บทความ: World of Watches Thailand ภาพ: Van Cleef & Arpels
คุณสุภาพบุรุษทั้งหลายเห็นบทความนี้แล้วอย่าเพิ่งเลื่อนผ่านไปนะครับ เพราะว่าสิ่งที่ผมกำลังจะเขียนต่อไปนี้อาจถึงขั้นเปลี่ยนความคิดที่คุณมี และทำให้คุณอยากรู้จักกับนาฬิการุ่นผู้ชายของ Van Cleef & Arpels อย่างจริงจังยิ่งขึ้นเหมือนผมเมื่อราว 15 ปีก่อนก็ได้ …

ขณะที่ผมถ่ายรูปนาฬิกาแบรนด์หนึ่งอยู่ในงาน Watches and Wonders Geneva 2026 คนของแบรนด์นั้นก็ชวนผมคุยโดยถามว่านาฬิการุ่นที่ผมประทับใจที่สุดในงานปีนี้คือนาฬิการุ่นอะไรของแบรนด์อะไร และไม่รู้ว่าด้วยความเหนื่อยจากตารางการทำงานหรือความง่วงจากการนอนน้อย ผมจึงลืมสงวนท่าทีหรือทำท่าใช้ความคิดและโพล่งออกไปเลยว่า Van Cleef & Arpels Midnight Jour Nuit Phase de Lune


ณ เวลานั้นผมรู้เลยว่าความตื่นเต้นของผมถูกแสดงออกทางสีหน้าและดวงตาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และเมื่อได้ยินคำตอบเช่นนั้น คนของแบรนด์ดังกล่าวจึงถามต่อว่าทำไมผมจึงเลือกเป็นรุ่นนี้ มันมีความพิเศษอย่างไรบ้าง เขารู้หน้าตานาฬิกาแล้วแต่ยังไม่รู้รายละเอียดของมัน ผมจึงใช้เวลาอีกหลายนาทีในการตอบพร้อมเปิดคลิปที่ผมถ่ายเก็บไว้โพสท์สาธิตการทำงานของนาฬิการุ่นดังกล่าวให้เขาดูก่อนที่จะกลับไปตั้งใจถ่ายนาฬิกาของเขาต่อตามเดิม

แต่นั่นคือคนที่ทำงานให้กับแบรนด์นาฬิกา เขาจึงไม่รู้สึกแปลกใจแม้แต่น้อยที่ Van Cleef & Arpels มีรุ่นสำหรับผู้ชายโดยเฉพาะด้วย ต่างจากฝั่งผู้บริโภคซึ่งส่วนมากเข้าใจว่า Van Cleef & Arpels มีแต่นาฬิกาผู้หญิงเท่านั้น
ในความเป็นจริงแล้ว Van Cleef & Arpels ทำนาฬิกาผู้ชายด้วยเหมือนกัน ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มีมากรุ่นหรือประชาสัมพันธ์อย่างเต็มรูปแบบเหมือนนาฬิกาผู้หญิงก็ตาม อย่างนาฬิการุ่น Lady Arpels Pont des Amoureux อันโด่งดังนั้นเมื่อถึงจุดหนึ่งก็มีรุ่นสำหรับผู้ชายออกมาด้วยในตัวเรือนทรง Midnight และใช้ชื่อรุ่นว่า Midnight Pont des Amoureux แต่ Van Cleef & Arpels ก็แทบจะไม่เคยประชาสัมพันธ์นาฬิการุ่นดังกล่าวเลย ดังนั้นจึงถือเป็นความพิเศษอีกขั้นหนึ่งในปี ค.ศ. 2026 นี้ที่ทางเมซงเลือกชูนาฬิกาผู้ชายให้เป็นดาวเด่นที่สุดในงาน Watches and Wonders Geneva เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

ดาราศาสตร์เป็นหนึ่งในจักรวาลที่สำคัญของ Van Cleef & Arpels ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เรือนเวลาในธีมนี้ซึ่งมีความซับซ้อนที่สุดก็คือ Midnight Planétarium ซึ่งมีหน้าปัดเหมือนท้องฟ้าจำลองที่นำเสนอการโคจรรอบดวงอาทิตย์ของดาวเคราะห์ต่างๆ ในระบบสุริยจักรวาลที่เราสามารถมองเห็นได้จากโลก ได้แก่ ดาวพุธ ดาวศุกร์ ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์ ทั้งหมดโคจรรอบดวงอาทิตย์ที่ความเร็วสมจริง กล่าวคือ ดาวพุธซึ่งอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดนั้นจะใช้เวลาโคจรเพียงแค่ 88 วันต่อ 1 รอบ ในขณะที่ดาวเสาร์ซึ่งอยู่ไกลกว่าดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ บนหน้าปัดนาฬิการุ่นนี้จะใช้เวลาโคจรรอบดวงอาทิตย์ครบ 1 รอบในเวลาราว 29 ปี


สำหรับ Midnight Jour Nuit Phase de Lune ใหม่ในปีนี้ก็มาจากคอลเลคชั่น Poetic Complications เช่นเดียวกันกับ Midnight Planétarium และ Midnight Pont des Amoureux หรือ Lady Arpels Pont des Amoureux และ Lady Arpels Brise d’Été ที่เคยขึ้นปกนิตยสารของเราเมื่อ 2 ปีก่อน คอลเลคชั่น Poetic Complications นี้ถือกำเนิดเมื่อ 20 ปีก่อนพอดีเพื่อฉลองวาระครบรอบ 100 ปีของทางเมซง
Poetic Complications มีแนวทางการประดิษฐ์นาฬิกาที่ไม่เหมือนใครในวงการ กล่าวคือ Van Cleef & Arpels ไม่ได้ทำนาฬิกาที่มีคอมพลิเคชั่นแบบดั้งเดิมอย่างเพอร์เพทชวลคาเลนดาร์หรือตูร์บิยอง แต่กลับมุ่งพัฒนากลไกอันหลักแหลมและมีชีวิตชีวาที่บอกเล่าถึงจักรวาลต่างๆ อันเป็นแรงบันดาลใจของเมซง อย่างเช่นเรื่องราวของดาราศาสตร์ในนาฬิกา Midnight Planétarium ที่ได้กล่าวถึงไปและ Midnight Jour Nuit Phase de Lune จากปกนิตยสารฉบับนี้ของเรา


Midnight Jour Nuit Phase de Lune ใหม่นำเสนอรอบจังหวะแห่งการเปลี่ยนผ่านระหว่างช่วงเวลากลางวันและกลางคืนอย่างตรงไปตรงมาด้วยสัญลักษณ์แทนดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ซึ่งจะหมุนครบ 1 รอบในเวลา 24 ชั่วโมง ตามชื่อ Jour Nuit ซึ่งเป็นคำในภาษาฝรั่งเศสที่หมายถึงกลางวันและกลางคืน และมีแผ่นเปลือกหอยมุกทรงโค้งแกะลายกิโยเช่และลงสีแบบไล่เฉดจากดำไปขาวปิดอยู่ครึ่งด้านล่างของหน้าปัดเพื่อบังดวงอาทิตย์หรือดวงจันทร์ขณะที่เป็นเวลาของอีกดวงหนึ่ง

Van Cleef & Arpels ออกแบบจานหมุนดังกล่าวนี้ให้เป็นแผ่นแก้วอเวนจูรีนสีดำที่แทนห้วงอวกาศมากกว่าที่จะเป็นแค่ท้องฟ้า ดวงอาทิตย์เป็นแผ่นทองที่แกะสลักด้วยเทคนิคกิโยเช่และมีรัศมีสีทองแผ่ออกไปเป็นพื้นที่ราวครึ่งหนึ่งของหน้าปัด ก่อนที่จะเข้าสู่เขตของช่วงเวลากลางคืนที่มีดวงดาวอคริลิคน้อยใหญ่ล้อมรอบช่องทรงกลมที่ทั้งเป็นดวงจันทร์และทั้งทำหน้าที่แสดงค่ามูนเฟสตามชื่อ Phase de Lune ในชื่อรุ่นอย่างแยบยล
หากเป็นวันที่ดวงจันทร์เต็มดวง เราก็จะเห็นเปลือกหอยมุกสีขาวเต็มวงกลมดังกล่าว หากเป็นวันที่เป็นคืนเดือนมืด เราก็จะเห็นแต่แก้วอเวนจูรีนสีดำและดวงดาว ส่วนช่วงวันอื่นๆ นั้นเราก็จะเห็นการคาบเกี่ยวกันระหว่างเปลือกหอยมุกสีขาวและแก้วอเวนจูรีนสีดำตามอายุของดวงจันทร์จริงเหมือนที่ตาเห็นบนท้องฟ้า
จานแก้วอเวนจูรีนสีดำชั้นบนและจานเปลือกหอยมุกสีขาวชั้นล่างนั้นต่างหมุนไปข้างหน้าเหมือนกันแต่ในจังหวะความเร็วที่ไม่เท่ากัน โดยจานแก้วอเวนจูรีนสีดำที่อยู่ข้างบนจะหมุนครบ 1 รอบในเวลา 24 ชั่วโมงเหมือนวันตามนาฬิกาปกติ แต่จานเปลือกหอยมุกสีขาวที่อยู่ข้างล่างจะหมุนครบ 1 รอบในเวลา 24 ชั่วโมง 16 นาที 27 วินาที ทำให้รูปทรงของดวงจันทร์ตรงช่องมูนเฟสค่อยๆ เปลี่ยนไปวันละเล็กน้อยตามความเป็นจริงของรอบเดือนจันทรคติซึ่งมีความยาวเดือนละ 29.5 วันปฏิทิน

และหากคุณต้องการดูมูนเฟสในช่วงเวลากลางวันที่ดวงจันทร์หลบอยู่ครึ่งล่างของหน้าปัดก็เพียงกดปุ่มที่ตำแหน่ง 8 นาฬิกาบนตัวเรือนแล้ว จานหมุนทั้งคู่นี้จะหมุน 360 องศาทันทีในเวลาราว 10 วินาทีเพื่อให้คุณได้เห็นมูนเฟสอย่างรวดเร็ว คุณจะกดสั่งให้กลไกออโตมาตอนนี้ทำงานกี่ครั้งก็ได้โดยไม่สิ้นเปลืองพลังงานสำรอง 36 ชั่วโมงของเครื่องแบบขึ้นลานอัตโนมัติด้วยไมโครโรเตอร์ของนาฬิการุ่นนี้เลยเพราะว่าการทำงานของออโตมาตอนในแต่ละครั้งนั้นใช้พลังจากชุดสปริงที่ได้รับการเติมแรงทุกครั้งที่คุณกดปุ่มที่ตำแหน่ง 8 นาฬิกานั่นเอง
ความพิเศษทั้งหมดนี้เป็นผลสำเร็จจากการวิจัยและพัฒนานานถึง 4 ปี และถูกบรรจุอยู่ในตัวเรือนทรง Midnight วัสดุไวท์โกลด์ขนาด 42 มม. ที่ไม่ได้หนาเกินความจำเป็นจึงสวมใส่บนข้อมือได้อย่างสง่างามบนสายหนังจระเข้สีดำ
นาฬิกา Midnight รุ่นใหม่อีกรุ่นหนึ่งของปีนี้มีชื่อว่า Midnight Heure d’ici & Heure d’ailleurs และเป็นนาฬิกาที่บอกเวลาพร้อมกัน 2 ประเทศเหมือนชื่อรุ่นภาษาฝรั่งเศสซึ่งแปลว่า “เวลาที่นี่และเวลาอีกที่หนึ่ง” โดยเป็นนาฬิกาโรสโกลด์ขนาด 38 มม. จึงใส่ได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิงตามความชอบและความถนัดของแต่ละคน

ฟังก์ชั่นบอกเวลาพร้อมกัน 2 ประเทศนี้ประกอบด้วยหน้าต่างจั๊มปิ้งอาวที่ตำแหน่ง 11 และ 5 นาฬิกาสำหรับเวลาที่นี่และเวลาอีกที่หนึ่งตามลำดับ อ่านค่าประกอบกับเข็มนาทีแบบเรโทรเกรดที่กวาดจากด้านล่างขึ้นบนทางด้านซ้ายของหน้าปัดนาฬิกาซึ่งจะดีดกลับมายังตำแหน่งเริ่มต้นอีกครั้งเมื่อขึ้นชั่วโมงใหม่
อย่างในภาพตัวอย่างในบทความนี้จะเห็นว่ารูปแรกทางด้านซ้ายนั้นนาฬิกาแสดงค่าเวลา 09.30 น. สำหรับไทม์โซนที่เจ้าของนาฬิกาอยู่และ 03.30 น. สำหรับไทม์โซนของอีกประเทศหนึ่ง และรูปที่สองทางด้านขวานั้นเวลา 12.00 น. และ 06.00 น. สำหรับทั้งสองไทม์โซนตามลำดับ จึงเหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีคนรักหรือสมาชิกคนใกล้ชิดในครอบครัวอาศัยอยู่ในต่างประเทศ หรือคนที่เดินทางไปยังที่ต่างในโลกเองอยู่บ่อยครั้ง


นี่ไม่ใช่ฟังก์ชั่นหรือการแสดงค่าแบบใหม่เพราะว่า Van Cleef & Arpels มีใช้มานานแล้วในตัวเรือนทรง Pierre Arpels เรียกชื่อรุ่นว่า Pierre Arpels Heure d’ici & Heure d’ailleurs แต่มีการปรับปรุงเครื่องนาฬิกาแบบขึ้นลานอัตโนมัติกลไกไมโครโรเตอร์ใหม่ให้มีขนาดเล็กลงจนสามารถอยู่ภายในตัวเรือนขนาด 38 มม. ได้ จากเดิมที่มีขนาด 42 มม. ทั้งยังเพิ่มกำลังลานสำรองจาก 48 เป็น 65 ชั่วโมงได้อย่างเหลือเชื่อ
นอกจากเรื่องของฟังก์ชั่นการใช้งานแล้วหน้าปัดของ Midnight Heure d’ici & Heure d’ailleurs ก็เป็นอีกจุดขายสำคัญ เพราะว่า Van Cleef & Arpels เลือกใช้วัสดุเอนาเมลสีน้ำตาลอำพันที่ดูเข้ากับโทนสีอบอุ่นของตัวเรือนวัสดุโรสโกลด์ได้เป็นอย่างดี เวลาที่ส่องใต้แสงที่มีความสว่างและทำมุมแตกต่างกันก็จะเห็นลวดลายที่พิมพ์นูนอยู่ด้านบนแผ่นพื้นหน้าปัดทองขัดเงาอย่างชัดเจน ทั้งบริเวณวงกลมตรงกลางหน้าปัดซึ่งมีลายสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดและวงแหวนที่เป็นรัศมีบริเวณรอบนอก ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของช่างฝีมือประจำเวิร์คช็อปที่เจนีวาของ Van Cleef & Arpels ที่สามารถนำเทคนิคที่ใช้ในการผลิตแก้วมาผสานกับงานเอนาเมลได้อย่างลงตัว

ทางด้านนาฬิกาผู้หญิงนั้นภายในงาน Watches and Wonders Geneva ปีนี้ Van Cleef & Arpels มีนาฬิกาใหม่ในกลุ่ม Extraordinary Dials จำนวน 2 รุ่น ได้แก่ Lady Rencontre Céleste และ Lady Retrouvailles Célestes ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของเรื่องราวแห่งความรักอันเป็นจุดเริ่มต้นของการกำเนิดเมซง Van Cleef & Arpels
Extraordinary Dials คือชื่อคอลเลคชั่นนาฬิกาที่ Van Cleef & Arpels สงวนไว้สำหรับเรือนเวลาที่ทางเมซงบรรจงสร้างสรรค์ด้วยงานศิลป์แบบดั้งเดิมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงานเอนาเมล งานแกะสลัก งานวาดภาพขนาดเล็ก และแน่นอนว่าจะขาดการประดับเพชรและอัญมณีต่างๆ ไปไม่ได้เลย โดยเทคนิคทั้งหมดที่เลือกใช้จะต้องสอดประสานกันเพื่อบอกเล่าเรื่องราวตามคอนเซปท์ของนาฬิการุ่นนั้นๆ อย่างมีชีวิตชีวา
หน้าปัดของนาฬิกา Lady Rencontre Céleste และ Lady Retrouvailles Célestes มีตัวละครสำคัญคือเวก้าซึ่งเป็นตัวแทนของหญิงสาวและอัลแตร์ซึ่งเป็นตัวแทนของชายหนุ่ม ตามตำนานนั้นทั้งสองคือดวงดาวที่อยู่ห่างกันแสนไกล และจะโคจรมาพบกันเพียงแค่ปีละครั้งเท่านั้น

Lady Rencontre Céleste นำเสนอหน้าปัดเฉดน้ำเงินในตัวเรือนไวท์โกลด์ บนหน้าปัดมีการแกะสลักไวท์โกลด์เป็นภาพอัลแตร์และเวก้ากำลังกุมมือกัน ท่ามกลางมวลหมู่เมฆโปร่งแสงที่รังสรรค์ด้วยเทคนิคพลิคอาจูร์เอนาเมลพร้อมประดับเพชรน้อยใหญ่ตามจุดต่างๆ ทั้งหมดดูเหมือนลอยอยู่เหนือฉากหลังที่มีมิติและระดับชั้นด้วยการใช้องค์ประกอบที่มีเทคนิคต่างๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นชองเลอเว่เอนาเมล กริซายล์เอนาเมลและการวาดภาพขนาดเล็กประกอบ

ส่วนทางด้าน Lady Retrouvailles Célestes นั้นก็ใช้เทคนิคงานศิลป์ต่างๆ นี้เช่นเดียวกัน จะต่างก็ตรงที่การนำเสนอเฉดสีชมพูและสีม่วงในตัวเรือนโรสโกลด์ และฉากบนหน้าปัดที่แสดงภาพของเวก้าและอัลแตร์ที่เอื้อมมือเข้าหากันจากทางด้านซ้ายและขวา โดยมีหมู่นกไวท์โกลด์ทำหน้าที่เป็นสะพานทอดถึงกันเพื่อรอวันที่ทั้งสองจะได้พบกันอีกครั้งหนึ่ง
นาฬิกาชวนฝันคู่นี้มีขนาด 33 มม. เท่ากัน ทำงานด้วยเครื่องนาฬิกาแบบไขลานรุ่นคาลิเบอร์ Q474 ซึ่งมีกำลังลานสำรอง 36 ชั่วโมง สวมใส่ด้วยสายหนังจระเข้แบบผิวเงาที่มีสีตรงกันกับหน้าปัด และผลิตเป็นจำนวนจำกัดเพียงรุ่นละ 8 เรือนเท่านั้น
เรื่องราวทั้งหลายที่ Van Cleef & Arpels บอกเล่านั้น เมื่อเรามาคิดดูดีๆ แล้วว่าจะเห็นว่าไม่ควรต้องมีกรอบเรื่องเพศมาตีครอบไว้ เพราะไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็ย่อมมีความรักและความฝันได้ และเมื่อเป็นมนุษย์แล้วก็ย่อมสนใจในสิ่งต่างๆ รอบตัว ทั้งธรรมชาติที่อยู่บนแผ่นดินโลกและที่ดวงดาราที่อยู่ไกลออกไปในฟากฟ้าเฉกเช่นเดียวกัน หากคุณผู้อ่านเริ่มรู้สึกเคลิ้มตามเรื่องราวและภาพทั้งหมดที่เรานำเสนอในบทความจากปกนี้แล้วก็ลองไปเยือนบูติคของ Van Cleef & Arpels ต่อไปนะครับ แล้วคุณจะได้สัมผัสถึงปรัชญา Poetry of Time ที่แตกต่างและความซับซ้อนของกลไกในสไตล์ที่ไม่เหมือนใครของเมซงที่มีจุดยืนชัดเจนมากๆ เมซงนี้ครับ
