บทความ: World of Watches Thailand ภาพ: Mido
เวลา 8 ปีผ่านไปอย่างรวดเร็วเหลือเชื่อ เรายังจำได้อยู่เลยว่าเราตื่นเต้นเพียงใดกับคุณภาพและราคาของนาฬิกา Ocean Star 200 จาก Mido ที่เราได้เห็นและสัมผัสในงาน Baselworld 2018 โดยที่ในขณะนั้น Mido เลือกใช้ตัวเรือนขนาด 42.5 มม. ในนาฬิการุ่นนี้ซึ่งก็ถือว่าเป็นขนาดชนขอบบนของเรนจ์นาฬิกาขนาดปกติ ยังไม่ถึงกับเรียกว่าโอเวอร์ไซส์ซึ่งจะต้องเป็น 44 มม. ขึ้นไป และในสมัยนั้นย่อมไม่มีใครรู้สึกว่า 42.5 มม. ใหญ่เกินไปอย่างแน่นอน เพราะยังเป็นช่วงปลายของเทรนด์นาฬิกาโอเวอร์ไซส์อยู่

แต่แน่นอนว่าเมื่อเวลาเปลี่ยนแปลง กระแสความนิยมก็จะต้องเปลี่ยนไปเป็นวัฏจักร นาฬิกาขนาดเล็กกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชีย ตามมาด้วยยุโรปซึ่งก็เปิดรับขนาดนาฬิกาที่เล็กลงในระดับปานกลาง จะมีก็เพียงตลาดอเมริกันเท่านั้นที่นาฬิกาขนาดโอเวอร์ไซส์ยังคงเป็นที่นิยมอย่างมากอยู่ แต่ไม่ว่าจะเป็นตลาดใด เราก็ยังต้องแยกแยะอยู่ดีว่าอะไรคือนาฬิกาเดรสที่เน้นความสวยงามและสามารถมีขนาดเล็กกว่าได้ และอะไรคือนาฬิกาสปอร์ตที่ยังคงต้องคำนึงถึงความสมบุกสมบันและความชัดเจนในการอ่านค่าอย่างรวดเร็วอยู่ต่อไป
Mido เองก็น่าจะคิดถึงทุกปัจจัยทางเทคนิคและทางการตลาดเป็นอย่างดีแล้วจนมีการออกนาฬิกา Ocean Star 39 เป็นอีกหนึ่งไลน์ย่อยของคอลเลคชั่น Ocean Star เมื่อปี ค.ศ. 2024 เนื่องในโอกาสครบรอบ 80 ปีของคอลเลคชั่น ด้วยตัวเรือนขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 39 มม. ที่บางเพียง 10.5 มม. ทั้งนี้ก็เพราะว่าใช้เครื่องรุ่นคาลิเบอร์ 72 ที่บางกว่าคาลิเบอร์ 80 (แต่ก็มีกำลังลานสำรองน้อยกว่า 8 ชั่วโมงด้วยเช่นเดียวกัน) World of Watches Thailand เองก็ได้ไปร่วมงานเปิดตัว Ocean Star 39 ที่โซลก่อนที่นาฬิการุ่นนี้จะขายดิบขายดีในตลาดเพราะว่าเป็นขนาดที่ใส่ได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง

แล้วในปีนี้เราก็ได้กลับไปเยือนโซลกับ Mido อีกครั้งเมื่อทางแบรนด์มีการรีเฟรชไลน์ Ocean Star 200 ใหม่เป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปีอย่างที่เกริ่นไว้ข้างต้น โดยมีรายละเอียดที่สำคัญที่สุด คือ การลดขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางตัวเรือนลงจาก 42.5 มม. เป็น 41 มม. เพื่อให้คนที่ข้อมือไม่ใหญ่มากใส่แล้วดูเหมาะกว่าเดิม และก็เพื่อตอบโจทย์เรื่องเทรนด์ด้วยอย่าไม่ต้องสงสัย

เรามองว่า 41 มม. เป็นขนาดที่ดีมากๆ สำหรับ Ocean Star 200 เพราะว่าเดิมตอนที่เป็นขนาด 42.5 มม. นั้นมันก็ใกล้กับขนาด 43.5 มม. ชอง Ocean Star 600 มากเกินความจำเป็นไปจริงๆ และการลดขนาดลงเหลือ 41 มม. นี้ก็ไม่มีผลต่อประสิทธิภาพในการกันน้ำซึ่งยังคงไว้ที่ 200 เมตรแต่อย่างใด เครื่องนาฬิกาที่ใช้ก็ยังคงเป็นแบบขึ้นลานอัตโนมัติรุ่นคาลิเบอร์ 80 ที่มีบาลานซ์สปริงแบบนิวาครอนซึ่งทนทานต่ออิทธิพลของสนามแม่เหล็ก มีกำลังลานสำรอง 80 ชั่วโมง และมีการแสดงค่าวันและวันที่ที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกาเหมือนเดิม




นอกจากขนาดตัวเรือนที่เล็กลงเล็กน้อยแล้ว Ocean Star 200 ก็ยังมีรายละเอียดอื่นๆ ที่ได้รับการปรับปรุงให้คมคายหรือมีประโยชน์ยิ่งขึ้น ได้แก่ พื้นหน้าปัดลายเกรนที่ดูมีราคา หลักชั่วโมงที่ดูมีมิติและเหลี่ยมมุมชัดเจนขึ้นเป็นอย่างมาก ขอบหน้าปัดชั้นในใต้แซฟไฟร์คริสตอลที่มีสเกลนาทีเพื่อความชัดเจนในการอ่านค่าสูงสุด (และช่วยทำให้นาฬิกาดูเรือนเล็กลงอีก ทั้งที่จริงๆ มันไม่ได้เล็กขนาดนั้น) เข็มชั่วโมงและเข็มนาทียังเป็นรูปทรงเดิม ส่วนเข็มวินาทีนั้นมีการเปลี่ยนรูปทรงของสัญลักษณ์ที่ปลายเข็มสีส้มให้ดูใหญ่และชัดเจนขึ้นด้วย


สายนาฬิกาเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไป ถามว่าแข็งแรงขึ้นไหม ก็อาจจะนิดนึง เพราะจากความรู้สึกที่จับเหมือนว่าข้อสายจะดูแน่นขึ้นเล็กน้อย พอดีว่าเราไม่มี Ocean Star 200 รุ่นเก่ามาเทียบกันโดยตรง แต่ที่เปลี่ยนไปอย่างแน่นอนคือข้อกลางของสายที่ตอนนี้เป็นแบบขัดเงา สลับกับชิ้นทางด้านซ้ายและขวาที่เป็นแบบขัดซาตินจึงดูหรูหรากว่ารุ่นเดิม และบานพับของสายเบรซเลทของ Ocean Star 200 ใหม่นี้ก็มาพร้อมกับระบบไมโครแอดจัสเมนท์แล้วด้วย คุณจึงปรับความยาวสายให้สบายข้อมือได้อย่างแน่นอนเวลาที่อากาศร้อน

ปิดท้ายกันด้วยเรื่องสีครับ เพราะว่านอกจากรุ่นสีน้ำเงินที่เป็นฮีโร่และรุ่นสีดำที่ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องมีอยู่แล้ว Mido ยังเพิ่มเติม 2 สีใหม่ที่ไม่เคยทำมาก่อน ได้แก่ รุ่นหน้าปัดสีขาวตัดกับขอบหน้าปัดสีดำและวงแหวนขอบตัวเรือนสีดำ และรุ่นหน้าปัดสีเงิน ขอบหน้าปัดสีเงิน และวงแหวนขอบตัวเรือนสีเงินพร้อมไฮไลท์สีส้มในช่วง 15 นาทีแรกของสเกล เราเองลองมาครบทุกสีแล้วพูดได้เลยว่าเลือกยากจริงๆ เพราะว่าทุกสีก็มีข้อดีและจุดเด่นของมัน ใครอยากได้นาฬิกาดำน้ำสวิสเมดแท้ๆ ในราคามิตรภาพขอเชิญที่เคาน์เตอร์ Mido ใกล้คุณครับเพราะว่าด้วยราคาที่จ่ายแล้วไม่มีทางผิดหวังแน่นอน
