Home Blog Page 14

V&A Museum London Showcases Cartier’s Masterpieces in Landmark Exhibition

พิพิธภัณฑ์ V&A กรุงลอนดอน จัดนิทรรศการ Cartier สุดยิ่งใหญ่ในรอบเกือบสามทศวรรษ

บทความ: เนตรนภา ปะวะคัง ภาพ: Cartier

นิทรรศการ “Cartier” ซึ่งจัดขึ้น ณ พิพิธภัณฑ์วิคตอเรียแอนด์อัลเบิร์ต (V&A) กรุงลอนดอน คือปรากฏการณ์ครั้งสำคัญของวงการเครื่องประดับและเรือนเวลาระดับโลก ด้วยการนำเสนอชิ้นงานมากกว่า 350 รายการจากคอลเลกชันของ Cartier, คอลเลกชันของ V&A, สมบัติจากราชวงศ์อังกฤษ ไปจนถึงของสะสมส่วนบุคคล และภาพร่างผลงานที่ไม่เคยปรากฏที่ไหนมาก่อน นิทรรศการครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 30 ปีที่สหราชอาณาจักรได้ต้อนรับการจัดแสดงผลงานระดับมาสเตอร์พีซของ Cartier อย่างเต็มรูปแบบอีกครั้ง

นิทรรศการ Cartier ออกแบบโดยอาซิฟ คาน สถาปนิกและศิลปินชาวอังกฤษ จัดแสดงในห้อง The Sainsbury Gallery ตั้งแต่วันที่ 12 เมษายน ถึง 16 พฤศจิกายน 2568 โดยจะแบ่งออกเป็นสามส่วนหลัก ถ่ายทอดเรื่องราวของสไตล์เฉพาะตัว งานฝีมืออันประณีต และพลังสร้างสรรค์ที่ทำให้คาร์เทียร์กลายเป็น “ช่างเครื่องประดับของราชาและราชาแห่งช่างเครื่องประดับ” (The Jeweller of Kings and the King of Jewellers)

ชิ้นไฮไลต์ที่จัดแสดงในนิทรรศการครั้งนี้ อาทิ เข็มกลัดเพชรวิลเลียมสันของสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 ที่ใช้เพชรสีชมพูหายากขนาด 23.6 กะรัต แหวนหมั้นของเกรซ เคลลี่ที่เธอสวมใสภาพยนตร์เรื่อง High Society ก่อนเข้าพิธีเสกสมรสกับเจ้าชายเรนิเยร์แห่งโมนาโก สร้อยคองูสุดตระการตาของมาเรีย เฟลิกซ์ แมนเชสเตอร์เทียร่าที่คาร์เทียร์รังสรรค์ให้แก่ดัชเชสแห่งแมนเชสเตอร์ในปี 1930 กำไลข้อมือเพชรประดับออนิกซ์จากคอลเลกชันเครื่องประดับเสือแพนเตอร์สุดไอคอนิกของแบรนด์ นาฬิกาข้อมือ Crash หนึ่งในผลงานรุ่นบุกเบิกในการสร้างสรรค์เรือนเวลาของ Cartier

ในค่ำคืนเปิดตัว คาร์เทียร์ได้จัดงานกาลาดินเนอร์สุดเอ็กซ์คลูซีฟภายในบรรยากาศหรูหราของพิพิธภัณฑ์ V&A โดยมีแขกผู้มีชื่อเสียงระดับโลก รวมถึงเฟรนด์ออฟเมซงเข้าร่วม อาทิ พอล เมสคัล, เจมมา ชาน, เอ็มมา คอร์ริน, ฟาเบียน แฟรงเคิล, เดวิด จอนส์สัน พร้อมบทเพลงอะคูสติกจากนักดนตรีระดับตำนาน เจมส์ เบย์ และศิลปินดาวรุ่ง ฮอลลี ฮัมเบอร์สโตน ณ ห้อง Raphael Court ที่เสริมมนต์ขลังให้ค่ำคืนแห่งประวัติศาสตร์

นิทรรศการนี้ไม่เพียงสะท้อนวิวัฒนาการของงานจิวเวลรีและประดิษฐกรรมเวลา แต่ยังสื่อถึงบทบาทของคาร์เทียร์ในการนิยามความงาม รสนิยม และสถานะทางสังคมมายาวนานกว่าศตวรรษ เป็นประสบการณ์ที่ต้องสัมผัสด้วยตนเองสำหรับผู้หลงใหลในศิลปะ ความหรูหรา และประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของโลกแฟชั่นและวัฒนธรรมชั้นสูง

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมและจองบัตรเข้าชม สามารถติดต่อได้ที่เว็บไซต์ทางการของพิพิธภัณฑ์ V&A

บทความที่เกี่ยวข้อง:
อัญมณีเสริมดวงที่สายมูควรรู้ เสริมดวงให้ปังในชีวิตทุกๆ ด้าน
3 เรื่องที่ต้องรู้ของ Van Cleef & Arpels ที่เป็นมากกว่าแบรนด์จิลเวลรีหรู

Fred Celebrates French Open 2025 with Force 10 Roland-Garros Capsule Collection

Fred ร่วมฉลองเฟรนช์โอเพนด้วยสร้อยข้อมือ Force 10 Roland-Garros ผลงานแคปซูลคอลเลกชันล่าสุด

บทความ: Luxuo Thailand ภาพ: Fred

สร้อยข้อมือ Force 10 สัญลักษณ์แห่งความมุ่งมั่นและจิตวิญญาณนักกีฬาจาก Fred เมซงเครื่องประดับลักชัวรีสัญชาติฝรั่งเศส เจ้าของฉายา ช่างศิลป์เครื่องประดับแห่งแสงตะวัน หวนคืนสู่คอร์ตดินของการแข่งขันเทนนิสโรลองด์-การ์รอส (Roland-Garros) หรือที่รู้จักในชื่อ เฟรนช์โอเพน อีกครั้ง

Fred ได้เผยโฉมแคปซูล คอลเลกชันใหม่ล่าสุดของสร้อยข้อมือ Force 10 Roland-Garros ซึ่งมาพร้อมดีไซน์ที่สามารถสลับเปลี่ยนได้ทั้งบักเคิลและสายเคเบิล เปี่ยมด้วยสีสันและเอกลักษณ์เฉพาะตัวของทัวร์นาเมนต์ซึ่งถูกนำมาตีความใหม่ในสไตล์เรียบหรูอันเป็นเอกลักษณ์ของ Fred อย่างลงตัว บักเคิลตัวเรือนทองคำสีเยลโลว์โกลด์ สำหรับโมเดล Large จะประดับด้วยโกเมนสีส้มแมนดาริน อินสไปร์จากสีเหลืองอมน้ำตาลของคอร์ตดิน พร้อมสัญลักษณ์ลูกเทนนิสที่ด้านข้าง ส่วนโมเดล Medium ประดับด้วยเพชรสีขาว เพชรสีเหลือง และอัญมณีล้ำค่าในโทนสีที่ไล่เฉดตามแสงของดวงอาทิตย์

สายสร้อยข้อมือ Force 10 Roland-Garros ประจำปีนี้ผสมผสานสีเทอร์ราคอตตาและสีขาวซึ่งเป็นสีที่เชื่อมโยงถึงทัวร์นาเมนต์ เติมความโดดเด่นด้วยสีเหลืองนีออนที่ได้แรงบันดาลใจจากลูกเทนนิส สายเคเบิลของโมเดล Medium มาในสีเทอร์ราคอตตาสะท้อนเฉดสีของดินเหนียวบนคอร์ตดิน มาพร้อมเทคนิคการถักทอแบบใหม่ที่ผสานความสปอร์ตเข้ากับความหรูหราเปล่งประกายอย่างลงตัว

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถชื่นชมความงามและเลือกซื้อสร้อยข้อมือลิมิเต็ดเอดิชัน Force 10 Roland-Garros ได้แล้วทั้งในช่องทางออนไลน์และที่บูทีคของ Fred

บทความที่เกี่ยวข้อง:
รวมเครื่องประดับไข่มุกจากแบรนด์หรู เสริมลุคสง่างาม ใส่ง่ายได้ทุกวัน
อัญมณีเสริมดวงที่สายมูควรรู้ เสริมดวงให้ปังในชีวิตทุกๆ ด้าน

Loewe Unveils New Boutique at Iconsiam, Elevating Luxury Experience on Thonburi Side

Loewe เปิดตัวบูทีคสุดหรูใจกลาง Iconsiam นิยามลักชัวรีโฉมใหม่ฝั่งธนบุรี

บทความ: Luxuo Thailand ภาพ: Loewe

Loewe แบรนด์หรูจากสเปนภายใต้อาณาจักร LVMH เอาใจคนรักแฟชั่นลักชัวรีฝั่งธนบุรีด้วยการเปิดตัวบูทีคแห่งใหม่ใจกลาง Iconsiam อย่างยิ่งใหญ่ ถือเป็นการตอกย้ำความสำเร็จของแบรนด์ที่ขยายฐานลูกค้าในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

ภายในบูทีคโฉมใหม่ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันโดยได้รับแรงบันดาลใจจากแนวคิดการออกแบบ Casa Loewe ที่ไม่ใช่เพียงพื้นที่จำหน่ายสินค้า แต่ยังมีกลิ่นอายของพื้นที่จัดแสดงงานศิลป์ และให้บรรยากาศใกล้ชิดเป็นกันเอง ฟาซาดตกแต่งกระเบื้องแฮนด์เมดสีเขียวสดจากสเปน ทอดยาวไปถึงภายในร้านที่ตกแต่งด้วยกระเบื้องทั้งสีเงิน สีเขียว และสีน้ำเงิน ตัดกับวัสดุหลากชนิด เสริมด้วยเฟอร์นิเจอร์ที่คัดสรรอย่างดี อาทิ โคมไฟเพดานจากกระดาษโซจิของอิซามุ โนกุจิ เก้าอี้ Utrecht ของโทมัส เกอร์ริต รีตเวลด์ พรมขนสัตว์สั่งทำพิเศษจากสเปน ม้านั่งบุผ้าขนเป็ดสุดหรู รวมถึงภาชนะเซรามิคโบราณผิวหยาบจากสเปน องค์ประกอบอันเป็นเอกลักษณ์ของ Loewe

นอกจากนี้ ที่นี่ยังยังจัดแสดงผลงานศิลปะ งานออกแบบ และงานฝีมือ หลากหลายชิ้นจากงานประกวดระดับนานาชาติของแบรนด์ อาทิ Free Standing (ปี 2023) โดยจูเลียน วัตต์ส ผลงานที่สะท้อนแนวคิดของศิลปินและช่างไม้ซึ่งถ่ายทอดความเชื่อมโยงระหว่างร่างกายมนุษย์ ภูมิทัศน์ และวัตถุในชีวิตประจำวัน อีกมุมหนึ่งของร้านจัดแสดงจานหินเคลือบ ลวดลายฝูงนกขณะโบยบิน ผลงานของไฮล์ตัน เนล ศิลปินชาวแอฟริกาใต้ ทั้งหมดล้วนสะท้อนตัวตนของแบรนด์ที่เชี่ยวชาญงานคราฟต์แมนชิพชั้นสูงและความคิดสร้างสรรค์อันเป็นเอกลักษณ์

บูทีค Loewe ณ Iconsiam ครอบคลุมพื้นที่ 160 ตารางเมตร นำเสนอสินค้าครบครัน ครอบคลุมทั้งไลน์เสื้อผ้าเรดดี้ทูแวร์สำหรับบุรุษ-สตรี กระเป๋ารุ่นไอคอนิกอย่าง Puzzle, Flamenco และ Hammock รวมถึงรุ่นใหม่ล่าสุดที่กำลังเป็นที่ต้องการของเหล่าแฟชั่นนิสต้า นอกจากนี้ยังมีเครื่องหนังขนาดเล็ก รองเท้า เครื่องประดับ แอคเซสซอรีอย่างแว่นตา ผ้าพันคอ เข็มขัด ตลอดจนคอลเลกชันน้ำหอมและเทียนหอมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ

บูทีคแห่งใหม่ล่าสุดของ Loewe ที่ Iconsiam นี้เปิดตัวเมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งก็มีแขกผู้มีเกียรติมากมายมาเยี่ยมชมและร่วมฉลองการเปิดตัวในครั้งนี้ด้วย อาทิ มิ้ลค์ พรรษา วอสเบียน, จูเนียร์ ปณชัย ศรีอาริยะรุ่งเรือง และมาเบล สุชาดา สอนพันธ์

บทความที่เกี่ยวข้อง:
Lux to Know: Berluti ศาสตร์แห่งเครื่องหนังที่ผสานความหรูหราสไตล์ปารีเซียง
อัปเดตเทรนด์แฟชั่นสปริง/ซัมเมอร์ 2025 จากแบรนด์หรูที่สายแฟชั่นห้ามพลาด

Met Gala Etiquette: What Not to Do at Fashion’s Most Exclusive Night

สิ่งที่ไม่ควรทำบนพรมแดง Met Gala: กฎเหล็กของค่ำคืนแฟชั่นที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก

บทความ: เนตรนภา ปะวะคัง ภาพ: Getty Images

งาน Met Gala ไม่ใช่แค่แฟชั่นโชว์ธรรมดา แต่คือค่ำคืนแห่งศิลปะ สไตล์ และความลักชัวรีที่มีการวางกติกาไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อรักษาความพิเศษและความศักดิ์สิทธิ์ของงานไว้ หลายคนอาจเห็นแต่ภาพสวยหรูจากพรมแดง แต่ไม่รู้ว่าเบื้องหลังนั้นมีกฎเหล็กที่แขกทุกคนต้องปฏิบัติตามอย่างไม่มีข้อยกเว้น และนี่คือ “สิ่งต้องห้ามในงาน Met Gala” ที่แม้แต่ดาราระดับเอลิสต์ก็ต้องเคารพ

1. ห้ามใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายรูปภายในงาน
ถึงแม้จะถ่ายรูปได้บนพรมแดง แต่เมื่อเข้าสู่พื้นที่จัดเลี้ยงหรือโซนหลักของงานแล้ว แขกจะถูกห้ามถ่ายภาพโดยเด็ดขาด โดยเฉพาะในห้องจัดดินเนอร์หรือห้องนิทรรศการ เพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้ร่วมงาน และเคารพต่อประสบการณ์ที่พิพิธภัณฑ์ต้องการมอบให้

คิม คาร์เดเชียน เซเลบริตี้และแฟชันไอคอนระดับโลก

2. ห้ามพาแขกมาเองโดยไม่ได้รับเชิญ
แม้จะเป็นเซเลบระดับโลกก็ไม่สามารถพาแฟนหรือเพื่อนมาด้วยได้ หากอีกฝ่ายไม่ได้รับเชิญอย่างเป็นทางการจากแอนนา วินทัวร์ ประธานของงาน Met Gala การพา “บวกหนึ่ง” มาเองถือเป็นเรื่องผิดมารยาทอย่างร้ายแรงสำหรับค่ำคืนอันทรงเกียรตินี้

3. ห้ามเมินธีมของงาน
Met Gala ขึ้นชื่อเรื่องธีมที่เปลี่ยนทุกปี และแขกทุกคนต้องแต่งตัวให้สอดคล้องกับธีมนั้นๆ การไม่ใส่ใจธีมหรือเลือกแต่งตัวเรียบเกินไป จะถูกมองว่าไม่ให้เกียรติงานและไม่เข้าใจเจตนาของค่ำคืนพิเศษนี้ ซึ่งธีมสำหรับปี 2025 นี้ ได้แก่ “Superfine: Tailoring Black Style” โดยมีเดรสโค้ด คือ “Tailored for You”

ซินเธีย เอริโว่ นักแสดงนำจากภาพยนตร์ Wicked: Part One

4. ห้ามเผยเมนูอาหารล่วงหน้า
อาหารใน Met Gala ถูกออกแบบให้เป็นคิวเรเท็ด เอ็กซ์พีเรียนซ์ (Curated experience) หรือประสบการณ์ที่คัดสรรมาเป็นอย่างดี โดยเชฟชื่อดัง แขกจึงไม่ควรโพสต์เมนูล่วงหน้า หรือแสดงความไม่พอใจเกี่ยวกับอาหารบนโซเชียลมีเดีย เพราะจะถือว่าเป็นการไม่ให้เกียรติงานและผู้จัดอย่างแรง

5. ห้ามออกจากงานก่อนเวลาที่เหมาะสม
แม้จะเป็นงานยาวที่เริ่มตั้งแต่ช่วงเย็น แต่การออกจากงานเร็วเกินไปอาจถูกมองว่าไม่ให้ความเคารพต่อพิธีการทั้งหมดของค่ำคืน รวมถึงการเปิดนิทรรศการและการระดมทุนเพื่อ The Costume Institute แห่งพิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโปลิทัน (The Metropolitan Museum of Art หรือ The MET)

แพทริก ชวาร์เซเน็กเกอร์ นักแสดงหลักจากซีรีส์ The White Lotus ซีซันสาม

6. ห้ามเปิดเผยรายชื่อแขกจนกว่างานจะเริ่ม
รายชื่อผู้ร่วมงาน Met Gala ถือเป็นหนึ่งในความลับที่ถูกเก็บไว้อย่างแน่นหนาจนถึงวันงาน เพื่อสร้างความตื่นเต้นและรักษาเอกลักษณ์ของงาน การหลุดรายชื่อก่อนวันจริงจะถูกมองว่าเป็นการละเมิดความลักชัวรีและบรรยากาศของงาน

บทความที่เกี่ยวข้อง:
3 เหตุผลที่เหล่าคนดังอยากเข้าร่วมงาน Met Gala

From the Legendary Chanel N°5 Fragrance to Alluring Jewellery Creations

จากน้ำหอมในตำนานของ Chanel สู่จิลเวลรีคอลเลกชัน N°5 ที่เปล่งประกายเย้ายวน

บทความ: Luxuo Thailand ภาพ: Chanel

กลิ่นหอมในตำนานอย่าง N°5 ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจครั้งใหม่ของ Chanel ในการรังสรรค์ผลงานไฟน์จิลเวลรีอันน่าทึ่ง ด้วยการนำเส้นสายอันบริสุทธิ์ของเพชรมาตีความใหม่อย่างทรงพลังและเปี่ยมด้วยความมั่นใจ เพื่อถ่ายทอดจิตวิญญาณของ N°5 น้ำหอมไอคอนิกผ่านเครื่องประดับที่เปล่งประกายเย้ายวนในทุกมิติ

จุดเริ่มต้นของคอลเลกชั่น N°5 เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 2021 เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 100 ปีของน้ำหอม N°5 ในตำนาน โดยมีสร้อยคอผลงานชิ้นเอก “55.55” ที่ประดับเพชรน้ำงามหนัก 55.55 กะรัต เป็นศูนย์กลางของความงามเหนือกาลเวลา ผลงานชิ้นนี้ได้กลายเป็นมรดกล้ำค่าของ Chanel และยังคงจุดประกายให้เกิดการสร้างสรรค์เครื่องประดับรุ่นใหม่ในธีมเดียวกันอย่างต่อเนื่อง

และในปี ค.ศ. 2025 นี้ ความงดงามของจิลเวลรีคอลเลกชัน N°5 ก็ได้รับการตีความใหม่อีกครั้ง ผ่านผลงานสองชิ้นโดดเด่น ได้แก่ สร้อยคอ Eternal N°5 Diamond Line ที่สามารถปรับเป็นโช้คเกอร์ได้ และสร้อยข้อมือ Eternal N°5 Diamond Line ทั้งคู่มาในตัวเรือนไวท์โกลด์, เบจโกลด์ และเยลโลว์โกลด์ 18K ประดับเพชร เสริมด้วยเวอร์ชันใหม่ของกำไล แหวน และต่างหูข้างเดียว ทั้งหมดในชื่อ Eternal N°5 ทำจากเยลโลว์โกลด์ 18K ประดับเพชร เพื่อสะท้อนเฉดสีทองของน้ำหอมขวดคลาสสิก

ตัวเลข “5” ที่กาเบรียล ชาเนลเลือกใช้ในหลากหลายผลงาน ไม่ว่าจะเป็นน้ำหอมขวดที่ 5 วันเปิดตัวคอลเลกชันโอตกูตูร์ที่มักเป็นวันที่ 5 เดือน 5 หรือกระเป๋า 2.55 ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จ และตัวแทนของหญิงสาวในแบบฉบับของ Chanel ที่ต้องเป็นส่วนหนึ่งของอนาคต เส้นสายกราฟิกของเลข 5 นั้นทั้งเฉียบคมและอ่อนโยน ให้กลิ่นอายของพลังและความเย้ายวนในขณะเดียวกัน

คอลเลกชันนี้ยังโดดเด่นด้วย “5 เอกลักษณ์เฉพาะตัว” ซึ่งถ่ายทอดโดยช่างฝีมือผู้ชำนาญการ ตั้งแต่ หมายเลขนำโชคของกาเบรียลอย่างเลข 5 ที่ตกแต่งด้วยเพชรดุจริบบิ้นแห่งแสงสว่าง ส่วนโค้งที่ประดับด้วยเพชรทรงบริลเลียนท์ฝังด้วยเทคนิคฝังหุ้มบนตัวเรือนอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1932 หยดน้ำประดับเพชรที่สื่อถึงหยดน้ำหอม N°5 ที่แนบชิดผิวกายของผู้สวมใส่ ขอบของเลข 5 ที่เจียระไนให้ตัดเฉียงเพื่อสะท้อนโครงสร้างขวดน้ำหอม และความเปล่งประกายของเพชรที่ตัดกับผิวทองคำบริสุทธิ์อย่างงดงาม

เครื่องประดับจากคอลเลกชัน N°5 จึงไม่ใช่เพียงการยกระดับความงามของน้ำหอม แต่ยังเป็นบทกวีแห่งความหรูหรา ที่ผสานกลิ่นอายของอดีตและความล้ำสมัยไว้ในหนึ่งเดียว สะท้อนจิตวิญญาณของชาเนลได้อย่างชัดเจนและน่าหลงใหล

บทความที่เกี่ยวข้อง:
เจาะดีไซน์รูปทรงเพชรยอดนิยม กับแหวนเพชรและแหวนหมั้นจากแบรนด์หรูระดับโลก
Van Cleef & Arpels Celebrates Spring with the Beauty of Lucky Spring and Frivole

Rolex 2025: New Watches That Redefine Everyday Luxury

ยลโฉมนาฬิการุ่นใหม่จาก Rolex ปี 2025 ที่ควรค่าแก่การครอบครอง

บทความ: เนตรนภา ปะวะคัง ภาพ: Rolex

ทุกการเคลื่อนไหวของ Rolex คือการบอกเล่าถึงวิวัฒนาการแห่งความประณีตที่ไม่หยุดนิ่ง และในปี 2025 แบรนด์ได้นำเสนอเรือนเวลารุ่นใหม่ที่สานต่อจิตวิญญาณของความเที่ยงตรง นวัตกรรม และความสง่างามอย่างไร้กาลเวลา นาฬิการุ่นที่เปิดตัวในปีนี้ต่างสะท้อนความเชี่ยวชาญในการรังสรรค์รายละเอียดระดับสูง ที่พร้อมอวดโฉมบนข้อมือของทั้งนักสะสมและผู้รักความงามที่มีชั้นเชิง

Oyster Perpetual Datejust 31 โฉมใหม่กับหน้าปัดสีแดงออมเบร
รุ่นยอดนิยมตลอดกาลอย่าง Datejust 31 ได้รับการตีความใหม่ มาในตัวเรือนทองคำ 18 กะรัต และหน้าปัดสีแดงออมเบรที่ไล่ระดับสีแดงเพลิงจากศูนย์กลางไปยังขอบหน้าปัดสีดำมืดเล่นแสงและเงาได้อย่างดงาม เพิ่มความเจิดจ้าด้วยเพชรที่ส่องประกายเจิดจ้าตรงตำแหน่งบอกชั่วโมงบนหน้าปัด 10 ตำแหน่ง และเพชรทรงเหลี่ยมเกสร 46 เม็ดที่ขอบตัวเรือน พร้อมสายนาฬิกา President ที่สงวนไว้สำหรับนาฬิกาในตระกูล Day-Date และ Datejust เวอร์ชันที่ทำจากโลหะมีค่าเท่านั้น

Oyster Perpetual Land-Dweller นวัตกรรมใหม่ที่ผสานความสปอร์ตเข้ากับความสง่างาม
Oyster Perpetual Land-Dweller นาฬิการุ่นใหม่ล่าสุดที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อเติมเต็มช่องว่างระหว่างความสปอร์ตและความเรียบหรูในชีวิตประจำวัน หน้าปัดตกแต่งด้วยลวดลายรังผึ้งเซาะร่อง พิเศษสุดกับตัวเลข 6 และ 9 ที่ได้แรงบันดาลใจจากรุ่น Explorer และ Air-King รุ่น 36 ตัวเรือนเป็นเอเวอร์โรสโกลด์ 18 กะรัต ขอบหน้าปัดประดับเพชรสี่เหลี่ยมคางหมู รุ่น 40 ขอบหน้าปัดเป็นเซราโครมสีดำด้าน เสริมลุคกล้าแกร่งและร่วมสมัย มาพร้อมสายนาฬิกาโลหะ Flat Jubilee ในแบบ Integrated Bracelet ต่อยอดจากสาย Jubilee อันเป็นเอกลักษณ์ของรุ่น Datejust ในปี 1945 ขับเคลื่อนด้วยกลไลคาลิเบอร์ 7135 ประสิทธิภาพสูง

Oyster Perpetual 1908 สายใหม่ให้ความหรูหราเต็มขั้น
ภายใต้คอลเลกชัน Perpetual ที่เปิดตัวไปเมื่อสองปีที่แล้ว Rolex ได้ต่อยอดเรือนเวลารุ่น 1908 ตัวเรือนขนาด 39 มม. มาพร้อมหน้าปัดสีขาวเข้ม แต่งผิวซาตินอย่างประณีต ตัวเลข 3, 9, 12 และเครื่องหมายบอกชั่วโมง เข็มและตัวเรือนผลิตจากทองคำ 18 กะรัต ด้วยสายนาฬิกาใหม่แบบ Settimo ผลิตจากทองคำ 18 กะรัตที่สงวนไว้ให้รุ่นนี้โดยเฉพาะ ให้สัมผัสเบาเป็นพิเศษ สวมใส่สบาย และโค้งรับข้อมือได้เป็นอย่างดี ฝาหลังใสโชว์กลไกเฉพาะของรุ่นอย่าง คาลิเบอร์ 7140 ที่มีความเที่ยงตรงสูงและให้พลังงานสำรองถึง 66 ชั่วโมง

Oyster Perpetual เสน่ห์ของสีสันใหม่ที่บอกเล่าความสดใสในแบบ Rolex
คอลเลกชัน Oyster Perpetual ปี 2025 มาในโฉมใหม่ที่เปล่งประกายด้วยหน้าปัดเฉดสีพาสเทลสุดนุ่มนวล ทั้งสีม่วงลาเวนเดอร์ในรุ่น Oyster Perpetual 28 สีเบจแบบเคลือบด้านอันอบอุ่นในรุ่น Oyster Perpetual 36 และสีเขียวพิสตาชิโอแสนสดใสในรุ่น Oyster Perpetual 41 ตัวเรือน Oystersteel ได้รับการออกแบบใหม่ สายนาฬิกา Oyster สวมใส่สบาย มาพร้อม Oysterclasp ที่เพรียวบางขึ้น ขับเคลื่อนด้วยกลไกคาลิเบอร์ 2232 สำหรับรุ่น 28 มม. และกลไกคาลิเบอร์ 3230 สำหรับรุ่น 36 และ 41 มม. นับเป็นเรือนเวลาที่ผสมผสานความสนุกกับความเชื่อมั่นแบบฉบับ Rolex ได้อย่างลงตัว

Oyster Perpetual 41

Oyster Perpetual GMT-Master II รุ่นใหม่ในหน้าปัดเซรามิกพิเศษ
ครั้งแรกของ Rolex กับการนำเสนอหน้าปัดเซรามิกที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงในรุ่น GMT-Master II นาฬิกาไวท์โกลด์ 18 กะรัตที่โดดเด่นด้วยหน้าปัดเซราโครมสีเขียว ล้อมกรอบด้วยขอบสีดำและสีเขียวหมุนได้สองทิศทางที่มีขั้นบอกเวลา 24 ชั่วโมง ตัวเรือน Oyster ขนาด 40 มม. รับประกันการกันน้ำลึกถึง 100 เมตร เพิ่มลูกเล่นด้านการมองเห็นและการใช้งานสำหรับผู้เดินทางข้ามโซนเวลา ถือเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่สะท้อนดีเอ็นเอดั้งเดิมของ Rolex แต่มีความร่วมสมัยแบบเฉียบคม

บทความที่เกี่ยวข้อง:
Omega เผยโฉม Seamaster Planet Ocean Worldtimer รุ่นใหม่ สองสีสุดโดดเด่น
Rolex and Cinema และ Rolex 24 At Daytona สุนทรียะแห่งความเป็นเลิศบนจอเงินและสนามแข่ง

Get Exclusive Connections with LUXUO Thailand
Join us today
Connect!
Close
Join us for exclusive access to Luxuo Thailand's contents and events
Subscribe
close-image