Home Blog Page 18

What Old Money Hair Looks Like in 2025

เทรนด์สีผม Old Money ปี 2025 หรูหรา เรียบง่าย และเหนือกาลเวลา

บทความ: เนตรนภา ปะวะคัง ภาพ: Instagram of sofiagrainge, lilyjcollins, princeandprincessofwales

แม้แฟชั่นจะหมุนเร็วขึ้นทุกวัน เทรนด์บางอย่างกลับยืนหยัดอย่างมั่นคง เช่นเดียวกับ เทรนด์สีผม Old Money ปี 2025 ที่ยังคงได้รับความนิยมไม่เพียงแต่ในหมู่แฟชั่นนิสต้าและเซเลบริตี้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงคนทั่วไปที่หลงใหลในความงามแบบเรียบหรูเหนือกาลเวลาด้วย หากคุณวางแผนเปลี่ยนสีผมในปีนี้ และอยากได้ลุคที่ดูแพงแบบไม่ต้องพยายาม ลองปรึกษาช่างทำผมมืออาชีพเพื่อเลือกเฉดสีที่เหมาะกับโทนผิวและไลฟ์สไตล์ของคุณจาก เทรนด์สีผม Old Money เหล่านี้ดู

Soft Brunette: น้ำตาลธรรมชาติที่ดูสุขภาพดี
หนึ่งในโทนสีผมที่สะท้อนลุค Old Money ได้ชัดเจนที่สุดคือ ซอฟต์บรูเน็ตต์ (Soft Brunette) หรือน้ำตาลธรรมชาติแบบอบอุ่น ไม่เข้มหรือสว่างเกินไป ให้ความรู้สึก “ไม่ได้ตั้งใจแต่ก็สวย” ซึ่งเจ้าหญิงเคทแห่งเวลส์คือไอคอนของลุคนี้ ขณะที่เฮลีย์ บีเบอร์ก็หันกลับมาใช้โทนนี้บ่อยขึ้นในช่วงหลัง เพื่อเสริมความหรูหราแบบ understated หรือน้อยแต่มาก


Honey Blonde: ความอบอุ่นแบบผู้ดีอเมริกัน
สำหรับผู้ที่ชื่นชอบโทนสีสว่างแบบไม่ดูแฟชั่นจ๋า สีผม ฮันนี บลอนด์ (Honey Blonde) คือคำตอบ สีทองนุ่มที่ไม่ได้สว่างเกินไปจนดูประดิษฐ์ แต่ให้ลุคอ่อนโยน มีชีวิตชีวาในแบบคุณหนูผู้ดี เกวนเนธ พัลโทรว์ คือตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของผู้หญิงที่รักษาภาพลักษณ์สง่างามด้วยสีผมบลอนด์นวลๆ อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ โซเฟีย ริชชี เกรนจ์ เจ้าแม่ลุค Old Money คนล่าสุด ก็เลือกใช้สีนี้เพื่อเสริมลุคเรียบหรูที่เป็นธรรมชาติและเข้ากับแฟชั่นมินิมอลในแบบของเธอได้อย่างลงตัว


Espresso Brown: เข้มแบบคลาสสิก
หากต้องการความมั่นใจ และลุคที่ทรงพลัง เอสเปรสโซ บราวน์ (Espresso Brown) หรือสีน้ำตาลเข้มเกือบดำคือหนึ่งในตัวเลือกยอดนิยม สีนี้ให้ภาพลักษณ์ของความมั่นคง สุขุม และน่าค้นหา ดังเช่น เมแกน มาร์เคิล คือนิยามของลุคนี้ที่สมบูรณ์แบบ เธอมักปรากฏตัวด้วยสีผมที่ดูสุขภาพดี เงางาม ไม่ต้องไฮไลต์มากก็ยังดูแพงอย่างมีระดับ เช่นเดียวกับลิลี คอลลินส์ที่ใช้โทนนี้เพื่อสะท้อนความเรียบโก้และความมั่นใจในแบบผู้หญิงยุคใหม่


Mushroom Brown: หม่นแบบมินิมอล
สีผมแนวหม่นที่ให้โทนกลางระหว่างความอบอุ่นและความเย็นอย่างมัชรูม บราวน์ (Mushroom Brown) ก็กลับมาแรงในปีนี้อีกครั้ง โดยเฉพาะในหมู่แฟชั่นนิสต้าที่ต้องการลุคมินิมอลแต่ยังคงความเป๊ะทุกองศา ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ อเล็กซ่า ชุง ที่คงลุคนี้มายาวนาน หรือไคอา เกอร์เบอร์ในสีผมมัชรูม บราวน์ที่ช่วยขับผิวให้ดูสว่างโดยไม่ฉูดฉาด และยังเข้ากับการแต่งตัวโทนเอิร์ธโทนที่กำลังได้รับความนิยมอีกด้วย

บทความที่เกี่ยวข้อง:
อัปเดตเทรนด์แฟชั่นสปริง/ซัมเมอร์ 2025 จากแบรนด์หรูที่สายแฟชั่นห้ามพลาด
5 ไอเท็มหรูโทนสี Mocha Mousse สัมผัสแห่งความสง่างามสุดผ่อนคลาย
แนะนำ 5 ผลิตภัณฑ์ดูแลตัวเองสำหรับผู้ชายที่ควรมีติดบ้าน

Saint Laurent Collaborates with Francesco Clemente for Summer 2025

Saint Laurent ร่วมมือกับ Francesco Clemente ในแคมเปญ Summer 2025

บทความ: Luxuo Thailand ภาพ: Saint Laurent

Saint Laurent กลับมาสร้างความประทับใจอีกครั้งกับแคมเปญ Summer 2025 ที่ร่วมมือกับศิลปินชาวอิตาลีผู้มีชื่อเสียงระดับโลกอย่างฟรานเชสโก้ คเลเมนเต้ เพื่อถ่ายทอดจิตวิญญาณของคอลเลกชันผ่านศิลปะการวาดภาพพอร์ตเทรตที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ศิลปินชื่อดังชาวอิตาลี ฟรานเชสโก้ คเลเมนเต้

ในผลงานชุดนี้คเลเมนเต้ได้สร้างสรรค์ภาพวาดของบุคคลที่มีอิทธิพลในวงการบันเทิงและแฟชั่น ไม่ว่าจะเป็นนักแสดงสาวอย่างโซอี้ คราวิทซ์ และอิซาเบลลา เฟอร์รารี รวมถึงนางแบบสาวอย่างเพเนโลปี้ เทอร์เนส และเอจัส ซามูเอล โดยแปรเปลี่ยนให้พวกเธอกลายเป็นรูปสัญลักษณ์ที่มีความหมายลึกซึ้ง ด้วยฝีแปรงที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ศิลป์ สะท้อนความแข็งแกร่งและความเป็นผู้หญิงได้อย่างมีเสน่ห์

ภาพวาดพอร์ตเทรตของโซอี้ คราวิทซ์

แอนโทนี แว็กกาเรลโล ครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ของ Saint Laurent เปิดเผยว่าเขาหลงใหลในงานของคเลเมนเต้มาตั้งแต่ทศวรรษ 1990 และกล่าวว่า “ผมสามารถจินตนาการถึงคอลเลคชั่นของผมได้อย่างชัดเจนผ่านการใช้สีอันสละสลวยของเขา” ส่วนคเลเมนเต้เผยว่า “ภาษาของรูปแบบนั้นมีเพียงหนึ่งเดียว และนั่นคือภาษาเดียวกันกับภาษาแห่งความอ่อนโยน”

ภาพวาดพอร์ตเทรตของอิซาเบลลา เฟอร์รารี

ฟรานเชสโก้ คเลเมนเต้เริ่มสร้างผลงานมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1970 โดยแรงบันดาลใจของเขามาจากการเดินทางท่องเที่ยวในหลากหลายวัฒนธรรมทั่วโลก แต่ละประสบการณ์ได้หล่อหลอมและทิ้งร่องรอยไว้ในงานศิลปะของเขา หลังจากที่เขาได้ตั้งถิ่นฐานในนิวยอร์กในช่วงทศวรรษ 1980 ผลงานของเขาก็มักสะท้อนถึงความลื่นไหลของอัตลักษณ์ระหว่างจิตวิญญาณกับวัตถุ ระหว่างความเป็นหญิงและชาย

ตลอดเส้นทางการสร้างสรรค์คเลเมนเต้ได้ร่วมงานกับศิลปินชื่อดังหลายคน เช่น แอนดี วอร์ฮอล, กวีร่วมสมัย อัลเลน กินสเบิร์ก และผู้กำกับภาพยนตร์ อัลฟอนโซ กัวรอน ในการดัดแปลงเรื่อง Great Expectations ในปี 1993

การร่วมมือระหว่างคเลเมนเต้ และ Saint Laurent ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของแว็กกาเรลโลในการผสมผสานโลกของแฟชั่นเข้ากับศิลปะ โดยร่วมงานกับศิลปินที่มีมุมมองอันโดดเด่นจากหลากหลายสาขา ซึ่งไม่เพียงแต่เพิ่มมิติใหม่ให้กับบทสนทนาระหว่างแฟชั่นกับศิลปะเท่านั้น แต่ยังเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่พัฒนาอย่างต่อเนื่องระหว่างสองศาสตร์นี้อีกด้วย

บทความที่เกี่ยวข้อง:
ยกระดับบ้านให้ดูดีมีสไตล์ ด้วยเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งจากแบรนด์ลักชัวรีชั้นนำ

Lux to Know: Berluti, Where Parisian Elegance Meets Artisan Leather Craft

Lux to Know: Berluti ศาสตร์แห่งเครื่องหนังที่ผสานความหรูหราสไตล์ปารีเซียง
บทความ: เนตรนภา ปะวะคัง ภาพ: Berluti

Berluti คือแบรนด์เครื่องหนังและแฟชั่นบุรุษสุดหรูจากฝรั่งเศสที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยความประณีตในงานฝีมือ การเลือกวัสดุคุณภาพเยี่ยม และความกล้าทางดีไซน์ ซึ่ง Berluti ก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของความหรูหราสำหรับสุภาพบุรุษที่รักในดีเทลและความประณีตนับตั้งแต่ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1895 และนี่คือ 3 เรื่องควรรู้ของแบรนด์ Berluti 

“พาทินา” ที่เป็นมากกว่าสีของหนัง
เอกลักษณ์สำคัญของ Berluti คือเทคนิคการย้อมสีหนังที่เรียกว่า พาทินา (Patina) ซึ่งใช้วิธีการลงสีด้วยมือแบบดั้งเดิม เพื่อให้ได้เฉดสีที่ลึก ซับซ้อน และเฉพาะตัว ช่างฝีมือจะใช้เวลาหลายชั่วโมงในการไล่สีแต่ละชั้นอย่างละเอียดจนเกิดเป็นมิติบนพื้นผิวหนังที่เหมือนงานจิตรกรรม ลูกค้าสามารถเลือกเฉดสีหรือสั่งทำสีที่บ่งบอกถึงตัวตนของตัวเองได้ ทำให้รองเท้าทุกคู่ของ Berluti เป็นงาน Bespoke ที่พิเศษและไม่เหมือนใคร

Alessandro รองเท้าหนังไร้รอยต่อในตำนาน
รองเท้าทรงอ็อกซ์ฟอร์ดแบบ Wholecut รุ่น Alessandro คือต้นแบบความเรียบหรูระดับตำนานอย่างแท้จริง โดดเด่นด้วยการตัดเย็บจากหนังชิ้นเดียวโดยไม่มีรอยต่อใดๆ ของผืนหนัง ถือเป็นผลงานที่สะท้อนฝีมือของช่างรองเท้าอย่างไร้ที่ติ นับตั้งแต่ที่เปิดตัวในปี ค.ศ. 1895 รองเท้ารุ่นนี้ก็ครองใจสุภาพบุรุษทั่วโลกมาอย่างต่อเนื่อง และเป็นอีกหนึ่งรุ่นไอคอนที่น่าสะสมของแบรนด์ Berluti

Berluti ไม่ได้มีดีแค่รองเท้า
แม้จะเริ่มต้นจากการเป็นผู้ผลิตรองเท้า แต่วันนี้ Berluti ขยายไลน์สินค้าอย่างครบวงจร ตั้งแต่เสื้อผ้าเรดดี้ทูแวร์ กระเป๋า เครื่องประดับ แอคเซสซอรี ไปจนถึงเฟอร์นิเจอร์ โดยยังคงรักษาดีเอ็นเอของแบรนด์ นั่นคือ ความประณีต หรูหรา คลาสสิก ร่วมสมัย และมีเอกลักษณ์เฉพาะ เอาไว้ได้อย่างครบถ้วน นอกจากนี้ Berluti ยังรับงาน Made-to-Measure และ Bespoke เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการความเป็นเอกลักษณ์แบบสุดขีดอีกด้วย

บทความที่เกี่ยวข้อง:
อัปเดตเทรนด์แฟชั่นสปริง/ซัมเมอร์ 2025 จากแบรนด์หรูที่สายแฟชั่นห้ามพลาด
Jimmy Choo เปิดตัว From the Atelier: Bon Bon กระเป๋าโอต์กูตูร์รุ่นลิมิเต็ดที่นักสะสมห้ามพลาด

Ultimate Luxury SUVs 2025: Power, Efficiency & Smart Technology

5 รถ SUV หรูสุดล้ำปี 2025 สมรรถนะเหนือระดับ ประหยัดน้ำมัน คุ้มค่าทุกการขับขี่
บทความ: เนตรนภา ปะวะคัง ภาพเปิด: BMW

ปี 2025 วงการยานยนต์ระดับพรีเมียมเข้าสู่ยุคทองของนวัตกรรม โดยเฉพาะในกลุ่มรถเอสยูวีหรูที่มาพร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัย ผสานความสมดุลระหว่างสมรรถนะสูงและการประหยัดพลังงาน ไม่เพียงแค่ความหรูหราภายนอกและภายในห้องโดยสาร แต่ยังรวมถึงฟังก์ชันอัจฉริยะที่เพิ่มความปลอดภัยและความสะดวกสบายสูงสุด Luxuo Thailand คัดสรร 5 รถเอสยูวีระดับพรีเมียมที่โดดเด่นด้วยนวัตกรรมล้ำหน้า ประสิทธิภาพเหนือชั้น เหมาะสำหรับผู้ที่แสวงหาทั้งความหรูหราและความคุ้มค่าในคันเดียวกัน

Mercedes-Benz GLE 400e 4MATIC
Mercedes-Benz GLE 400e 4MATIC ดีไซน์ภายนอกดูสง่างามด้วยกระจังหน้าแบบ Panamericana และล้ออัลลอยขนาดใหญ่ถึง 21 นิ้ว ภายในตกแต่งด้วยวัสดุพรีเมียมและหน้าจอ MBUX Hyperscreen ขนาดยักษ์ที่ครอบคลุมทั้งแผงหน้าปัด ระบบขับเคลื่อนไฮบริดปลั๊กอินให้กำลังรวมสูงถึง 381 แรงม้า พร้อมแบตเตอรี่ขนาด 31.2 kWh ที่ให้ระยะทางวิ่งไฟฟ้าล้วนได้ถึง 100 กิโลเมตร และประหยัดน้ำมันถึง 1.6-1.9 ลิตร/100 กม. มาพร้อมระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ Drive Pilot ที่เข้าใกล้การขับขี่อัตโนมัติระดับ 3

(Photo: Mercedes-Benz)
(Photo: Mercedes-Benz)
(Photo: Mercedes-Benz)

Lexus RX 450h+
Lexus RX 450h+ เน้นความหรูหราแบบญี่ปุ่น เรียบง่าย ล้ำสมัย รูปลักษณ์ภายนอกโฉบเฉี่ยวด้วยกระจังหน้า Spindle Grille ขนาดใหญ่และไฟหน้า LED แบบ Triple-beam ห้องโดยสารกว้างขวางตกแต่งด้วยวัสดุพรีเมียมและหน้าจอสัมผัสขนาด 14 นิ้ว ระบบไฮบริดปลั๊กอินให้กำลังรวม 302 แรงม้า แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาด 18.1 kWh ช่วยให้วิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้ไกลถึง 65 กิโลเมตร ครบครันด้วยเทคโนโลยีป้องกันการชนและระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่อัจฉริยะที่ทำงานร่วมกับเรดาร์และกล้อง 360 องศา

(Photo: Lexus)
(Photo: Lexus)
(Photo: Lexus)

BMW X5
BMW X5 โฉมใหม่ล่าสุด ภายนอกได้รับการปรับโฉมให้ดูสปอร์ตและทันสมัยยิ่งขึ้น พร้อมกระจังหน้าขนาดใหญ่แบบ Iconic Glow และไฟหน้า LED แบบปรับตัวอัตโนมัติ ภายในห้องโดยสารมาพร้อมหน้าจอโค้งขนาดใหญ่ที่รวม Digital Instrument Cluster และระบบความบันเทิง iDrive 8.5 ใหม่ล่าสุด ขุมพลังมีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์เบนซิน 3.0 ลิตร 6 สูบ และระบบไฮบริดปลั๊กอินที่ให้กำลังสูงสุดถึง 389 แรงม้า พร้อมระยะวิ่งไฟฟ้าล้วนกว่า 80 กิโลเมตร

(Photo: BMW)
(Photo: BMW)
(Photo: BMW)

Volvo XC90
Volvo XC90 โฉมใหม่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของความสแกนดิเนเวียน การออกแบบภายนอกทันสมัยด้วยไฟหน้า Thor’s Hammer LED และดีไซน์ที่สะอาดตา ภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยวัสดุรักษ์โลกระดับพรีเมียม เบาะหนังสังเคราะห์ไร้สัตว์ และไม้วีเนียร์จากแหล่งที่ยั่งยืน หน้าจอแนวตั้งขนาด 12.3 นิ้วใช้ระบบปฏิบัติการ Google Automotive OS ที่ใช้งานง่าย ระบบขับเคลื่อนเน้นพลังงานสะอาดด้วยเครื่องยนต์ไฮบริดปลั๊กอิน T8 Recharge ที่ให้กำลังถึง 455 แรงม้า และวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้ไกลถึง 100 กิโลเมตร

(Photo: Volvo)
(Photo: Volvo)
(Photo: Volvo)

Genesis GV80
Genesis GV80 รถเอสยูวีแบรนด์หรูจากเกาหลีใต้มาพร้อมความหรูหราในราคาที่เข้าถึงได้มากกว่ารถยุโรป ดีไซน์โดดเด่นด้วยกระจังหน้า Crest Grille แบบใหม่และไฟหน้าแบบ Two-Line ที่เป็นเอกลักษณ์ ภายในห้องโดยสารหรูหราด้วยวัสดุระดับพรีเมียม หน้าจอแสดงผลขนาด 14.5 นิ้ว และระบบเสียง Lexicon 21 ลำโพง ขุมพลังเป็นเครื่องยนต์ V6 ขนาด 3.5 ลิตรเทอร์โบคู่ ที่ให้กำลัง 375 แรงม้า พร้อมระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ Highway Driving Assist II และระบบกันสะเทือนแบบ Preview Electronic Control Suspension ที่ใช้กล้องสแกนถนนเพื่อปรับระบบกันสะเทือนล่วงหน้า

(Photo: Genesis)
(Photo: Genesis)
(Photo: Genesis)

บทความที่เกี่ยวข้อง:
ที่สุดของรถยนต์ไฟฟ้าลักชัวรี สมรรถนะเหนือระดับ ดีไซน์สุดพรีเมียม

Pipatchara Kaeojinda: Glowing in Her Own Summer Vibe

เพชร ภิพัชรา แก้วจินดา กับจังหวะชีวิตแบบซัมเมอร์ที่เปล่งประกายในสไตล์ของเธอเอง
บทความ: Luxuo Thailand ภาพ: ปฐมพร เผือกผุด

Cover Story เดือนเมษายนจาก Luxuo Thailand พบกับ “เพชร ภิพัชรา แก้วจินดา” ดีไซเนอร์สาวผู้เปี่ยมด้วยพลังสร้างสรรค์และทัศนคติสดใส ถ่ายทอดตัวตน ไลฟ์สไตล์ และแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ในทุกวัน ตั้งแต่บทบาทผู้นำแบรนด์แฟชั่น Pipatchara ไปจนถึงมุมมองการดูแลสุขภาพและจิตใจในวัยสามสิบกว่าที่เธอให้ความสำคัญไม่แพ้กัน

คุณเพชรตัวจริงเป็นคนอย่างไร นิยามตัวเองใน 3 คำคืออะไร
เพชรคิดว่าคำแรกจากคนรอบตัว ก็คือเป็นคนเอเนอร์เจติกมากๆ คือเป็นคนพลังค่อนข้างสูง บางทีตื่นมาเพชรจะพูดว่าแบบ “วันนี้เพชรมีเต็มพันเลย” เพราะฉะนั้นเพชรก็เลยคิดว่าอย่างแรกน่าจะเป็นเอเนอร์จี้สูง คำที่สอง ส่วนตัวเพชรคิดว่าเพชรเป็นคนจริงจังกับงานมากๆ เพราะว่าทุกคนจะบอกว่าเพชรเนิร์ดในเรื่องของการทำงาน ฉะนั้นคำที่สองก็คือจริงจัง ส่วนคำที่สามที่ตลกก็คือ หลายๆ คนบอกว่าเพชรเอ๋อๆ ค่ะ ประมาณว่า ไม่ว่าสิ่งรอบตัวจะเป็นยังไงก็ตาม เพชรก็จะโฟกัสในเรื่องงาน เพราะฉะนั้นสิ่งรอบข้างบางทีเพชรจะลืม แล้วเพชรก็จะเป็นโรคลืมของตลอด บางทีเราควรจะจำ เราก็จำไม่ได้ เพราะฉะนั้น 3 คำน่าจะเป็น “เอเนอร์เจติก” “จริงจัง” แล้วก็ “ขี้ลืม” แล้วกันค่ะ

ในหนึ่งวันคุณเพชรมีรูทีนอย่างไรบ้าง
จริงๆ แล้วแต่เลยค่ะ เพราะถ้าเป็นวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ส่วนใหญ่รูทีนก็คือไปทำงาน ก็เริ่มเก้าโมงหรือสิบโมง แต่ว่าส่วนใหญ่เข้างานแทบจะทุกวันถ้าไม่มีงานข้างนอก แล้วเสาร์อาทิตย์ส่วนใหญ่ก็จะหาเวลาออกกำลังกายแล้วก็อยู่บ้าน วันอาทิตย์ส่วนใหญ่ถ้าไม่อยู่กับครอบครัว พี่ฌอห์ณ หลาน ก็อยู่บ้าน ส่วนใหญ่ไม่ค่อยออกวันเสาร์อาทิตย์ค่ะ ไม่ค่อยไปไนท์ไลฟ์ อาจจะเพราะด้วยอายุด้วย ก็ไม่ได้ออกจากบ้านเลย กินข้าวเย็นทุกวันที่บ้านค่ะ

การออกกำลังกายที่คุณเพชรอินอยู่ตอนนี้ มีอะไรบ้าง
มี 2 อย่างค่ะ ออกกำลังกายหลักๆ ก็คือ แต่ก่อนเพชรตีเทนนิสกับพี่ฌอห์ณค่อนข้างบ่อย หลังๆ พี่ฌอห์ณเขาตีเทนนิสเช้ามาก แบบ 7 โมงเช้าเลย ก็พยายามไปเท่าที่ไปได้ ถ้าไม่เหนื่อยจนเกินไป แต่อีกอันหนึ่งก็คือ เริ่มไปชกมวยค่ะ ก็ค่อนข้างสนุก แล้วก็เหงื่อออกเยอะมากๆ ก็รู้สึกฟินมากเลยค่ะ พอเสร็จหนึ่งชั่วโมงแล้ว คือค่อนข้างดีเลยค่ะ

ทุกวันนี้อะไรที่ทำให้คุณเพชรอยากตื่นขึ้นมาทำงานทุกวัน และทำทุกโมเมนต์ให้คุ้มค่าที่สุด
เพชรคิดว่าสำคัญเลยคือหน้าที่ค่ะ เพราะว่าทุกๆ ที่เพชรตื่นขึ้นมา เพชรคิดว่าเพชรมีหน้าที่หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นผู้ก่อตั้ง ในการที่เราเป็นบอส ในการที่เราต้องไปทำงานเป็นหัวหน้างาน สองคือเราก็มีหน้าที่เป็นลูก เป็นน้องสาว เป็นน้า แล้วก็เป็นภรรยา เพชรคิดว่าการตื่นมาของเพชรทุกวัน เพชรต้องจัดการบาลานซ์อันนี้ให้ได้ว่าทุกๆ หน้าที่ที่เพชรมี ซึ่งจริงๆ มันเยอะกว่านี้นะคะ แต่อันนี้เป็นอันที่เพชรรู้สึกว่าสำคัญกว่าสิ่งอื่นมากๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรที่เพชรต้องจัดการในแต่ละวัน เพชรคิดว่าเพชรจะพยายามแบ่งทุกๆ หน้าที่ของเพชรให้สามารถทำได้เต็มที่อย่างที่เพชรอยากจะทำค่ะ

คุณเพชรในช่วงวัยสามสิบกว่า ได้เรียนรู้อะไรเกี่ยวกับชีวิตบ้าง
จริงๆ อายุ 30 เป็นอะไรที่เพิ่งเริ่มต้นค่ะ อย่างเพชรตอนนี้ 35 แล้ว สิ่งสำคัญเพชรคิดว่าคือการดูแลสุขภาพค่ะ เพราะก่อน 30 เพชรไม่เคยคิดเลยว่าสุขภาพสำคัญ แล้วเพชรเป็นคนที่ค่อนข้างบ้าระห่ำกับการทำงานมากๆ แล้วก็ใช้ชีวิต แต่พอเรา 30 อัพ เพชรรู้สึกว่าถ้าเราไม่ตั้งใจในการดูแลสุขภาพตัวเอง เราอยากจะทำอะไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานหรือการดำเนินชีวิต ร่างกายมันก็จะไม่ไปกับเรา พอเราอายุ 30 ร่างกายมันไม่ได้ง่ายเหมือนเดิมแล้ว เพราะฉะนั้นเพชรก็เลยอยากจะจริงจังกับการออกกำลังกายมากๆ เริ่มจริงจังกับการดูแลเวลเนส จิตใจของตัวเอง แต่ก่อน 30 ก็รู้สึกว่าเราได้ไหม แต่พอ 30 กว่าๆ เริ่มรู้สึกว่าจิตใจสำคัญนะ การดูแลตัวเองสำคัญเลยค่ะ

ในฐานะดีไซเนอร์ ครีเอทีฟ มายด์ (Creative Mind) สำคัญแค่ไหน และครีเอทีฟ มายด์สำคัญกับทุกคนด้วยหรือเปล่า
เพชรคิดว่าการเป็นดีไซเนอร์หรือว่าในทุกๆ อาชีพ ครีเอทีฟ มายด์สำคัญ เพราะทุกคนเป็นครีเอทีฟ มายด์อยู่แล้วค่ะ ไม่ว่าจะเป็นอาชีพไหน มันอยู่ที่ว่าเป็นเรื่องไหนมากกว่า ครีเอทีฟ มายด์มันเป็นการให้แรงบันดาลใจกับตัวเองในทุกๆ วัน ว่าเราอยากจะทำอะไรในวันนี้ เพชรคิดว่าการใช้ชีวิตของตัวเองก็ถือว่าเป็นครีเอทีฟ มายด์เหมือนกันนะคะ การวางเวลาว่าเราจะได้ไปออกกำลังกาย ได้ไปทำงานอดิเรกของเรา ได้ไปทำงาน เพชรคิดว่ามันคือการวางแผนค่ะ ที่เราสามารถครีเอทีฟในการทำทุกๆ เรื่องในชีวิต เพชรคิดว่าอันนี้เป็นสิ่งสำคัญค่ะ

ถ้าให้สร้างสรรค์ผลงานที่ได้แรงบันดาลใจจากฤดูร้อน คุณเพชรจะดีไซน์ออกมาเป็นอย่างไร
เพชรว่าโดยส่วนตัวเพชรเป็นคนค่อนข้างซัมเมอร์มากกว่าวินเทอร์อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นคอลเลกชันของ Pipatchara ส่วนใหญ่เราจะยึดซัมเมอร์มากกว่าวินเทอร์ เพชรรู้สึกเอนจอยกับการที่ได้ทำงานกับสีค่ะ ซัมเมอร์สิ่งที่เพชรคิดเลยก็คืออะไรก็ตามที่มันสีสันสดใส แล้วเพชรก็คิดว่าซัมเมอร์มันเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนด้วยนะคะ ไม่ใช่แค่ว่าอากาศร้อนหรือเย็น แต่ซัมเมอร์มันคือแสงอาทิตย์ เพชรคิดว่าแสงอาทิตย์นี่แหละเป็นสิ่งที่ทำให้เราสามารถใช้ชีวิตในแต่ละวัน ตื่นขึ้นมาได้ทำอะไรบ้าง มันคือการที่เพชรมีแรงบันดาลใจต่างๆ ในการเล่นกับสีในช่วงซัมเมอร์มากกว่าค่ะ

อะไรคือความทรงจำเกี่ยวกับฤดูร้อนที่ประทับใจที่สุด และทำไมถึงเลือกเรื่องนี้
ความทรงจำฤดูร้อนที่เพชรคิดว่าประทับใจที่สุด น่าจะเป็นช่วงที่เพชรได้มีโอกาสไปเที่ยวมัลดีฟส์กับครอบครัวซึ่งเป็นครอบครัวใหญ่ มีทั้งคุณแม่ คุณอา คุณน้าทุกคน แล้วทุกๆ ก็มีคนมาด้วยหมดเลย มีหลานๆ อันนี้ก็เป็นการที่เราได้ใช้ชีวิตร่วมกันในระยะเวลา 5 วัน ซึ่งสิ่งที่เพชรชอบคือแต่ละคนก็มีกิจกรรมของตัวเอง จะไปเล่นเรือ จะนอนดูทีวี จะนอนดูหนัง จะไปทานข้าว หรือไปขี่จักรยาน เพชรคิดว่าอันนี้มันคือการใช้ชีวิตจริงๆ แต่ละคนมีเวลาของตัวเอง แต่ในทางกลับกันเราก็ยังมีเวลาอยู่ด้วยกัน ก็เลยคิดว่ามันค่อนข้างยากค่ะ ในการที่ครอบครัวใหญ่จะได้อยู่ด้วยกัน เลยคิดว่าอันนี้น่าจะเป็นโมเมนต์ที่ประทับใจที่สุดเลยค่ะ

เครื่องดื่มซัมเมอร์แก้วโปรดของคุณเพชรคืออะไร
เครื่องดื่มซัมเมอร์ที่เพชรชอบที่สุด ขอแอบบอกทิปส์แล้วกันค่ะ คือ เพชรจะเอาทุกอย่างผสมกับเสาวรสค่ะ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมะนาว น้ำส้ม ต้องลองนะคะ น้ำแตงโมใส่เสาวรสก็อร่อยเหมือนกัน เพชรว่ามันเป็นตัวหลักที่รู้สึกว่าต้องทานในซัมเมอร์เลยค่ะ มันสดชื่นมากๆ แบบเดี่ยวๆ ก็กินได้ ไม่ต้องผสมก็ได้ค่ะ

มีไอเท็มอะไรที่คุณเพชรอยากแนะนำสำหรับหน้าร้อนนี้บ้าง
ถ้าให้เพชรแนะนำไอเท็มสำหรับซัมเมอร์ จริงๆ มันมีหลายไอเท็มในหลายหมวดหมู่นะคะ แต่ถ้าสมมติเป็นผู้หญิงอาจจะสนใจเรื่องของเมคอัพ ก็อาจจะมี 2 อย่าง คือเพชรเป็นคนมาสก์หน้าบ่อยมากค่ะ เพชรชอบอะไรที่เกี่ยวกับแตงกวา ซัมเมอร์นี้อาจจะพกติดกระเป๋าไว้ก็ได้ค่ะ ในวันที่เพชรไม่แต่งหน้า เพชรก็หยิบมามาสก์นะคะ เพราะมันจะมีมาสก์แบบ 3 นาที 5 นาที อันนี้ก็จะทำให้รู้สึกสดชื่นมากๆ แบบทั้งวันเราได้ดูแลตัวเองแล้ว ทั้งที่จริงๆ เราแค่มาสก์หน้าเฉยๆ อย่างที่สองอาจจะเป็นไฮไลท์ค่ะ ในช่วงซัมเมอร์เพชรจะชอบเอาไฮไลท์ที่เป็นซัมเมอร์มาผสมกับมอยส์เจอไรเซอร์แล้วทาลงไป ซึ่งเราไม่ต้องทารองพื้นก็ได้ค่ะ ทาแค่นั้นก็พอแล้ว

มีหนังสือ ภาพยนตร์ หรือเพลงอะไรที่สร้างแรงบันดาลใจให้คุณเพชรในช่วงนี้บ้าง
พูดตามตรงว่าปกติเป็นคนไม่ได้อ่านหนังสือเยอะค่ะ แต่หลังๆ อย่างที่บอกค่ะ เพชรได้มีโอกาสไปเวลเนส ได้มีโอกาสอยู่กับตัวเองค่อนข้างเยอะ ล่าสุดก็จะมีหนังสือ 2 เล่ม เล่มแรกชื่อว่า “โลดเต้นบนเส้นด้าย” อันนี้เป็นหนังสือที่เกี่ยวกับทหารภาคใต้ แล้วพอเพชรอ่านปุ๊บ เพชรรู้สึกว่ามันมีอะไรหลายๆ อย่างมากที่เพชรไม่รู้ เกี่ยวกับการทำงานการใช้ชีวิตของคนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ อันนี้มันเป็นการพูดถึงเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับตัวเขา พออ่านหนังสือเล่มนี้จบ บอกเลยว่าเพชรอยากเจอเขามากๆ เลยค่ะ แล้วเพชรก็แอบไปเปิดดูข้างหลังที่มันมีรูปเขาอยู่ แต่ว่าหนังสือมันนานมาแล้ว ไม่แน่ใจว่าจะได้เจอเขาเมื่อไหร่ แต่ว่าก็ชื่นชอบผลงานการเขียนของเขามาก เพราะว่ามันเป็นเรื่องจริง

เล่มที่ 2 ชื่อเรื่องว่า “The Maid” ค่ะ เป็นหนังสือแปล ซึ่งเขาแปลหลายภาษามากๆ แล้ว อันนี้สิ่งสำคัญก็คือ เพชรรู้สึกว่าเพชรไม่เคยเห็นมุมมองของคนอื่นที่เขาสามารถแปลมาเป็นการเขียนได้ละเอียดขนาดนั้น คือบางทีเวลาเรามองคนอื่น เราค่อนข้างที่จะเอาตัวเองไปตัดสินเขา ว่าเขาคิดยังไง เขาถึงปฏิบัติแบบนี้ออกมา แต่เรื่องนี้มันเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า มันแปลกมากเลยว่าบางคนเขาไม่ได้เก่งในการที่คิดและทำเหมือนที่คิด เขาอาจจะคิดแบบนี้ แต่สิ่งที่เขาทำออกมามันคืออีกแบบหนึ่ง แล้วมันทำให้เพชรเข้าใจถึงมุมมองต่างๆ ของคนที่จริงๆ แล้วเราไปตัดสินเขาก่อนว่าทำไมเขาถึงทำแบบนี้ แต่จริงๆ มันไม่ใช่หรอกค่ะ คือข้างในของเขายังคิดไม่เสร็จเลย เขาเลยยังไม่ได้ปฏิบัติแบบนั้นออกมา

ก็รู้สึกว่านี่เป็นหนังสือ 2 เล่มที่มันค่อนข้างสะท้อนเยอะมากๆ ว่าพอเรามีเวลาอ่านกับมันจริงจัง เราเลยเห็นมุมมองของหลายๆ คน หลายๆ แบบที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน อยากให้ไปอ่านกันนะคะ เพราะปกติเพชรไม่ได้อ่านหนังสือ ถ้าเพชรอ่านได้ แสดงว่ามันดีมากค่ะ

ถ้าวันหนึ่งต้องสลับบทบาทกับคุณฌอห์ณ เช่น ให้คุณฌอห์ณออกแบบกระเป๋า และให้คุณเพชรเล่นละคร คิดว่าผลลัพธ์ออกมาจะเป็นอย่างไร
ถ้าให้เพชรต้องสลับบทบาทกับพี่ฌอห์ณ ให้พี่ฌอห์ณไปเป็นดีไซเนอร์ แล้วเพชรไปเป็นนักแสดงนี่ เพชรว่าคงแย่น่าดูเลยค่ะ อย่างแรกเพชรพยายามพาพี่ฌอห์ณไปวาดรูป ไปทำอะไรที่เกี่ยวกับศิลปะหลายรอบแล้วค่ะ เขาก็จะพูดกับเพชรว่า พี่ไม่ถนัดจริงๆ แต่ก็เห็นว่าเขาพยายามนะคะ แต่ ความครีเอทีฟของพี่ฌอห์ณส่วนใหญ่มันจะอยู่ในด้านของมายเซ็ทหรือความคิดมากกว่าค่ะ แต่ถ้าอะไรที่ต้องปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นวาดรูป ปั้นดิน หรือระบายสี พี่ฌอห์ณคือขอถอยหลังอย่างเดียว ไม่เคยจะเดินหน้ากับเพชรเลย

แต่ในเรื่องของเพชร ขอแอบบอกนะคะ เพชรชอบที่พี่ฌอห์ณเขาอ่านบทเขา แล้วเพชรก็จะเป็นนักแสดงที่เล่นกับเขาค่ะ พี่ฌอห์ณไม่เคยเล่นได้เลยค่ะ เพราะเพชรเล่นแล้วมันแข็งมากๆ แต่เพชรก็ชอบแสดงกับเขาจริงๆ เวลาเขามีบทเราก็จะเป็นนักแสดงอีกตัวหนึ่งให้เขา เขาจะพูดว่า เพชรอย่าเลย พี่ว่าพี่ไม่สามารถแสดงได้ ก็เลยคิดว่าไม่น่าจะเวิร์คค่ะ

ถ้าต้องเลือกระหว่า “ทริปสุดหรู 1 เดือน” กับ “ใช้ชีวิตเรียบง่ายอยู่บ้านด้วยกัน 1 ปี” คุณเพชรจะเลือกอะไร
ถ้าให้เลือกระหว่างทริปสุดหรู 1 เดือน กับการอยู่บ้านทั้งปีแบบเรียบง่าย เพชรเลือกการอยู่บ้านทั้งปีแบบเรียบง่ายค่ะ เพราะว่าล่าสุด ปีใหม่ที่ผ่านมาเพชรไปอยู่เชียงราย 15 วัน ไม่ได้ลงมาจากเขาเลยค่ะ อันนี้มันเป็นอะไรที่ตอบโจทย์มากๆ เพราะรู้สึกว่าการที่เราอยู่ที่ใดที่หนึ่งนานๆ แล้วเราไม่ได้มีอะไรที่เป็นแพลนนิ่ง หรือสิ่งที่ต้องทำ จริงๆ แล้วเราได้ทำอะไรเยอะกว่าเวลาเรามีอะไรต้องทำอีกค่ะ เพราะว่าเพชรมีต้นมะนาว เรามีการปลูกข้าว เรามีการเพนท์ติ้ง เราได้ทำอะไรที่เราอยากทำจริงๆ เพชรก็รู้สึกว่า ถ้าเพชรได้มีโอกาสอยู่ที่ใดที่หนึ่งนานๆ เพชรก็คงเลือกอะไรที่มันเรียบง่ายแล้วก็มีความสุขมากกว่าค่ะ

ถ้าให้พูดถึงตัวเอง อยากฝากอะไรถึงตัวเองในอีก 5 หรือ 10 ปีข้างหน้า
จริงๆ ถ้าต้องฝากอะไรถึงตัวเอง 5 – 10 ปีข้างหน้า เพชรคิดว่าไม่ง่ายเลยค่ะ เพราะว่าเพชรเป็นคนคิดอะไรค่อนข้างเร็ว เพชรจะวางแผน 1 ปีล่วงหน้ามากกว่าค่ะ แต่ถ้า 5 หรือ 10 ปีข้างหน้า เพชรคิดว่า เพชรคงทำอะไรที่เพชรอยากทำได้มากกว่านี้ ด้วยตอนนี้เราเองก็ทำงาน บางทีเราก็ต้องทำในสิ่งที่เราไม่ได้อยากทำ ถามว่าเพชรมีความสุขไหม เพชรมีความสุขนะคะ แต่มันมีความสุขอีกหลายๆ แบบที่เพชรเชื่อว่าอีก 5 – 10 ปี เพชรจะมีความสุขที่เราสามารถเลือกได้ด้วย แล้วเพชรเชื่อว่าคนรอบข้างของเพชรก็สามารถเรียนรู้ไปได้ด้วยว่า สิ่งที่เราจะอยากเป็น สิ่งที่อยากจะทำคืออะไร แต่เพชรเชื่อในศักยภาพของทีม Pipatchara อีก 5 – 10 ปีข้างหน้าเพชรอาจจะลดบทบาทลงมากกว่านี้หรือเปล่า เพชรไม่แน่ใจ แต่เพชรเชื่อว่าทีม Pipatchara จะแข็งแรงมากกว่า แล้วเขาก็สามารถจะดำเนินงานต่อได้ เหมือนตอนนี้เพชรถือว่าเพชรเป็นหัวเรือ Pipatchara แล้วกันค่ะ แต่ Piphachara เองเขาคือคอมมูนิตี้ เพราะฉะนั้นเพชรเชื่อว่า อีก 5 – 10 ปีข้างหน้า อาจจะไม่มีเพชรอยู่เป็นหัวเรือก็ได้ แต่เชื่อว่าทีมเพชรเองก็จะเข้มแข็งพอที่จะเป็นหัวเรือแทนได้ด้วย ไม่มากก็น้อยค่ะ

บทความที่เกี่ยวข้อง:
คุณมารีน่า ศดานันท์ บาเล็นซิเอก้า กับพลังแห่งการเป็นตัวเอง ในทุกมิติของชีวิต

Lux to Know: Pagani — The Art and Science of Italian Hypercars

Lux to Know: Pagani ความหรูหราระดับไฮเปอร์คาร์ที่สรรสร้างด้วยจิตวิญญาณของศิลปิน
บทความ: เนตรนภา ปะวะคัง ภาพ: Pagani

เมื่อพูดถึงคำว่า “ไฮเปอร์คาร์” ชื่อหนึ่งที่ผุดขึ้นมาในใจของผู้หลงใหลยานยนต์สมรรถนะสูงและงานดีไซน์ระดับศิลปะ คงหนีไม่พ้น Pagani แบรนด์รถยนต์จากเมืองโมเดนา ประเทศอิตาลี ที่เป็นดั่งภาพสะท้อนของความหลงใหลในความเร็ว ความแม่นยำ และความงดงามแบบไม่มีที่ติ

Pagani Utopia Roadster

Pagani Automobili ก่อตั้งขึ้นในปี 1992 โดยโฮราซิโอ ปากานี วิศวกรชาวอาร์เจนตินา-อิตาเลียนผู้มีภูมิหลังจากการทำงานร่วมกับ Lamborghini ก่อนจะออกมาสร้างแบรนด์ของตัวเองด้วยเป้าหมายอันชัดเจน นั่นคือ การผลิตรถยนต์ที่เป็นดั่งงานประติมากรรมเคลื่อนที่ และนี่คือ Lux to Know 3 เรื่องน่าสนใจของ Pagani ที่เราอยากให้คุณรู้

ปรัชญาแห่ง “Arte e Scienza”
Pagani ไม่เคยนิยามตัวเองว่าเป็นเพียงแบรนด์รถยนต์ แต่คือผู้สร้าง “ประติมากรรมที่ขับเคลื่อนได้” ตามหลักปรัชญา ศิลปะและวิทยาศาสตร์ (Art and Science) อย่างแท้จริง โดยทุกองค์ประกอบของรถยนต์แต่ละคันต้องสมดุลระหว่างความงามและฟังก์ชันการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นเส้นสายของตัวถัง เสียงคำรามของเครื่องยนต์ หรือแม้แต่น็อตแต่ละตัว ทุกชิ้นผ่านการออกแบบและกลั่นกรองอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้เป็นมากกว่ายานพาหนะ แต่เป็น “ประสบการณ์” ระดับสูงสุดที่ผสมผสานศาสตร์แห่งวิศวกรรมเข้ากับความลุ่มลึกของศิลปะ

ไอคอนิกของความหรูหราและแรงม้า
รถยนต์รุ่นแรกของแบรนด์คือ Pagani Zonda ซึ่งเปิดตัวในปี 1999 และได้รับเสียงชื่นชมทันทีจากดีไซน์ล้ำสมัยและขุมพลังจากเครื่องยนต์ V12 ของ Mercedes-AMG ตามมาด้วย Pagani Huayra ในปี 2011 ที่ยังคงเอกลักษณ์ของ Zonda ไว้ พร้อมยกระดับด้วยเทคโนโลยีแอโรไดนามิกและวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์-ไทเทเนียมอันล้ำหน้า

ล่าสุดคือ Pagani Utopia ที่เปิดตัวในปี 2022 ซึ่งกลับมาเน้นการขับขี่แบบอนาล็อคอีกครั้ง ทั้งการใช้เกียร์ธรรมดาและการออกแบบที่เน้นความงามเหนือกาลเวลา ตอกย้ำว่า Pagani ไม่ได้วิ่งตามเทรนด์ แต่สร้างเส้นทางของตัวเอง

ผลิตน้อยเพื่อความพิเศษ
หนึ่งในเสน่ห์ของ Pagani คือการผลิตแบบจำนวนจำกัด และการปรับแต่งแบบ bespoke ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าแต่ละรายอย่างแท้จริง รถทุกคันถูกประกอบขึ้นด้วยมือโดยทีมช่างฝีมือระดับสูงในโรงงานที่เรียกว่า Atelier Pagani ทำให้แต่ละคันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวดั่งงานศิลป์บนล้อ รถทุกคันของ Pagani คือผลงานที่สะท้อนตัวตนของผู้ขับขี่ และแน่นอนว่าเป็นสัญลักษณ์ของความหรูหราในแบบที่ไม่มีใครเหมือน

Pagani Zonda S
Pagani Imola Roadster
Pagani Huayra Roadster
Pagani Utopia Roadster

บทความที่เกี่ยวข้อง:
Lux to Know: Loro Piana ตำนานแห่งเส้นใยธรรมชาติ ผู้พิทักษ์งานฝีมือและภูมิปัญญาดั้งเดิม
ที่สุดของรถยนต์ไฟฟ้าลักชัวรี สมรรถนะเหนือระดับ ดีไซน์สุดพรีเมียม
3 เรื่องที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับ Mercedes-Benz ผู้บุกเบิกนวัตกรรมยานยนต์กับโลโก้สามแฉกสุดโด่งดัง

Get Exclusive Connections with LUXUO Thailand
Join us today
Connect!
Close
Join us for exclusive access to Luxuo Thailand's contents and events
Subscribe
close-image