Home Blog Page 13

Audemars Piguet Unveils Luminous Designs Spanning the Royal Oak and Code 11.59 by Audemars Piguet Collections

ตลอดระยะเวลาหลายปี Audemars Piguet ได้ผลักซึ่งพรมแดนแห่งเทคนิคการประดับและตกแต่งอันสร้างสรรค์มาอย่างต่อเนื่อง และในวันนี้ โรงงานการผลิตเรือนเวลาชั้นสูงก็ยังได้เผยโฉมผลงานใหม่ที่ล้วนถ่ายทอดถึงสุนทรียะความสวยงามอันล้ำเลิศของแบรนด์สู่การประดิษฐ์รังสรรค์เรือนเวลาชั้นสูง ด้วยความงดงามของคอลเลคชั่น Code 11.59 by Audemars Piguet ที่ได้ต้อนรับนาฬิกาประดับอัญมณี ขนาด 38 มิลลิเมตร สองเรือนใหม่ ซึ่งทั้งคู่ล้วนรังสรรค์ขึ้นจากไวท์โกลด์หรือพิงค์โกลด์ 18 กะรัต พร้อมด้วยตัวเรือนประดับเพชรบริลเลียนต์คัต และหน้าปัดประดับด้วยเพชรและแซฟไฟร์สี นอกจากนี้ ยังมีนาฬิกา Royal Oak Frosted Gold Selfwinding อีกสองเรือนใหม่ ทั้งในตัวเรือนไวท์โกลด์หรือเยลโลว์โกลด์ 18 กะรัต ที่เปิดตัวคู่มากับหน้าปัดตกแต่งแบบ “Crystal Sand” ในเรือนเวลาขนาด 34 มิลลิเมตรที่ออกแบบมาเพื่อข้อมือที่มีขนาดเล็กกว่า พร้อมทั้งได้ร่วมนำเสนอภาพแห่งการเล่นกับแสงและเท็กซ์เจอร์อันชวนให้น่าหลงใหล

Over the years, Audemars Piguet has consistently pushed the boundaries of creative setting and finishing techniques. The Manufacture now unveils dazzling new models showcasing the brand’s uncompromising approach to watchmaking. The Code 11.59 by Audemars Piguet collection welcomes two 38 mm gemset iterations. Crafted in 18-carat white or pink gold, these novelties feature a case adorned with brilliant-cut diamonds and a dial set with both diamonds and coloured sapphires. In addition, two new Royal Oak Frosted Gold Selfwinding references in 18-carat white or yellow gold introduce the “Crystal Sand” finished dial. These 34 mm iterations are designed for smaller wrists, offering a mesmerising play of light and texture.


Two variations rich in details

ผสมผสานงานออกแบบอันร่วมสมัยสูงสุดของคอลเลคชั่นเข้ากับความวิจิตรหรูหราของเพชรและแซฟไฟร์ ที่นาฬิกาสองรุ่นใหม่ของ Code 11.59 by Audemars Piguet นำเสนอด้วยสไตล์ที่แตกแต่งกัน ระหว่างตัวเลือกของไวท์โกลด์หรือพิงค์โกลด์ 18 กะรัต โดยยังนับเป็นครั้งแรกสำหรับนาฬิกาขนาด 38 มิลลิเมตร ที่ตัวเรือนทั้งหมดนั้นประดับไว้ด้วยเพชรบริลเลียนต์คัตอันเปล่งประกายระยิบระยับ ตลอดจนการประดับเพชรไว้บนตัวเรือนชิ้นกลางขอบตัวเรือน หูตัวเรือนและเม็ดมะยม ที่ย้ำถึงความหรูหราสง่างามอันแสนโดดเด่น

ขณะที่บนหน้าปัดซึ่งเปรียบดั่งเวทีกลางแห่งสุนทรียะความสวยงามนั้นก็ยังรังสรรค์ขึ้นจากทอง และประดับตกแต่งเต็มพื้นที่ด้วยเพชรบริลเลียนต์คัต 134 เม็ด และแซฟไฟร์ 399 เม็ด (~2.05 กะรัต) แบบไล่เฉดสีของแซฟไฟร์สี น้ำเงินและสีชมพูที่ผ่านการบรรจงคัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน เพื่อช่วยมอบความเปล่งประกายในทุก ๆ การเคลื่อนไหวของข้อมือได้อย่างงดงาม โดยอัญมณีบริลเลียนต์คัตเหล่านี้ที่มาในสองขนาดต่างกัน (นับจาก 0.85 ถึง 0.90 มิลลิเมตรสำหรับเรือนแรก และจาก 0.90 ถึง 1 มิลลิเมตร สำหรับเรือนที่สอง) จะถูกประดับไว้อย่างประณีตละเอียดอ่อนเพื่อสร้างสรรค์มิติที่ไม่สม่ำเสมอ แต่เป็นธรรมชาติ และถ่ายทอดความกลมกลืนกันของประกายแสงและสีในเรือนเวลาแต่ละเรือนของคอลเลคชั่น ขั้นตอนอันท้าทายในกระบวนการรังสรรค์นั้นยังต้องยกให้กับการเสาะหาอัญมณี ที่เกี่ยวข้องกับการเสาะหาอัญมณีสำหรับใช้ในการประดับแบบไล่เฉดสีตามต้องการ และด้วยจำนวนที่มากพอ ภารกิจนี้จึงมีความละเอียดอ่อนและพิถีพิถันไม่น้อยไปกว่าการจัดเรียงอัญมณีลงบนแผ่นหน้าปัด เพื่อให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์ของภาพอันงดงามสะกดสายตา

Combining the collection’s ultra-contemporary design with the refinement of diamonds and sapphires, the two new Code 11.59 by Audemars Piguet models are executed in a choice of 18-carat white or pink gold. For the first time in 38 mm, the case is entirely set with brilliant-cut diamonds scintillating on the case middle, bezel, lugs and crown, accentuating its elegance. The dial, however, takes centre stage in terms of aesthetics. Crafted in gold and fully set with a curated selection of 134 brilliant-cut diamonds and 399 sapphires (~2.05 carats) in gradient shades of blue or pink, it sparkles with every movement of the wrist. The brilliant-cut gemstones are cut in two different sizes (from 0.85 to 0.90 mm for the first and from 0.90 to 1 mm for the second) before being meticulously set to create an irregular effect and a harmonious colour rendering, identical on each timepiece in the collection. Sourcing, a crucial step in the production process, involved finding gemstones in the desired colour gradient and in sufficient quantity. The task is as meticulous as aligning the stones on the dial plate to achieve a striking visual effect.

ตัวเรือนของนาฬิกาเรือนไวท์โกลด์ 18 กะรัตผสมผสานอย่างกลมกลืนระหว่างทองอันแวววาวเข้ากับเพชรอันเปล่งประกายระยิบระยับ เรือนเวลาภายใต้เฉดสีเทาอันสง่างามนี้ยังเสริมความโดดเด่นด้วยขอบหน้าปัดด้านในโทนสีโรเดียม รวมถึงมาร์กเกอร์บอกชั่วโมงที่จับคู่มากับเข็มชี้ชั่วโมงและนาทีทำจากไวท์โกลด์เช่นเดียวกัน

การประดับเพชรและแซฟไฟร์แบบไล่เ​ฉดสีชมพูยังช่วยมอบสัมผัสอันแสนอ่อนโยนของเฉดสีให้กับหน้าปัด และเผยให้เห็นถึงรายละเอียดอันไม่มีสิ้นสุดในทุก ๆ ครั้งที่มอง พร้อมทั้งเสริมความสง่างามลงตัวของเรือนเวลานี้ด้วยสายหนังจระเข้สีเทาประกายมุก

The case of the 18-carat white gold iteration harmoniously combines gleaming gold with shimmering diamonds. The grey aesthetic of the timepiece is enhanced by the rhodium-toned inner bezel, the white gold hour-markers and the matching hour and minute hands. Set with diamonds and sapphires in gradient shades of pink, the dial brings a soft touch of colour and reveals infinite details at every glance. A pearly grey alligator strap completes this elegant timepiece.

ส่วนในเรือนที่สองเผยความโดดเด่นผ่านภาพที่ตัดกันระหว่างการจับคู่พิงค์โกลด์ 18 กะรัต เข้ากับการประดับเพชรอันวิจิตรบรรจงลงบนตัวเรือน และแซฟไฟร์สีน้ำเงินเข้มแบบไล่เฉดหรือกราเดียนท์ไว้บนหน้าปัด ส่วนขอบหน้าปัดด้านในสีน้ำเงินเข้มยังจับคู่เข้ากับสายหนังจระเข้โทนสีเดียวกัน ขณะที่มาร์กเกอร์บอกชั่วโมงและเข็มชี้เวลาเรืองแสงสะท้อนถึงโทนต่าง ๆ ของตัวเรือน พิงค์โกลด์ได้อย่างดี

The second model emphasises contrast by pairing 18-carat pink gold with refined diamonds on the case and intense gradient blue sapphires on the dial. The dark blue inner bezel matches the colour of the alligator strap, while the hour-markers and luminescent hands echo the tones of the pink gold case.

A harmonious blend of elegance and performance

เรือนเวลาทั้งสองรุ่นขับเคลื่อนโดยหนึ่งในกลไกจักรกลทำงานแบบอัตโนมัติ แสดงเวลาแบบสามเข็มชี้ที่เป็นคาลิเบอร์ล่าสุดของโรงงานการผลิต นั่นคือ Calibre 5909 โดยเปิดตัวครั้งแรกภายในคอลเลคชั่น Code 11.59 by Audemars Piguet กับการเป็นกลไกจักรกลแบบบาง ด้วยความหนาเพียง 3.9 มิลลิเมตร และทำงานที่ความถี่ 4 เฮิรตซ์​ รวมถึงสำรองพลังงานได้นาน 60 ชั่วโมง จึงเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับนาฬิกาที่ลงตัวเข้ากับไลฟ์สไตล์อันร่วมสมัย ความสง่างามของกลไก Calibre 5909 นี้ยังแสดงออกผ่านงานฝีมือและการตกแต่งตามมาตรฐานของเครื่องบอกเวลาชั้นสูงอันแสนประณีต ซึ่งสามารถชื่นชมได้ผ่านฝาหลังกระจกแซฟไฟร์ พร้อมด้วยโรเตอร์ขึ้นลานพิงค์โกลด์ 22 กะรัตซึ่งตกแต่งในโทนสีโรเดียมสำหรับเวอร์ชั่นไวท์โกลด์ เพื่อให้รับกันกับสีของตัวเรือนนาฬิกา

Both timepieces are powered by one of the Manufacture’s latest three-hand selfwinding movement, Calibre 5909. Presented for the first time in the Code 11.59 by Audemars Piguet collection, this 3.9 mm-thick movement beats at a frequency of 4 Hz and has a 60-hours power reserve, making it ideal for a contemporary lifestyle. The elegance of Calibre 5909 is expressed in the refined Haute Horlogerie decorations, which can be admired through the sapphire caseback along with the 22-carat pink gold oscillating weight, rhodium-toned for the white gold version to match the colour of the case.


Two new 34 mm Royal Oak references blending the Frosted Gold and ‘Crystal Sand’ finish

ความสง่างามโฉมใหม่ของ Royal Oak Frosted Gold Selfwinding ขนาด 34 มิลลิเมตรรุ่นล่าสุดได้ถ่ายทอดผ่านตัวเรือนและสายแบบเบรซเลตจับคู่กัน โดยทำจากเยลโลว์โกลด์หรือไวท์โกลด์ 18 กะรัต และทั้งเรือนตกแต่งด้วยเทคนิคการตอกลายที่ได้มาจากการใช้การตอกและสลักลายเล็ก ๆ ซ้ำ ๆ กันลงบนพื้นผิวของโลหะล้ำค่า ที่ตั้งชื่อให้ใหม่ว่า “Frosted Gold” โดย Audemars Piguet จากเทคนิคการตกแต่งแบบโบราณซึ่งได้รับการตีความใหม่โดยนักออกแบบและช่างทำอัญมณี Carolina Bucci ในปี ค.ศ. 2016 เพื่อร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 40 ปีของ Royal Oak สำหรับมอบให้กับสุภาพสตรี จากนั้นจึงได้นำมาปรับประยุกต์ใช้โดยศิลปินช่างฝีมือของโรงงานการผลิตเพื่อตกแต่งเรือนเวลาของแบรนด์ ด้วยลวดลายเกรนพิเศษที่สะท้อนเล่นกับแสงได้อย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

เสริมความเด่นเป็นประกายของการตกแต่งแบบ Frosted Gold บนตัวเรือนและสายเบรซเลต ที่ในรุ่นใหม่ยังมาพร้อมกับหน้าปัดตกแต่งด้วยเทคนิค “Crystal Sand” ช่วยเสริมความมีเอกลักษณ์และเท็กซ์เจอร์ของลวดลายอันเปล่งประกายระยิบระยับจับตาให้กับศูนย์กลางของนาฬิกา โดยรังสรรค์ขึ้นจากความเชี่ยวชาญของศิลปินช่างฝีมือแห่ง Audemars Piguet ที่ลวดลายแบบนูนนี้ถูกคิดค้นขึ้นจากรูปทรงของคริสตัลรูทีเนียมจริง และอาศัยการใช้แม่พิมพ์ปั๊มที่ถูกสร้างขึ้นทีละอะตอมโดยผ่านกระบวนการสะสมโลหะที่เรียกว่ากระบวนการขึ้นรูปด้วยไฟฟ้า (electroforming) และเพื่อให้ได้รูปลักษณ์ในโทนสีเดียวกัน สีของลวดลายใหม่นี้จึงเกิดขึ้นโดยการใช้เทคนิคกัลวานิกในการเคลือบสีโรเดียมและสีทอง เพื่อเสริมความมีมิติลุ่มลึกของลวดลาย ขณะเดียวกันก็สามารถเล่นกับแสงได้อย่างเจิดจรัสมากยิ่งขึ้น

ในเรือนไวท์โกลด์นั้นเลือกประดับตกแต่งด้วยมาร์กเกอร์บอกชั่วโมงและเข็มชี้พิงค์โกลด์ 18 กะรัต เคลือบด้วยสารเรืองแสง ขณะที่ตัวเลือกของเรือนเยลโลว์โกลด์จะมาพร้อมกับโทนสีอันอบอุ่นของนาฬิกา ที่ตัดกับมาร์กเกอร์บอกชั่วโมงและเข็มชี้ไวท์โกลด์ 18 กะรัต เพื่อมอบสัมผัสที่โดดเด่นและแตกต่าง ในเรือนเวลาอันประณีตวิจิตรนี้ยังคงตกแต่งสัญลักษณ์ Audemars Piguet ที่ได้มาจากเทคนิคกัลวานิกและจัดวางไว้ใต้มาร์กเกอร์บอกชั่วโมงแบบคู่ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา โดยใช้สีทองแบบเดียวกันกับรายละเอียดการตกแต่งอื่น ๆ

The new 34 mm Royal Oak Frosted Gold Selfwinding models feature a case and matching bracelet in either 18-carat yellow or white gold, entirely decorated with a hammered finish obtained by chiselling tiny indentations into the surface of the precious metal. Renamed “Frosted Gold” by Audemars Piguet, this age-old technique was reinterpreted by jeweller Carolina Bucci in 2016 for the 40th anniversary of Royal Oak for women and adapted by the Manufacture’s artisans to adorn its timepieces with a special grain that reflects light in a unique way.

Complementing the Frosted Gold finish of the case and bracelet, the “Crystal Sand” finished dial adds a unique and textured scintillating pattern to the centre of the watch. Crafted by Audemars Piguet’s artisans, the embossed motif is conceived from the shape of a real ruthenium crystal. The stamping die is created atom by atom, through a metal deposition process known as electroforming. To complete the monochromatic look, the colour of the new motif is obtained by galvanic bath, in gold or rhodium coating, to enhance the depth of the pattern, while maximising the play of light.

The white gold reference is adorned with 18-carat pink gold hour-markers and hands with luminescent coating. Alternatively, on the yellow gold model, the warm tones of the watch are contrasted with polished 18-carat white gold hour-markers and hands for a distinctive touch. The Audemars Piguet signature, obtained through galvanic growth and fitted on a cartouche below the double hour-markers at 12 o’clock, is applied in the same gold as the decorations.


A refined selfwinding movement

ขับเคลื่อนการทำงานด้วยกลไก Calibre 5800 ที่ออกแบบขึ้นเฉพาะสำหรับคอลเลคชั่น Royal Oak ขนาด 34 มิลลิเมตรที่เผยโฉมในปี ค.ศ. 2020 โดยนาฬิกาข้อมือทั้งสองรุ่นนี้ออกแบบมาเพื่อข้อมือที่มีขนาดเล็กกว่า และลงตัวกับสัดส่วนของกลไกที่บางเพียง 4 มิลลิเมตร แต่ยังคงการทำงานที่ความถี่ 4 เฮิรตซ์ และสำรองพลังงานได้นาน 50 ชั่วโมง รวมถึงสามารถชื่นชมการทำงานของจักรกลนี้ได้ผ่านฝาหลังกระจกแซฟไฟร์ ซึ่งเผยให้เห็นทั้งโรเตอร์ขึ้นลานพิงค์โกลด์ 22 กะรัต และการตกแต่งอันประณีตวิจิตร

Powered by Calibre 5800, designed specifically for the Royal Oak 34 mm collection unveiled in 2020, these two wristwatches are designed to fit the smaller wrists. This 4 mm-thick movement beats at a frequency of 4 Hz and has 50 hours of power reserve. The mechanism is visible through the sapphire caseback, revealing the 22-carat pink gold oscillating weight and refined decorations.


Combining craftsmanship, innovation and performance

Audemars Piguet เดินหน้าผลักซึ่งขีดข้อจำกัดของการประดิษฐ์นาฬิกาด้วยหลากหลายผลงานสร้างสรรค์ล่าสุด ทั้งตัวอย่างของ Code 11.59 by Audemars Piguet ขนาด 38 มิลลิเมตรใหม่ ที่สะท้อนถึงการอุทิศตนของแบรนด์ให้กับการสร้างสรรค์ด้านนวัตกรรมและงานฝีมือ ขณะที่รุ่นต่าง ๆ ของ Royal Oak Frosted Gold Selfwinding ขนาด 34 มิลลิเมตร นำเสนอภาพอันให้ชวนหลงใหลของการเล่นกับแสง เท็กซ์เจอร์ และความประณีตงดงามภายใต้มิติและสัดส่วนที่เล็กกว่า ทว่า เรือนเวลาเหล่านี้ล้วนยังคงตอกย้ำถึงความโดดเด่นด้านองค์ความรู้ในงานฝีมือและเทคนิคของการประดับและตกแต่งแห่งโรงงานการผลิต เช่นเดียวกับการอุทิศตนอย่างทุ่มเทให้กับการรังสรรค์เรือนเวลาที่ผสมผสานอย่างกลมกลืนระหว่างความสง่างามและประสิทธิภาพอันเหนือกาลเวลา

Audemars Piguet continues to push the limits of watchmaking with its latest creations. The new 38 mm Code 11.59 by Audemars Piguet exemplifies the brand’s dedication to innovation and craftsmanship, while the 34 mm Royal Oak Frosted Gold Selfwinding models offer a mesmerising play of light, texture and refinement in a smaller dimension. These timepieces highlight the Manufacture’s know-how in setting and finishing techniques as well as a commitment to creating timepieces that seamlessly blend elegance with performance.

AP X KAWS Reinterpreting Haute Horlogerie through the lens of KAWS

แบรนด์ผู้ผลิตนาฬิกาสวิส Audemars Piguet ผนึกความสนใจและสร้างสรรค์การสื่อสารที่เชื่อมโยงกับโลกแห่งวัฒนธรรมที่กว้างไกลมากยิ่งขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับในครั้งนี้ที่แสดงออกผ่านความร่วมมือกับศิลปิน KAWS และการเปิดตัวนาฬิการุ่นลิมิเต็ดเอดิชันล่าสุดใน Royal Oak Concept Tourbillon กับตัวเรือนขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 43 มิลลิเมตร ที่นำธรรมชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของคอลเลคชั่นไปสู่พรมแดนใหม่ ภายใต้งานออกแบบแห่งอนาคตของนาฬิการุ่นลิมิเต็ดเอดิชันญซึ่งมีเพียง 250 เรือนนี้ ที่รังสรรค์ขึ้นจากไทเทเนียมทั้งเรือน โดยหลอมรวมเข้ากับสุนทรียะความสวยงามอันเป็นดีเอ็นเอของหนึ่งในศิลปินผู้โด่งดังสูงสุดที่ยังคงทำงานสร้างสรรค์อยู่ในปัจจุบัน และเป็นผู้วางหุ่น COMPANION ขนาดย่อส่วนไว้ ณ ใจกลางของนาฬิกา เพื่อมอบเกียรติให้กับคาแรกเตอร์ที่ดูคล้ายกับการ์ตูนนี้ โรงงานการผลิตยังได้เลือกผสมผสานการแสดงเวลาไว้บนด้านข้างโดยอาศัยนวัตกรรมการแสดงเวลาแบบรอบนอก เพื่อสะท้อนถึงความเป็นสากลและความเย้ายวนใจ ความปราดเปรื่องและความใคร่รู้ ที่ความร่วมมือครั้งนี้ได้เชื้อเชิญให้ผู้ชมได้ออกเดินทางค้นพบกับโลกแห่งเรือนเวลาชั้นสูง ภายใต้แสงอันแตกต่างและถ่ายทอดถึงพลังของจินตนาการที่ผลักซึ่งพรมแดนแห่งความเป็นไปได้ให้กว้างไกลออกไปมากยิ่งขึ้น


Swiss watch manufacturer Audemars Piguet reinforces its curiosity and ongoing dialogue with the wider cultural world through a collaboration with artist KAWS. Its latest 43 mm limited edition Royal Oak Concept Tourbillon brings the subversive nature of the collection to the fore. The futuristic design of this limited edition of 250 pieces, fully crafted in titanium, is imbued with the aesthetic DNA of one of the most popular artists working today, who has placed a miniature COMPANION at the very heart of the watch. To give pride of place to this cartoon-like character, the Manufacture has literally put time to the side thanks to the use of an innovative peripheral time display. At once universal and provocative, witty and inquisitive, the collaboration invites the viewer to see Haute Horlogerie in a different light and to reflect on the power of the imaginary to push boundaries.


“Audemars Piguet เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมในช่วงเวลาปัจจุบันมาโดยตลอด โดยเรามีส่วนร่วมในบทสนทนาที่สร้างสรรค์และการทำงานร่วมกันกับบุคลากรจากหลากหลายวงการ ทั้งวงการศิลปะ วัฒนธรรมป๊อป กีฬา และอุตสาหกรรมบันเทิง การทำงานร่วมกับ KAWS นับว่าได้ยกระดับการทำงานร่วมกันขึ้นอีกขั้น โดยเฉพาะในการจัดวางหุ่น COMPANION ขนาดเล็กไว้ตรงกลางเรือนของนาฬิกา Royal Oak Concept เขาไม่เพียงท้าทายให้เราก้าวข้ามขีดจำกัดใหม่ ๆ เท่านั้น ทว่าเขายังสนับสนุนให้เรามองงานสร้างสรรค์ของเราจากมุมมองที่เป็นมนุษย์มากขึ้น และสะท้อนพลังของทั้งจินตนาการและความเป็นเครื่องบอกเวลาชั้นสูงออกมา เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดความสงสัยใคร่รู้และกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกที่แจ่มชัด”
อิลาเรีย เรสตา
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Audemars Piguet

“Audemars Piguet has always been part of the culture of the moment, engaging in enriching conversations and collaborations with fields as diverse as art, pop culture, sport and the entertainment industry. KAWS has taken collaboration to a whole new level. By placing a miniature COMPANION at the heart of a Royal Oak Concept, he not only challenged us to push new boundaries, but he also encouraged us to look at our craftsmanship from a more humanistic perspective and reflect on the power of both the imaginary and Haute Horlogerie to inspire curiosity and evokes strong emotions.”
Ilaria Resta
Chief Executive Officer, Audemars Piguet


Combining art, culture and watchmaking

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา Audemars Piguet ได้ทำงานร่วมกับผู้เปี่ยมด้วยพรสวรรค์และมีความสามารถในหลากหลายสาขามากมาย ซึ่งรวมไปถึงแวดวงศิลปะและวัฒนธรรมป๊อบ เพื่อต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ รวมทั้งสะท้อนถึงวัฒนธรรมในยุคปัจจุบันและความหมายของเครื่องบอกเวลาชั้นสูงในโลกทุกวันนี้ เช่นเดียวกับ KAWS ที่เริ่มต้นการเป็นศิลปินกราฟิตี้ในนิวยอร์กซิตี้ในช่วงทศวรรษ 1990 และสร้างชื่อเสียงโดยการทำโฆษณารูปแบบ Augmenting ads ในตู้โทรศัพท์และที่พักรอรถประจำทาง ซึ่งผลงาน “Ad intervention” ในช่วงแรก ๆ ของเขานั้นได้ปูทางไปสู่การสร้างสรรค์คาแรกเตอร์ที่มีผู้คนรู้จักอย่างแพร่หลายมากมาย รวมถึง COMPANION ซึ่งทำหน้าที่เป็นเหมือนแพลตฟอร์มสำหรับการทดลองใหม่ ๆ และผลักซึ่งพรมแดนไปสู่สิ่งที่สามารถเป็นไปได้ให้ยิ่งกว้างไกลออกไปมากขึ้น ทั้งในแง่ของรูปทรง วัสดุ และขนาด ซึ่งนับเป็นความเชื่อมโยงอันเข้มแข็งกับจิตวิญญาณอันเป็นอิสระอย่างแท้จริงของ Audemars Piguet เช่นเดียวกับธรรมชาติอันน่าทึ่งของคอลเลคชั่น Royal Oak Concept

ในวันนี้ ปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมได้นำทางมาสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมแห่งการย่อสัดส่วนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน พร้อมทั้งการเดินทางสำรวจถึงพรมแดนสร้างสรรค์ครั้งใหม่ของการประดิษฐ์นาฬิกาชั้นสูง โดยการจัดวางไว้ ณ ใจกลางของเรือนเวลา Royal Oak Concept Tourbillon รุ่นลิมิเต็ดเอดิชัน ด้วยคาแรกเตอร์แห่งจินตนาการของศิลปินคนนี้ ที่ทั้งพลิกวิธีคิดและเติมความเป็นมนุษย์ให้กับการสร้างสรรค์เครื่องบอกเวลาชั้นสูง ขณะเดียวกันก็ผลักซึ่งขีดข้อจำกัดของการรังสรรค์ด้วยงานฝีมือให้ก้าวรุดหน้าไปอีกขั้น

Over the years, Audemars Piguet has partnered with luminaries across disciplines, including art and pop culture, to nurture its creativity, shake up the status quo, and reflect on the meaning of Haute Horlogerie in today’s world. KAWS started out as a graffiti artist in New York City in the 1990s, making a name for himself by augmenting ads in phone booths and bus shelters. His early “ad intervention” work paved the way for his cast of characters, including COMPANION, which have served as experimental platforms to push the boundaries of what is possible in terms of shape, material and size. This approach strongly links to Audemars Piguet’s free-spirited mindset, as well as the groundbreaking nature of the Royal Oak Concept collection. 

Today, this cultural phenomenon takes on unprecedented miniature proportions to explore the creative territory of fine watchmaking. Placed at the heart of the Royal Oak Concept Tourbillon limited edition, the artist’s imaginary character both subverts and humanises Haute Horlogerie, while pushing the limits of the craft.

“การทำงานร่วมกับ Audemars Piguet นับเป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมตลอดระยะเวลาสองปีที่ผ่านมา กว่าที่โปรเจกต์นี้จะออกมาเป็นรูปเป็นร่าง ผมได้ค้นพบว่าโลกของการสร้างสรรค์เรือนเวลาเป็นโลกที่น่าหลงใหล และทีมช่างนาฬิกาของ Audemars Piguet ก็ยอดเยี่ยมมาก ๆ ในงานสุดพิถีพิถันที่พวกเขาทำอยู่ ผมรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มีนาฬิกาเรือนที่ผมสร้างสรรค์ไว้รวมอยู่ในแคตตาล็อกของบริษัทที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานในเรื่องความเป็นเลิศของการสร้างสรรค์เรือนเวลามากว่า 100 ปี อย่าง Audemars Piguet”
KAWS
ศิลปิน

“It has been an incredible experience working with Audemars Piguet over the past two years to bring this project to fruition. I find the world of watchmaking fascinating, and the artisans at Audemars Piguet are truly exceptional in their craft. I am honoured to have my watch included in the company’s catalogue, which spans over a hundred years of watchmaking excellence.”
KAWS
Artist


Inspired by KAWS’ aesthetics

Royal Oak Concept Tourbillon ‘COMPANION’ ผสมผสานด้วยสุนทรียะที่เป็นเอกลักษณ์ของ KAWS ไว้บนทั้งสองด้านของนาฬิกา ทั้งหุ่น COMPANION ขนาดเล็กที่มาปรากฏอยู่ใต้กระจกแซฟไฟร์ พร้อมด้วยบนหน้าอกซึ่งเผยให้เห็นจักรกลตูร์บิยองของนาฬิกาที่รังสรรค์ไว้เป็นเสมือนหัวใจที่กำลังเต้นระรัว ขณะเดียวกันก็หลอมรวมระหว่าง

คาแรกเตอร์ตัวนี้เข้ากับกลไกของเรือนเวลาไว้ได้อย่างกลมกลืน ส่วนใบหน้าและมือของคาแรกเตอร์ยังดูคล้ายกับสัมผัสเข้ากับพื้นผิวด้านในของกระจก และจ้องมองออกไปด้านนอกด้วยความสงสัยใคร่รู้ ขณะที่หัวทรงกะโหลก ดวงตารูปตัว X ถุงมือ และหูไขว้ ล้วนเป็นรายละเอียดที่ทุกคนต่างก็จดจำได้อย่างทันที คาแรกเตอร์ COMPANION แบบ 3 มิติขนาดย่อส่วนนี้ ยังมาพร้อมกับเฉดสีที่ตัดกันของสีเทาอ่อนและสีเทาเข้มซึ่งทั้งหมดรังสรรค์ขึ้นจากไทเทเนียม และติดตั้งบนแผ่นหน้าปัดไทเทเนียมตกแต่งลวดลายแสงอาทิตย์ ขณะที่เทคนิคการขัดแบบซาตินและการขัดแบบพ่นทรายยังช่วยเสริมความโดดเด่นด้านเท็กเจอร์และความมีมิติ ทั้งยังขับเน้นให้รูปทรงโค้งมนของคาแรกเตอร์นี้ยิ่งเด่นสง่า ส่วนดวงตารูปตัว X ยังเป็นการตัดอย่างแม่นยำจากวัสดุไทเทเนียมและเคลือบด้วยแล็กเกอร์สีเทาบาง ๆ

The Royal Oak Concept Tourbillon ‘COMPANION’ incorporates KAWS’ aesthetic on both sides of the watch. The COMPANION appears beneath the sapphire crystal with its chest revealing the watch’s tourbillon, creating the illusion of a beating heart while blurring the line between the character and the movement. The face and the hands of the character seemingly touch the inner surface of the glass, curiously peering out to see what lies beyond. Its skull-shaped head, X-shaped eyes, gloves and crossbones make it instantly recognisable.

This miniature 3D COMPANION in contrasting shades of light and dark grey is entirely made of titanium and is mounted on the titanium dial plate decorated with a sunburst motif. Its alternating satin-brushed and sandblasted finishes add texture and depth, accentuating its rounded silhouette, while the X eyes have been cut into the titanium component and filled with a thin layer of grey lacquer.


Putting time to the side

เพื่อให้มั่นใจถึงการมองเห็นคาแรกเตอร์ COMPANION ขนาดย่อส่วนได้อย่างไร้อุปสรรคบนด้านหน้าปัดของนาฬิกา Audemars Piguet ได้ใช้การแสดงเวลาแบบรอบนอก เพื่อนำเสนอโอกาสแห่งการแสดงออกทั้งในแง่ของสุนทรียะความสวยงามและการอ่านค่าเวลาได้อย่างชัดเจน เช่นเดียวกับถ่ายทอดถึงพลังสร้างสรรค์ด้านงานออกแบบกลไกและหน้าปัดได้อย่างสมบูรณ์ โดยเข็มชี้ชั่วโมงและนาทีจะหมุนไปบนรอบนอกของกลไกและหน้าปัดนาฬิกา ที่เป็นผลลัพธ์มาจากการใช้เฟืองเกียร์สองชิ้นวางซ้อนกันและสามารถมองเห็นได้ ซึ่งขับเคลื่อนโดยเฟืองตัวเล็กและนำทางโดยโรลเลอร์ ทั้งคู่ยังรังสรรค์จากไทเทเนียมและเติมด้วยสารเรืองแสงที่เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเมื่ออยู่ใต้ความมืด และเข็มชี้นาทีแบบโอเพ่นเวิร์ก ซึ่งแตกต่างไปจากเข็มชี้ชั่วโมงและช่วยให้สามารถอ่านค่าเวลาได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น 

นาฬิการุ่นลิมิเต็ดเอดิชันนี้ขับเคลื่อนโดยกลไกการทำงานแบบไขลานด้วยมือ พร้อมทั้งการแสดงชั่วโมงและนาทีแบบรอบนอกชุดใหม่ใน Calibre 2979 ซึ่งมอบเวทีกลางบนหน้าปัดเพื่อเป็นเกียรติให้กับตูร์บิยองที่จัดวางไว้ ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา จักรกลอันซับซ้อนสูงและละเอียดอ่อนนี้ทำหน้าที่ช่วยลดผลกระทบที่เกิดขึ้นจากแรงโน้มถ่วงอันมีผลต่อความแม่นยำของนาฬิกา โดยประกอบด้วยบาลานซ์วีลและเอสเคปเมนต์ที่ติดตั้งไว้ภายในกรงหมุนเล็ก ๆ ซึ่งหมุนครบหนึ่งรอบในทุก ๆ นาที เพื่อป้องกันไม่ให้จุดศูนย์ถ่วงอยู่ในทิศทางเดียวกัน ในรุ่นนี้ยังประกอบด้วยฝาหลังแซฟไฟร์ที่เผยให้เห็นบริดจ์ไทเทเนียมเคลือบพีวีดีสีดำของกลไก ที่นับเป็นอีกหนึ่งสุนทรียะความสวยงามของการออกแบบ รวมถึงการเคลือบและพิมพ์แพดที่ได้แรงบันดาลใจมาจากคาแรกเตอร์หุ่นของ KAWS

และเมื่อมองเข้าไปใกล้ ๆ มากขึ้นผ่านฝาหลังกระจกแซฟไฟร์ของนาฬิกา ยังสามารถชื่นชมได้ถึงรายละเอียดอันประณีตอื่น ๆ ซึ่งรวมไปถึงการตกแต่งด้วยสีดำของสะพานจักรที่ตัดกับคำว่า “Swiss” “39 jewels” และโลโก้ “Audemars Piguet” ในรูปแบบของการสลักด้วยเลเซอร์และเคลือบด้วยแล็กเกอร์สีขาว

To ensure an unobstructed view of the miniature COMPANION on the dial side, Audemars Piguet uses a peripheral time display offering new aesthetic possibilities for both movement and dial designs. The hour and minute hands rotate around the periphery of the movement and dial, thanks to two visible, superimposed gear wheels driven by pinions and guided by rollers. Both crafted in titanium and filled with luminescent material that turns blue in dim light, the minute hand is openworked to distinguish it from the hour hand and facilitate the reading of time.

This limited edition is powered by the new hand-wound peripheral hour and minute movement, Calibre 2979, which gives pride of place to the tourbillon on the dial side at 6 o’clock. This delicate, high-end complication reduces the effect of gravity on the watch’s accuracy. The balance wheel and escapement are housed in a tiny rotating cage that completes a revolution every minute to prevent their centre of gravity from staying in the same orientation. The sapphire caseback showcases the movement’s black-PVD titanium bridges, whose padded aesthetic is inspired by KAWS’ cast of characters.

Taking a closer look through the caseback, additional refined details appear, including the bridges’ blackened aesthetic contrasted by the mention “Swiss”, “39 jewels” and the “Audemars Piguet” signature, all engraved by laser and filled with white lacquer.


An interplay of texture and light

นาฬิกา Royal Oak Concept Tourbillon ‘COMPANION’ รุ่นลิมิเต็ดเอดิชัน ขนาด 43 มิลลิเมตรนี้ นำเสนอด้วยเสน่ห์ในหลากหลายมิติของตัวเรือนไทเทเนียม โดยการตกแต่งสลับกันระหว่างเทคนิคการขัดแบบพ่นทราย การขัดแบบซาตินและการขัดเงา ทั้งยังสะท้อนถึงการตกแต่งพื้นผิว เท็กซ์เจอร์และเฉดสีเทาที่ตัดกันของคาแรกเตอร์หุ่น COMPANION ขณะที่ส่วนอินเสิร์ตทำจากไทเทเนียมอื่น ๆ ยังคงร่วมถ่ายทอดถึงสถาปัตยกรรมแห่งอนาคตของ Royal Oak Concept ได้อย่างดี

โดยทั้งขอบตัวเรือนและฝาหลังได้ถูกยึดเข้ากับตัวเรือนชิ้นกลางด้วยสกรูหกเหลี่ยม 8 ตัว พร้อมทั้งสัญลักษณ์เครื่องหมาย X ของ KAWS ซึ่งลวดลายนี้ยังแกะสลักไว้บนกรอบขัดแบบซาตินของฝาหลังกระจกแซฟไฟร์ ร่วมไปกับโลโก้ของ KAWS และคำว่า “Limited Edition of 250 pieces.” ส่วนเม็ดมะยมเซรามิกสีดำที่ประดับด้วยชิปไทเทเนียมก็นับเป็นอีกหนึ่งสัมผัสที่เสริมความสมบูรณ์แบบให้กับนาฬิการุ่นนี้ เช่นเดียวกับสายหนังวัวสีเทาเข้มซึ่งมาพร้อมกับระบบถอดเปลี่ยนสายได้ มากับสายหนังวัวสีเทา slate grey อีกเส้น ระบบถอดเปลี่ยนสายได้นี้ยังเชื่อมเข้ากับตัวเรือนโดยตรงและมาคู่กับตัวล็อกสายแบบ triple blade ซึ่งช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถเปลี่ยนสไตล์ของนาฬิกาได้อย่างรวดเร็ว โดยการคลิกและถอดสายได้เองอย่างง่ายดาย

The 43 mm Royal Oak Concept Tourbillon ‘COMPANION’ limited edition features a multifaceted titanium case, finished with an alternation of sandblasting, satin-brushing and polishing. It echoes the miniature COMPANION’s contrasting textures and grey shades, while its titanium inserts augment the Royal Oak Concept’s futuristic architecture.

Both the bezel and the caseback have been secured to the case middle with eight hexagonal screws subtly marked with KAWS’ trademark X. This motif is also engraved on the satin-brushed frame of the sapphire caseback, alongside KAWS’ signature and the words “Limited Edition of 250 pieces.” The black ceramic crown, topped with a titanium chip, adds the final touch. A dark grey calfskin leather strap completes the timepiece, which comes with an additional slate grey calfskin leather strap. The interchangeable system integrated directly into the case and the triple-blade folding clasp allows the wearer to change styles with a quick click and release.

เรือนเวลาแห่งความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นบทพิสูจน์ถึงการสำรวจซึ่งพรมแดนการสร้างสรรค์ใหม่ ๆ โดยการนำเสนอมุมมองใหม่แห่งอนาคตบนโลกแห่งเครื่องบอกเวลาชั้นสูง ที่สามารถก้าวข้ามผ่านพรมแดนแห่งจินตนาการ ขณะเดียวกันก็เป็นดั่งตัวแทนของการผสมผสานระหว่างความคิดสร้างสรรค์ งานออกแบบ และเทคโนโลยีอันล้ำสมัยได้อย่างสมบูรณ์ลงตัว 

This collaborative timepiece is a testament to exploring new creative territories, offering a futuristic take on Haute Horlogerie that transcends imaginative boundaries while embodying a combination of creativity, design and cutting-edge technology.  

Boucheron Redefines Architectural Flair through Quatre Classique Tube Collection

Quatre Classique Tube คอลเลกชันที่ถ่ายทอดความงดงามของสถาปัตย์ในฉบับ Boucheron

บทความ: Luxuo Thailand ภาพ: Boucheron

คอลเลกชัน Quatre จาก Boucheron ได้สร้างปรากฏการณ์ในโลกเครื่องประดับชั้นสูง ด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ที่ผสมผสานความทันสมัยและความหมายลึกซึ้งไว้ในทุกรายละเอียด ในปี 2025 นี้ Boucheron ตอกย้ำความกล้าในการออกแบบอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัว Quatre Classique Tube คอลเลกชันใหม่ล่าสุดที่ยังคงจิตวิญญาณของ Quatre ไว้อย่างครบถ้วน พร้อมนำเสนอความร่วมสมัยที่ทรงพลังยิ่งขึ้น

Quatre Classique Tube ถือกำเนิดจากแรงบันดาลใจในปี 2004 ที่มีการนำสุนทรียะจากสถาปัตยกรรมของแควร์ ว็องโดมมาตีความเป็นปลอกวงแหวนอันโดดเด่น คอลเลกชันนี้ประกอบด้วยลวดลายที่เป็นไอคอนิกของ Boucheron ได้แก่ Grosgrain (ลายอัดกลีบผ้าไหมที่ใช้ทำริบบินกรอกเกรน), Double Godron (ลายแหวนประกบคู่), Clou de Paris (จำลองลายปูถนนแห่งมหานครปารีส) และงานฝังเพชรแถวเดี่ยวที่เรียกว่า Line of Diamonds ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้ได้รับการจัดวางใหม่ในรูปทรง “หลอดทรงกระบอก” (Tube) ที่เรียบหรูแต่เปี่ยมไปด้วยพลัง   

ไฮไลต์ของคอลเลกชัน Quatre Classique Tube ได้แก่ สร้อยคอทรงห่วง Quatre Classique ตัวเรือนทองคำเยลโลว์โกลด์ดีไซน์ท่อโลหะทองดัดโค้งเป็นวงแหวนคล้องคอพร้อมกลไกดัดง้างที่ช่วยให้สวมใส่สะดวก ร้อยจี้โมทีฟของ Quatre ทั้งทองคำสีเหลืองเดินลาย, ทองคำขาวฝังเพชรจิกไข่ปลา, วัสดุพีวีดีสีน้ำตาล และทองคำโรสโกลด์ลายวงแหวนคู่ที่กลางตัวเรือน อีกชิ้นเป็นผลงานไฮจิลเวลรีอย่างสร้อยคอทรงห่วง Quatre ตัวเรือนทองคำขาวฝังเพชรทรงกลม เพชรทรงบาแก็ตต์ และเพชรทรงปรินเซสคัต งดงามเลอค่า เปล่งประกายระยิบระยับ

นอกจากนี้ยังมีกำไลเล่นเหลี่ยมห่วงตัวยู แหวนสองห่วงนิ้ว สร้อยคอวงเล็ก สร้อยคอปลายเปิด สร้อยคอสายโซ่สไตล์เชือกมัดปมรูด ต่างหูหนีบ และอื่นๆ อีกมากมาย สามารถสวมใส่เครื่องประดับทั้งชุดเพื่อสร้างลุคที่โดดเด่น หรือมิกซ์แอนด์แมทช์ชิ้นที่เป็นคุณ ถือเป็นความหลากหลายที่สะท้อนแนวคิดแห่ง “อิสรภาพ” ซึ่งเป็นดีเอ็นเอสำคัญของ Boucheron ได้อย่างดี

เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการเปิดตัวคอลเลกชัน Quatre Classique Tube ทาง Boucheron ได้เปิดตัวแคมเปญโฆษณาที่มีชื่อว่า “Into The Tube”  โดยมีทูตตัวแทนทั้งสี่ประจาเมซง ได้แก่ อเล็กซา ชุง นางแบบ และนักแสดงชาวอังกฤษ, มิลา อัล ซาห์รานิ นักแสดงชาวซาอุดิ อารเบีย, ฮัน โซ-ฮี นักแสดงสาวจากเกาหลีใต้ และเซียว จ้าน นักแสดงหนุ่มสุดฮอตแดนมังกร มาร่วมถ่ายทอดความงดงามของเส้นสายกราฟิกและสถาปัตยกรรมในแบบฉบับของ Boucheron

บทความที่เกี่ยวข้อง:
จากน้ำหอมในตำนานของ Chanel อย่าง N°5 สู่ไฟน์จิลเวลรีที่เปล่งประกายเย้ายวน
เจาะดีไซน์รูปทรงเพชรยอดนิยม กับแหวนเพชรและแหวนหมั้นจากแบรนด์หรูระดับโลก

Three New Models Enrich the Royal Oak Offshore Collection

ขับเคลื่อนด้วยจิตวิญญาณสุดขบถและกล้าหาญ ที่คอลเลคชั่น Royal Oak Offshore ได้ต้อนรับสามเรือนเวลาใหม่ด้วยสุนทรียศาสตร์อันทรงพลังที่เสริมความโดดเด่นไว้โดยภาพที่ตัดกันอย่างชัดเจน ทั้งยังผสมผสานระหว่างความหลากหลายของวัสดุ ซึ่งรวมไปถึงยางสี สเตนเลสสตีล พิงค์โกลด์และเซรามิกสีดำ เช่นในเรือนเวลา Selfwinding และ Selfwinding Chronograph กับตัวเรือน 37 มิลลิเมตร และ 43 มิลลิเมตร เหล่านี้ที่เปิดตัวด้วยโทนใหม่ของสีบรอนซ์ สีงาช้าง และสีน้ำเงิน อีกทั้งยังขับเคลื่อนโดยกลไกจักรกลทำงานแบบอัตโนมัติคุณภาพสูงของโรงงานที่มอบให้เรือนเวลาเหล่านี้เหมาะสำหรับการออกเดินทางสู่ทุกการผจญภัย

Driven by its rebellious and daring spirit, the Royal Oak Offshore collection welcomes three novelties sharing a powerful aesthetic highlighted by sharp contrasts. Combining a diversity of materials, including coloured rubber, stainless steel, 18-carat pink gold and black ceramic, these Selfwinding and Selfwinding Chronograph references in 37 and 43 mm introduce new tones of bronze, ivory and blue to the collection. The new models are powered by the Manufacture’s high-performance selfwinding movements, making them fit to embark on any adventure.


A rebellious and daring spirit

นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1993 Royal Oak Offshore ของ Audemars Piguet ได้สร้างนิยามใหม่ของกฎเกณฑ์ พร้อมทั้งทลายซึ่งรหัสของประเพณีการประดิษฐ์นาฬิกา ด้วยงานออกแบบอันหนักแน่นและเข้มแข็ง กับบุคลิกที่กล้าหาญ มีเอกลักษณ์ของความสปอร์ต ซึ่ง Offshore ได้สร้างสรรค์ไว้อย่างมั่นคงจากงานออกแบบที่กล้าหาญ และวิวัฒนาการมาสู่คอลเลคชั่นอันเติบโตขึ้นอย่างเข้มแข็งที่ยังคงเดินหน้าการทดลองด้วยสีสัน ขนาด และวัสดุใหม่ ๆ พร้อมทั้งเผชิญหน้ากับความท้าทายอันสนุกสนาน ความแข็งแกร่งและสมรรถนะที่ผสมผสานเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืนกับความสง่างาม ทำให้ผลงานใหม่ของ Royal Oak Offshore หล่อหลอมไว้ด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวแห่งการผจญภัย ขณะเดียวกันก็นำเสนอซึ่งความหลากหลายของสุนทรียะความสวยงามอันประณีตละเอียดอ่อน

Since 1993, Audemars Piguet’s Royal Oak Offshore has defied conventions, breaking the codes of traditional watchmaking with its bold and sturdy design. Characterised by an uncompromising, sportive identity, the Offshore has established its assertive design and evolved into a full-fledged collection that continues to playfully experiment with colours, sizes and materials.

Harmoniously combining robustness and performance with elegance, the new Royal Oak Offshore models embrace the collection’s adventurous identity, while offering a variety of refined aesthetics.


Powerful aesthetics for a robust design

พัฒนาขึ้นโดยเฉพาะสำหรับข้อมือที่มีขนาดเล็กกว่า เรือนเวลา Selfwinding ใหม่เรือนแรกนี้มาพร้อมกับตัวเรือนพิงค์โกลด์ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 37 มิลลิเมตร ขณะที่ขอบตัวเรือนทองหุ้มด้วยยางสีเทาตอกย้ำถึงเอกลักษณ์ความสปอร์ตของคอลเลคชั่นนี้ได้อย่างดี โดยจับคู่เข้ากับโทนสีเหล่านี้ ที่หน้าปัดพร้อมลวดลายกิโยเช่ Grande Tapisserie ในโทนสีโรเดียมและสีงาช้างยังผ่านการขัดเงาอย่างประณีต เพื่อช่วยเผยมิติของความแวววาว ขณะที่ขอบตัวเรือนด้านในสีเทาสะท้อนถึงขอบตัวเรือนหุ้มด้วยยางและสายยางลวดลายโมเสก และสำหรับเปลี่ยนสไตล์ได้อย่างหลากหลาย เรือนเวลานี้ยังมาพร้อมระบบถอดเปลี่ยนสายได้ พร้อมทั้งสายยางโมเสกสีดำเพิ่มเติมอีกเส้น เพื่อมอบลุคที่ตัดกัน แต่ดูลงตัว 

Developed specially for the smaller wrists, the first Selfwinding reference is executed in 18-carat pink gold and measures 37 mm in diameter. Its gold bezel is coated with grey rubber, emphasising the collection’s sportive identity. Matching these hues, the guilloché Grande Tapisserie dial in rhodium and ivory tones is polished for a glowing effect, while the grey inner bezel echoes the rubber-coated bezel and mosaic rubber strap. For a change of styles, this timepiece is equipped with the interchangeability system and comes with an additional black mosaic rubber strap for enhanced contrast.

ในเรือนที่สองของ Selfwinding มาพร้อมตัวเรือนสเตนเลสสตีล ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 43 มิลลิเมตร ตัดกับขอบตัวเรือนหุ้มยางสีน้ำเงินที่จับคู่เข้ากับสายสีเดียวกัน สุนทรียะความสวยงามแบบทูโทนนี้ยังคงต่อเนื่องไปจนถึงหน้าปัดสีน้ำเงินลวดลาย Méga Tapisserie ของนาฬิกาแสดงเวลาแบบสามเข็มชี้และบอกวันที่รุ่นนี้ ทั้งยังเติมเต็มด้วยขอบหน้าปัดด้านในสีน้ำเงินและลวดลายโมโนแกรม AP ทำจากทองโทนสีโรเดียมและขัดแบบเงาวาว ณ ตำแหน่ง 12 นาฬิกา นาฬิการุ่นนี้ยังสามารถเปลี่ยนสไตล์ได้ด้วยสายยางสีดำเพิ่มเติม

The second Selfwinding model features a 43 mm case in stainless steel, contrasted by a blue rubber-coated bezel matching the strap. This two-tone aesthetic continues onto the smoked blue Méga Tapisserie dial, which takes centre stage in this three-hands and date format. The dial is completed by a blue inner bezel and the AP monogram in polished rhodium-toned gold at 12 o’clock. This model can also be styled with an additional black rubber strap.

ส่วนในเรือนที่สามนับเป็นผลงานอันเข้มแข็งหนักแน่นของ Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph ด้วยตัวเรือนสเตนเลสสตีล ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 43 มิลลิเมตร ซึ่งเปิดตัวพร้อมมากับขอบตัวเรือนสตีล ขณะที่เม็ดมะยมและปุ่มกดทำจากเซรามิกสีดำ โดยได้แรงบันดาลใจมาจาก Habanos ที่เรือนเวลานี้นำเสนอด้วยหน้าปัดบรอนซ์รมควัน พร้อมลวดลาย Méga Tapisserie กับขอบหน้าปัดไล่โทนสีเข้มขึ้นซึ่งขยายไปจนถึงขอบตัวเรือนด้านในสีดำ ทั้งยังบรรจุไว้ด้วยสเกลทาคีมิเตอร์พิมพ์ด้วยสีขาว ซึ่งคล้ายกันกับหน้าปัดย่อยที่ตำแหน่ง 9, 6 และ 3 นาฬิกาที่สะท้อนถึงวัสดุเซรามิกและขอบตัวเรือนด้านใน และช่วยเสริมความสามารถในการอ่านค่าได้อย่างชัดเจน จับคู่มากับสายหนังจระเข้ สีน้ำตาลสไตล์ Oxford ทำให้ดูวินเทจโดยการตกแต่งด้วยมือ รุ่นนี้ยังคงติดตั้งมากับระบบถอดเปลี่ยนสายได้ และมาพร้อมกับสายยางสีดำเพิ่มเติม สำหรับเปลี่ยนโฉมสู่สไตล์สปอร์ตสวยงาม

The last iteration is a bold 43 mm stainless steel Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph inaugurating a matching steel bezel with the crown and push-pieces in black ceramic. Inspired by Habanos, this timepiece features a smoked bronze Méga Tapisserie dial whose darkened edges extend to the black inner bezel, where the tachymeter is printed in white. Similarly, the counters at 9, 6 and 3 o’clock echo the ceramic and inner bezel to enhance readability. Fitted on a brown alligator strap with an Oxford hand-finished patina, this model is equipped with the interchangeability system and comes with an additional black rubber strap for a sporty aesthetic.


Cutting-edge performance

ผสมผสานความเที่ยงตรงและสมรรถนะ นาฬิกาใหม่ทั้งสามเรือนนี้ติดตั้งด้วยกลไกจักรกลทำงานแบบอัตโนมัติอันล้ำสมัย โดยสร้างสรรค์ขึ้นสำหรับข้อมือที่มีขนาดเล็กกว่าใน Royal Oak Offshore Selfwinding กับตัวเรือนขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 37 มิลลิเมตร ที่ขับเคลื่อนโดยกลไก Calibre 5900 ซึ่งเป็นกลไกจักรกลทำงานแบบอัตโนมัติล่าสุดของโรงงานการผลิต โดยเปิดตัวเป็นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 2022 กับการแสดงเวลาชั่วโมง นาที วินาที และวันที่ พร้อมทั้งความบางเพียง 3.9 มิลลิเมตร แต่คงไว้ด้วยประสิทธิภาพของการทำงานความถี่สูง 4 เฮิรตซ์ และสำรองพลังงานได้นาน 60 ชั่วโมง จึงนับเป็นกลไกสำหรับนาฬิกาในอุดมคติที่เหมาะสำหรับการใช้งานสไตล์ร่วมสมัย  

ส่วนนาฬิกา Royal Oak Offshore Selfwinding ตัวเรือนขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 43 มิลลิเมตร ขับเคลื่อนการทำงานโดยกลไก Calibre 4302 ซึ่งมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 32 มิลลิเมตร แต่มอบประสิทธิภาพและการพัฒนาปรับปรุงด้านความเที่ยงตรงระดับสูง ประกอบด้วยจักรกลที่ผ่านการจดสิทธิบัตรโดยแบรนด์ซึ่งให้ผลลัพธ์ของความเที่ยงตรงและความเสถียรเมื่อปรับตั้งนาฬิกา มาพร้อมด้วยการทำงานที่ความถี่ 4 เฮิรตซ์ และกลไกชุดนี้ยังสำรองพลังงานได้นานถึง 70 ชั่วโมง

สู่ผลงานเรือนท้ายสุดของ Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph ในตัวเรือนขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 43 มิลลิเมตร ซึ่งทำงานโดยการขับเคลื่อนของกลไก Calibre 4401 ที่นับเป็นกลไกโครโนกราฟแบบอินทิเกรเต็ดล่าสุดของแบรนด์ ประกอบด้วยคอลัมน์วีลและระบบเวอร์ติคัลคลัทช์ในการเปิดใช้งาน หยุด และรีเซ็ตโครโนกราฟ นอกจากนี้ ผลลัพธ์ของการทำงานอันซับซ้อนหลายร้อยชั่วโมงยังทำให้กลไก Calibre 4401 นี้นำเสนอไว้ด้วยการผสมผสานความสลับซับซ้อนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวให้กับ Audemars Piguet และจับคู่ระหว่างการแสดงเวลาแบบ jumping hour เข้ากับฟลายแบ็กโครโนกราฟได้อย่างลงตัว โดยระบบฟลายแบ็กนี้ช่วยให้สามารถจับวัดค่าเวลาใหม่ได้หลาย ๆ ครั้งติดต่อกัน ทั้งยังสามารถทำได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย โดยการรีสตาร์ทกลไกการจับเวลาได้โดยไม่ต้องขัดจังหวะหรือรีเซ็ตก่อน

กลไกประสิทธิภาพสูงทั้งสามชุดนี้สามารถชื่นชมได้ผ่านฝาหลังกระจกแซฟไฟร์ของนาฬิกา ซึ่งเผยให้เห็นทั้งโรเตอร์ขึ้นลานอันเป็นเอกลักษณ์ของคอลเลคชั่นที่ทำจากพิงค์โกลด์ 22 กะรัต ตกแต่งให้เป็นสีดำ ร่วมไปกับการตกแต่งอันประณีตของชิ้นส่วนประกอบอื่น ๆ อาทิ ลวดลาย Côtes de Genève การขัดในแนวตั้ง การขัดแบบวงกลม และการขัดลายแสงอาทิตย์ ตลอดจนการตกแต่งลวดลาย circular graining และการขัดเงาลบมุมอันประณีตละเอียดอ่อน

Blending precision and performance, these three new models are equipped with cutting-edge selfwinding movements. Made for smaller wrists, the 37 mm Royal Oak Offshore Selfwinding reference is powered by Calibre 5900, the Manufacture’s latest automatic movement indicating hours, minutes, seconds and date, first released in 2022. Only 3.9 mm thick, it operates at a high frequency of 4 Hz and has a 60-hour power-reserve, making it ideal for contemporary use. 

The Royal Oak Offshore Selfwinding model in 43 mm is powered by Calibre 4302. While its generous 32 mm diameter contributes to improving the chronometry, its patented mechanism provides precision and stability when setting the watch. Beating at a frequency of 4 Hz, this movement offers a 70-hour power reserve.

Finally, the 43 mm Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph beats to the rhythm of Calibre 4401, the brand’s latest integrated chronograph. This movement features a column wheel with a vertical clutch system to activate, stop and reset the chronograph. The results of hundreds of hours of work, Calibre 4401 offers a unique combination of complications for Audemars Piguet, which has paired a jumping hour with the flyback chronograph. The flyback system enables to take several new measurements in a row, swiftly and easily, by restarting the chronograph without interrupting or resetting it first.

All three high-performance movements can be admired through the sapphire caseback, revealing the collection’s signature oscillating weight in blackened 22-carat pink gold, along with the components’ refined decorations such as Côtes de Genève, vertical, circular and sunray brushing, circular graining and polished chamfers.

Sirivannavari Unveils Luxurious Pop-up Store at Galeries Lafayette Paris

“Sirivannavari” เปิดตัวป๊อปอัพสโตร์สุดหรูใจกลางปารีส ณ ห้าง Galeries Lafayette

บทความ: Luxuo Thailand ภาพ: Sirivannavari

แบรนด์แฟชั่นไทยระดับลักชัวรี “Sirivannavari” ตอกย้ำความสำเร็จในระดับสากลอีกขั้น ด้วยการเปิดป๊อปอัพสโตร์ครั้งแรกใจกลางกรุงปารีส ณ ห้างสรรพสินค้าชื่อดังอย่าง Galeries Lafayette พร้อมจับจองพื้นที่วินโดว์ดิสเพลย์สุดพรีเมียมริมถนนออสมานน์ ย่านช้อปปิ้งชื่อดังที่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวและนักช้อปจากทั่วทุกมุมโลก

ป๊อปอัพสโตร์แห่งนี้ตั้งอยู่บนชั้น 2 ของอาคารหลัก โดดเด่นด้วยคอนเซ็ปต์การออกแบบที่เรียบหรู เน้นโทนสีขาวสะอาดตา ผสมผสานระหว่างวัสดุโปร่งใสอย่างเฟล็กซิกลาสและโครงเหล็กสแตนเลสที่แข็งแรง สะท้อนแนวคิดของคอลเลกชันฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2025 ที่นำเสนอความเปราะบางและความแข็งแกร่งซึ่งผสานกันได้อย่างงดงาม ราวกับเป็นงานประติมากรรมชิ้นเอก

ภายในร้านนำเสนอไอเท็มครบครันทั้งเสื้อผ้าสำหรับสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ ตั้งแต่เบลเซอร์แจ็คเก็ตอันเรียบโก้ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ พร้อมลายพริ้นต์เอกลักษณ์ประจำซีซั่น นอกจากนี้ยังมีแอคเซสซอรีครบครัน ทั้งกระเป๋า รองเท้า และคอสตูมจิวเวลรี อาทิ สร้อยคอ แหวน ต่างหู ที่สามารถมิกซ์แอนด์แมตช์ได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นลุคลำลองหรือลุคหรูหราสง่างาม

โดยในโอกาสพิเศษนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของแบรนด์ก็ได้ทรงเสด็จไปเปิดป๊อปอัพ เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคมที่ผ่านมา และในช่วงค่ำก็ได้มีการจัดงานค็อกเทลรีเซฟชันบริเวณป๊อปอัพ โดยมีแขกผู้มีเกียรติ อาทิ คุณชาดา, คุณปาณัดฌา, คุณซาบีดา และคุณอัลฑริกา ไทยเศรษฐ์ คุณชฎาทิพและคุณชญาภา จูตระกูล นอกจากนี้ยังมีบรรดาแฟชั่นอินฟลูเอนเซอร์ทั้งไทยและต่างประเทศ อาทิ คุณชมพู่ อารยา เอ ฮาร์เก็ต, คุณมัจฉา โมซิมันน์ นางแบบสาวลูกครึ่งไทย-สวิตเซอร์แลนด์ รวมถึงแฟชั่นเลิฟเวอร์สก็มาร่วมชมคอลเลกชันอย่างคับคั่ง

ป๊อปอัพสโตร์ Sirivannavari ที่ Galeries Lafayette เปิดให้บริการแล้วตั้งแต่วันนี้ และจะจัดแสดงไปจนถึงวันที่ 27 พฤษภาคมนี้

บทความที่เกี่ยวข้อง:
Loewe เปิดตัวบูทีคสุดหรูใจกลาง Iconsiam นิยามลักชัวรีโฉมใหม่ฝั่งธนบุรี

Loro Piana Spring/Summer 2025 Eyewear Collection: Timeless Elegance in Every Perspective

แว่นกันแดด Loro Piana สปริง/ซัมเมอร์ 2025 พร้อมปกป้องดวงตาแบบหรูหรา คลาสสิก

บทความ: Luxuo Thailand ภาพ: Loro Piana

Loro Piana เปิดตัวคอลเลกชันแว่นกันแดดสำหรับฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2025 ด้วยผลงานที่รังสรรค์ขึ้นอย่างประณีตโดยช่างฝีมือชาวญี่ปุ่นผู้ชำนาญ ผสมผสานความคลาสสิกเหนือกาลเวลาเข้ากับนวัตกรรมล้ำสมัยที่ตอบโจทย์ทั้งฟังก์ชันและความงามได้อย่างลงตัว ชื่อรุ่นของแว่นตาในคอลเลกชันนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากชื่อเสื้อผ้าซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ของแบรนด์ เพื่อสะท้อนมรดกหัตถศิลป์อันทรงคุณค่า

จุดเด่นของคอลเลกชันนี้คือการใช้เลนส์กระจกคุณภาพสูงที่ผ่านกระบวนการเคลือบด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง แว่นกันแดด รุ่น André, Icer และ Roadster ผลิตจากเลนส์กระจกออฟติคัลคุณภาพสูงที่ผสมผสานธาตุหายากเข้าด้วยกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรับรู้ สีสัน ให้การมองเห็นคมชัดในทุกสภาพแสง พร้อมให้การป้องกันรังสียูวี 100% ตลอดจนเคลือบโพลาร์ลดแสงจ้าในบางรุ่น ตอบโจทย์ทั้งด้านสุขภาพดวงตาและการมองเห็นที่แม่นยำ

เลนส์แว่นกันแดดรุ่น Spagna และรุ่นลิมิเต็ด Traveller ผ่านกระบวนการเคลือบผิวช่วยลดการเกาะของฝุ่น รอยนิ้วมือ หยดน้ำ และคราบไขมัน พร้อม ทั้งหมดผลิตจากวัสดุคุณภาพสูงอย่างไทเทเนียมและอะซิเตทที่อ่อนโยนต่อผิว ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง และมีดีไซน์ที่กลมกลืนกับสไตล์ร่วมสมัย

อีกหนึ่งเอกลักษณ์คือขาแว่นโลหะที่สลักลายก้างปลา (Herringbone) ซึ่งเป็นการอ้างอิงถึงมรดกด้านสิ่งทอของ Loro Piana อย่างมีศิลปะ กรอบแว่นมีให้เลือกทั้งเฉดสีเดี่ยวเรียบหรูและลวดลายฮาวานา เช่น สีน้ำผึ้งลายกระดำ (Honey Havana and Black) ให้เข้ากับทุกบุคลิกและโอกาส

แว่นกันแดดจาก Loro Piana ไม่ใช่เพียงเครื่องประดับแฟชั่น แต่คือการต่อยอดดีเอ็นเอของแบรนด์ที่ยึดมั่นในความสมบูรณ์แบบ ความประณีต และความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในคุณค่าของงานฝีมือและวัสดุระดับสูง ทั้งนี้ คุณสามารถเป็นเจ้าของแว่นกันแดด Loro Piana คอลเลกชัน Spring Summer 2025 ได้แล้วที่บูติก Loro Piana และช่องทางออนไลน์

บทความที่เกี่ยวข้อง:
รับซัมเมอร์นี้แบบสดใสกับกระเป๋า Valentino Garavani 9To5 Cherryfic
Lux to Know: Loro Piana ตำนานแห่งเส้นใยธรรมชาติ ผู้พิทักษ์งานฝีมือและภูมิปัญญาดั้งเดิม

Get Exclusive Connections with LUXUO Thailand
Join us today
Connect!
Close
Join us for exclusive access to Luxuo Thailand's contents and events
Subscribe
close-image