณปรางค์คืออะไร
ก็อยากให้ครอบครัวเรามีสมาชิกเพิ่มขึ้นค่ะ คิดว่าเป้าหมายนี้สำคัญมากๆ สำหรับผู้หญิงที่ทำงานมาตลอด มามีแฟน แต่งงาน รู้สึกว่าการมีลูกเป็นอีกก้าวที่ผู้เป็นแม่ต้องพร้อม ต้องเสียสละแบบที่คุณแม่ปรางค์ได้เสียสละให้ปรางค์จริงๆ แล้วก็อยากมีลูกในปีงูเล็กเหมือนตัวเอง ไม่รู้ว่าปีนี้จะสำเร็จไหม เพราะเดินทางเยอะมาก แต่ก็จะลองดูค่ะ ก็เป็นสิ่งที่ต้องการอันดับแรกของปีนี้ ส่วนเรื่องที่สองคือโปรเจ็กต์สร้างแกลลอรีชื่อ KS Nanzuka คือเป็นเชนแกลลอรีที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ก็จะมาเปิดในเมืองไทย จะเริ่มก่อสร้างเดือนหน้า ก็คิดว่าปลายปีน่าจะเป็นรูปธรรมมากขึ้น ซึ่งธุรกิจศิลปะก็เป็นสิ่งที่ปรางค์ตั้งนิมิตรหมายไว้ว่าอยากคืนให้สังคม อยากให้คนไม่มองว่าศิลปินไทยยากจน เราอยากให้มีเด็กไทยที่วาดรูป ทำกราฟิก แล้วเป็นอาชีพที่น่าเคารพขึ้น แล้วก็อยากเอาศิลปินดังๆ ระดับโลกเข้ามาเมืองไทย มาเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กไทยก้าวเข้ามาในโลกศิลปะมากขึ้น ก็เป็นเป้าหมายที่ปรางค์และสามีตั้งไว้ร่วมกัน และก็หวังว่าจะทำได้ค่ะ

คุณปรางค์มีคำแนะนำอะไรบ้างสำหรับผู้หญิงที่อยากประสบความสำเร็จทั้งเรื่องธุรกิจและการใช้ชีวิตเหมือนคุณปรางค์
ไม่มีใครประสบความสำเร็จทางอ้อมได้นะคะ ถ้าคิดว่านอนๆ หลับตาแล้วจะประสบความสำเร็จได้ ไม่มีทางค่ะ คุณยายสอนปรางค์เสมอว่า คนเราถ้าคิดในหัวว่าเดี๋ยวจะหาของอะไรมาขาย มองแล้วว่าตัวเองอยู่ตรงนี้ตรงนั้น แต่พอตั้งสติได้ เท้าเรายังอยู่ที่เดิม ซึ่งอันนี้คืออันดับแรก ถ้าเท้าคุณยังอยู่ที่เดิม ก็ไม่มีทางที่จะประสบความสำเร็จได้ เพราะว่าไม่มีใครมีทางลัดจากตรงนั้น ไม่ว่าคุณพ่อคุณแม่จะรวยแค่ไหน คำว่าความสำเร็จของแต่ละคนมันไม่เท่ากันค่ะ ความสำเร็จของพ่อแม่ไม่ใช่ความสำเร็จของเรา ถ้าเราอยากจะสร้างความสำเร็จของตัวเอง อันดับแรกขยัน ขยันเสร็จแล้วลงมือทำ ฝันอย่างเดียวมันไม่มานะคะ ทุกคนมี “วิชั่น” หมด แต่มันไม่มี “เอ็กซีคิวชั่น” ไม่ได้

อันสุดท้ายเป็นคำสอนที่คุณปู่เป็นคนสอนปรางค์กับคุณพ่อนะคะ คือคุณปู่บอกว่าสมัยก่อนเด็กผู้ชายต้องไปเล่นว่าวกันที่สนามใช่ไหมคะ แล้วคุณปู่ก็บอกว่า “ปรางค์มันไม่สำคัญเลยนะว่าเราจะเป็นว่าวตัวใหญ่หรือตัวเล็ก แต่สำคัญที่สุดคือเราได้มีโอกาสเล่นว่าวในสนามเดียวกันกับคนที่เขามีว่าวที่แพงกว่า และตัวใหญ่กว่า แต่มันไม่เป็นไร เพราะหนูได้มีโอกาสขึ้นไปอยู่บนท้องฟ้าเดียวกันแล้ว”

บทความที่เกี่ยวข้อง: Mastering Work-Life Balance: The Inspiring Journey of the Panchasarp Brothers

Get Exclusive Connections with LUXUO Thailand
Join us today
Connect!
Close
Join us for exclusive access to Luxuo Thailand's contents and events
Subscribe
close-image