Words: World of Watches Thailand
Photos: Cartier
กองบรรณาธิการของเราดีใจทุกครั้งที่ได้เห็นว่าความนิยมนาฬิกา Cartier ในตลาดไทยโดยเฉพาะรุ่นผู้ชายนั้นปรับตัวสูงขึ้นมากเมื่อเทียบกับช่วงเวลาราว 10 หรือ 15 ปีก่อน ปรากฏการณ์นี้สะท้อนถึงสองสิ่ง ประการแรกคือการที่ผู้ซื้อนาฬิกาชาวไทยมีความรู้ความเข้าใจในเรือนเวลาสไตล์ต่างๆ และที่มาที่ไปของแบรนด์นาฬิกามากขึ้น และประการที่สองคือความสามารถของ Cartier เองในการนำจุดเด่นของแบรนด์มานำเสนอและขายให้กับวงการได้อย่างต่อเนื่องเช่นกัน

Cartier เป็นแบรนด์ที่ไม่เคยหลงทาง ผลิตภัณฑ์นาฬิกาของ Cartier ตอบโจทย์ความต้องการของแต่ละยุคสมัยได้เป็นอย่างดี อย่างในช่วงที่ผู้ซื้อเรียกร้องหากลไกที่ซับซ้อน Cartier ก็นำเสนอนาฬิกาตูร์บิยองและนาฬิกามินิทรีพีทเตอร์ลักษณะต่างๆ แล้วก็ยังมีนาฬิกามิสตีเรียสที่บอกเวลาด้วยเข็มที่ดูราวกับลอยอยู่กลางอากาศซึ่งเป็นความพิเศษหนึ่งของแบรนด์ จากนั้นในช่วงเวลาราว 5-6 ปีมานี้ Cartier ก็หันมาชูจุดแข็งเรื่องการออกแบบตัวเรือนรูปทรงต่างๆ ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ถึงระดับที่เพียงมองเห็นแค่ซิลูเอทก็รู้แล้วว่าเป็นนาฬิกาแบรนด์อะไร

ปีนี้ก็เป็นอีกปีหนึ่งที่ Cartier ใช้งาน Watches and Wonders Geneva เพื่อเป็นเวทีในการนำเสนอผลงานรุ่นใหม่ๆ ให้คนรักนาฬิกาทั่วโลกได้เห็น และก็เป็นอีกปีหนึ่งเช่นกันที่เราใช้เวลาอยู่กับ Cartier นานกว่าแบรนด์ส่วนมาก เพราะบูธของเขานั้นเป็นเหมือนนิทรรศการหรือพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อมๆ ที่บอกเล่าถึงต้นกำเนิดของแต่ละดีไซน์ได้เป็นอย่างดี

นาฬิกา Cartier รุ่นใหม่ที่เน้นรูปทรงเป็นพิเศษในปีนี้แบ่งเป็น 2 ชุดหลัก ได้แก่ Cartier Privé – Les Opus ชุดที่ 10 และ Cartier Privé – La Collection ชุดที่ 1 ซึ่งต่างก็ประกอบด้วยนาฬิกาจำนวนทั้งหมด 3 รุ่นด้วยกัน
Cartier Privé – Les Opus เป็นกลุ่มนาฬิการุ่นพิเศษที่เน้นการนำดีไซน์ดั้งเดิมของ Cartier เองมาตีความใหม่ในรูปแบบร่วมสมัย เปิดตัวเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 2015 และในปีนี้ประกอบด้วยนาฬิกาที่มีรูปลักษณ์แตกต่างกันอย่างยิ่ง 3 รุ่น ได้แก่ Tortue Chronographe Monopoussoir ตัวเรือนแพลทตินัมขนาด 43.7 x 34.8 มม. หน้าปัดเป็นสีโอปอลีนเงินตกแต่งด้วยดีเทลต่างๆ สีเบอร์กันดีเหมือนสายหนังจระเข้ผิวกึ่งด้าน ทำงานด้วยเครื่องนาฬิกาโครโนกราฟแบบไขลานรุ่นคาลิเบอร์ 1928 MC

รุ่นที่สอง คือ Tank Normale ตัวเรือนแพลทตินัมขนาด 32.6 x 25.7 มม. ที่สวมใส่ด้วยสายเบรซเลทแบบข้อ 7 แถวที่ผลิตด้วยวัสดุแพลทตินัมเช่นเดียวกัน (ยกเว้นเพียงบานพับที่ต้องผลิตด้วยไวท์โกลด์) หน้าปัดเป็นสีโอปอลีนเงินและตกแต่งด้วยดีเทลสีเบอร์กันดีเหมือนกับรุ่นแรก แต่ว่าเป็นนาฬิกาแบบสองเข็มที่เน้นการบอกเวลาเพียงอย่างเดียว และทำงานด้วยเครื่องนาฬิกาแบบไขลาน

สำหรับรุ่นที่ 3 ที่น่าจะสะดุดตาผู้คนมากที่สุดก็คือ Crash Squelette ตัวเรือนแพลทตินัมขนาด 45.34 x 25.18 มม. นาฬิการุ่นนี้ไม่มีหน้าปัด แต่ว่าเครื่องนาฬิกาแบบไขลานรุ่นคาลิเบอร์ 1967 MC ที่ใช้นั้นได้รับการออกแบบในสไตล์สเกเลตั้นให้บริดจ์ต่างๆ มีรูปทรงเหมือนตัวเลขโรมันที่บิดไปตามแนวโค้งของตัวเรือนอย่างน่าชม พร้อมตกแต่งพื้นผิวบริเวณโครงสร้างหลักของตัวเครื่องด้วยเทคนิคแฮมเมอริ่งด้วยมือเพื่อให้ดูแตกต่างจากบริเวณที่เป็นตัวเลขอย่างชัดเจน โดย Crash Squelette นี้จะแตกต่างจาก 2 รุ่นก่อนหน้าตรงที่เป็นลิมิเต็ดเอดิชั่นที่จำกัดจำนวนการผลิตไว้ที่ 150 เรือนเท่านั้น


และเนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปีของ Cartier Privé ทางแบรนด์จึงได้ริเริ่มนาฬิกาในระดับ Cartier Privé – La Collection ขึ้นมาเพิ่มเติมเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ ในชุดของปีแรกครั้งนี้มีเรือนเวลาวัสดุเยลโลว์โกลด์ใน 3 รูปทรงที่ต่างกัน ได้แก่ รุ่น Tank Normale ขนาด 37 x 28.65 มม. หน้าปัดสีทองลายซาตินแนวนอน ตัวเลขโรมันสีดำ รุ่น Tank Cintrée ขนาด 23 x 46.3 มม. หน้าปัดสีโอปอลีนทอง ตัวเลขโรมันสีเทา และ รุ่น Cloche de Cartier ขนาด 32.6 x 25.7 มม. หน้าปัดสีทองลายเกรน ทั้ง 3 รุ่นสวมใส่ด้วยสายหนังจระเข้สีเทาผิวกึ่งด้าน และทำงานด้วยเครื่องไขลานตามสไตล์คลาสสิกอย่างที่ควรจะเป็น

นาฬิกา Cartier แต่ละรุ่น แต่ละยุค แต่ละสมัยนั้นก็มีเรื่องราวเบื้องหลังมากมาย บ้างก็บอกเล่าต่อกันไปมาจนถูกปรุงแต่งกันไปไกล อย่างเช่นต้นกำเนิดที่แท้จริงของตัวเรือนรูปทรง Crash เป็นต้น ซึ่งเราจะได้ไปค้นคว้า หาข้อเท็จจริงมานำเสนออย่างครบถ้วนและสมบูรณ์อีกครั้งหนึ่ง เพื่อประโยชน์ของคุณผู้อ่านทุกคนครับ
