Longines รีเฟรชคอลเลคชั่น HydroConquest ครั้งใหญ่แต่ไม่ลืมมอบความคุ้มค่าเต็มพิกัดเหมือนเดิม  

Share this article

บทความ: World of Watches Thailand ภาพ: Longines 

คุณผู้อ่านเชื่อไหมครับว่าในยุคหนึ่งของบ้านเรานั้น นาฬิกาดำน้ำเคยถูกใช้เป็นเกณฑ์หลักเกณฑ์หนึ่งในการวัดคุณภาพการผลิตของแบรนด์เลยทีเดียว เพราะนาฬิกาประเภทนี้จำเป็นต้องมีความทนทานต่อทุกสภาวะแวดล้อม และยังต้องสามารถแสดงค่าเวลาได้อย่างชัดเจน จึงกลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ใช้นาฬิกาแบบสมบุกสมบันหรือใช้งานกลางแจ้ง แม้ว่าจะไม่ได้ใส่ดำน้ำจริงๆ ก็ตาม 

สำหรับ Longines นั้นก็มีนาฬิกาดำน้ำรูปแบบต่างๆ มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1958 และในยุคสมัยปัจจุบันก็มีคอลเลคชั่นนาฬิกาดำน้ำระดับความลึก 300 เมตรในชื่อ HydroConquest ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2007 ซึ่งในช่วงเริ่มแรกนั้นเราเองก็ยังไม่ได้ให้ความสนใจอะไรกับคอลเลคชั่นนี้มากนัก จนกระทั่งมีการรีเฟรชครั้งใหญ่เป็น HydroConquest เจนเนอเรชั่นที่ 2 ในปี ค.ศ. 2018 ซึ่งมาพร้อมกับวงแหวนขอบตัวเรือนวัสดุเซรามิกในราคาเรือนละไม่ถึง 60,000 บาท ดังนั้นเมื่อคำนึงถึงชื่อชั้นหรือภาพลักษณ์ของแบรนด์และปัจจัยอื่นๆ ประกอบแล้วจึงทำให้ HydroConquest เป็นนาฬิกาดำน้ำสวิสที่น่าสนใจที่สุดในระดับราคา 50,001-100,000 บาทไปโดยปริยาย

และในปีนี้ Longines ก็ยังคงยึดมั่นในหลักการแห่งความคุ้มค่าดังกล่าวด้วยการเปิดตัว HydroConquest เจนเนอเรชั่นที่ 3 พร้อมกันเป็นชุด 2 ขนาดให้คุณเลือกตามความชอบ คือ 39 มม. และ 42 มม. และยังตั้งราคาทั้ง 2 ขนาดนี้ไว้เท่ากันเลยด้วย คือ 72,200 บาทสำหรับรุ่นสายเบรซเลทแบบปกติ และ 76,100 บาทสำหรับรุ่นสายเบรซเลทแบบเมช โดยสายทั้ง 2 ประเภทนี้มีบานพับแบบปลดล็อคด้วยปุ่มกดคู่ทางด้านซ้ายและขวา และภายในก็มีระบบปรับความยาวสายแบบเป็นสเตป 4 จังหวะซ่อนอยู่ คุณสามารถเลือกใช้แทนครึ่งข้อเพื่อความกระชับพอดีข้อมือแบบ 100% หรือใช้ขยายสายเพื่อความสบายเมื่ออากาศร้อนระหว่างวันได้ตามความต้องการ 

รายละเอียดการออกแบบหน้าปัดที่ทำให้ HydroConquest รุ่นปี ค.ศ. 2026 ดูแตกต่างจากรุ่นปี ค.ศ. 2018 อย่างชัดเจนคือหลักชั่วโมงซึ่งปัจจุบันจะไม่มีตัวเลขอารบิกที่ตำแหน่ง 12, 6 และ 9 แล้ว และหลักชั่วโมงอื่นๆ ที่เคยเป็นทรงกลมนั้นก็เปลี่ยนเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า นาฬิกาจึงดูคมคายยิ่งขึ้น อีกจุดหนึ่งที่เห็นได้ชัดพอสมควรก็คือเม็ดมะยมที่มีขนาดเล็กลง ทำให้บ่าป้องกันเม็ดมะยมเพรียวลงด้วย ซึ่งรายละเอียดทั้งหมดนี้ทำให้ HydroConquest ใหม่ใส่กับเสื้อผ้าทำงานได้อย่างลงตัวยิ่งขึ้นหากเป็นรุ่นสายเบรซเลทแบบธรรมดา ส่วนรุ่นที่เป็นสายเบรซเลทแบบเมชนั้นก็ยังคงดูแคชวลหรือลำลองเป็นหลักอยู่ดี 

นอกจากนี้ก็ยังมีรายละเอียดที่ไม่อาจมองเห็นได้จากภายนอก เช่น กลไกภายในที่ควบคุมการหมุนขอบตัวเรือนซึ่ง Longines บอกว่าเป็นแบบเดียวกันกับที่ประสบความสำเร็จในนาฬิการุ่น Ultra-Chron Diver มาแล้วแต่ไม่ได้ขยายความอะไรมากตรงจุดนี้ และอีกหนึ่งการปรับปรุงที่จะทำให้คุ้มค่ากับราคาที่เพิ่มขึ้นมาจาก HydroConquest เจนเนอเรชั่นที่แล้วก็คือบาลานซ์สปริงของเครื่องนาฬิกาแบบขึ้นลานอัตโนมัติรุ่นคาลิเบอร์ L888.5 ที่ผลิตจากวัสดุซิลิคอนจึงทนทานต่ออิทธิพลของสนามแม่เหล็กมากกว่าเครื่องรุ่นคาลิเบอร์ L888 เดิมในระดับหนึ่ง และยังคงมีกำลังลานสำรองยาวนานถึง 72 ชั่วโมงเหมือนเดิม 

Longines HydroConquest รุ่นปี ค.ศ. 2026 มีคู่สีและสายให้เลือกทั้งหมด 6 รูปแบบมาตรฐานด้วยกัน ได้แก่ รุ่นหน้าปัดแลคเกอร์สีดำกับวงแหวนขอบตัวเรือนสีดำและสายเบรซเลทแบบธรรมดา รุ่นหน้าปัดแลคเกอร์สีดำกับวงแหวนขอบตัวเรือนสีเทาและสายเบรซเลทแบบเมช รุ่นหน้าปัดแลคเกอร์สีดำกับวงแหวนขอบตัวเรือนสีน้ำเงินสว่างและสายเบรซเลทแบบเมช รุ่นหน้าปัดแลคเกอร์สีเขียวกับวงแหวนขอบตัวเรือนสีเขียวและสายเบรซเลทแบบธรรมดา รุ่นหน้าปัดแลคเกอร์สีน้ำเงินเข้มกับวงแหวนขอบตัวเรือนสีน้ำเงินเข้มและสายเบรซเลทแบบธรรมดา และ รุ่นหน้าปัดซันเรย์สีฟ้ากับวงแหวนขอบตัวเรือนสีดำและสายเบรซเลทแบบเมช โดยที่ทุกสีจะมีตัวเรือนขนาด 39 และ 42 มม. ให้เลือกตามความชอบของผู้ซื้อ

นอกจากนี้ก็ยังมี HydroConquest รุ่นพิเศษอีก 2 รุ่น ได้แก่ รุ่นที่จะจำหน่ายผ่านบูติคอย่างเป็นทางการและช่องทางอีคอมเมิร์ซของ Longines เองเท่านั้น หน้าปัดเป็นแบบซันเรย์สีฟ้ากับวงแหวนขอบตัวเรือนสีน้ำเงินเข้มและสายเบรซเลทแบบธรรมดา มีทั้งรุ่นขนาด 39 และ 42 มม. ซึ่งจะผลิตแบบไม่มีการจำกัดจำนวน 

และอีกรุ่นพิเศษคือ HydroConquest Commonwealth Games ซึ่งผลิตออกมาเนื่องในโอกาสการแข่งขันกีฬาเครือจักรภพซึ่งมีขึ้นทุก 4 ปี เป็นขนาด 39 และ 42 มม. ขนาดละ 2,026 เรือนเท่านั้น หน้าปัดแลคเกอร์มีการไล่สีจากเขียวทีลบริเวณตรงกลางออกไปเป็นสีดำบริเวณรอบนอก พิมพ์ชื่อรุ่น HydroConquest และทำปลายเข็มวินาทีเป็นสีม่วง ซึ่งทั้งสองสีนี้เป็นสีประจำการแข่งขันของปีนี้มีซึ่งมีกำหนดที่จะแข่งที่เมืองกลาสโกว์แห่งสก็อตแลนด์ระหว่างวันที่ 23 กรกฎาคมถึงวันที่ 2 สิงหาคม โดยมี Longines เป็นผู้จับเวลาอย่างเป็นทางการ 

นาฬิการุ่นสุดท้ายที่เราจะนำเสนอในบทความนี้ไม่ได้อยู่ในคอลเลคชั่น HydroConquest ก็จริง แต่ก็มีส่วนในการสร้างชื่อเสียงในด้านการผลิตนาฬิกาดำน้ำให้กับ Longines ตั้งแต่เริ่มแรกจนกลายเป็นตำนานในที่สุด นั่นก็คือ Legend Diver 59 ซึ่งถอดแบบมาจากเรือนดั้งเดิมในปี ค.ศ. 1959 และได้ถูกนำเสนออยู่ภายใต้กลุ่ม Heritage 

Legend Diver 59 ตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 42 มม. กันน้ำ 300 เมตรนี้นำเสนอดีไซน์แบบวินเทจด้วยคุณภาพงานผลิตแบบโมเดิร์น ความโดดเด่นอยู่ที่การมี 2 เม็ดมะยม โดยเม็ดล่างใช้เพื่อการตั้งเวลาตามปกติ และเม็ดบนใช้ควบคุมวงแหวนขอบตัวเรือนที่ฝังตัวอยู่ใต้แซฟไฟร์คริสตอลเพื่อป้องกันไม่ให้คลาดเคลื่อนจากการกระทบกระทั่งภายนอก อ่านค่าชัดเจนด้วยสารเรืองแสงสีเบจอ่อนๆ บนเข็มบอกเวลาที่ดูตัดกับพื้นหลังลายเกรนสีดำ ประกอบกับการเคลือบสารป้องกันแสงสะท้อนหลายชั้นทั้งทางด้านในและด้านนอกของแซฟไฟร์คริสตอลทรงโดม 

สายนาฬิกาเป็นเบรซเลทแบบเมชที่เข้ากับกลิ่นอายของความเรโทรในภาพรวมได้เป็นอย่างดี พร้อมบานพับแบบสองทบที่มีระบบปรับความยาวสายในตัว หรือเปลี่ยนเป็นสายยางสไตล์ทรอปปิกสีดำที่ให้มาพร้อมกันในชุดก็ย่อมได้ ภายในทำงานด้วยเครื่องแบบขึ้นลานอัตโนมัติรุ่นคาลิเบอร์ L888.6 ซึ่งไม่เพียงมีกำลังลานสำรอง 72 ชั่วโมง แต่ยังผ่านการทดสอบและรับรองความเที่ยงตรงระดับโครโนมิเตอร์โดย COSC ด้วย คุณจึงมั่นใจได้ในความเที่ยงตรงภายในเกณฑ์ +6/-4 วินาทีต่อวัน 

ดังนั้นไม่ว่าคุณกำลังมองหานาฬิกาดำน้ำเพื่อตอบโจทย์การใช้งานจริงหรือเพื่อเสริมไลฟ์สไตล์ในวันทำงานและวันหยุด Longines ก็มีตัวเลือกที่หลากหลายและครอบคลุม ในระดับราคาที่คุ้มค่าแบบหาที่ติไม่ได้อย่างแน่นอน