Fearless & Limitless: The Story of May Wasana Inthasang
บทความ: Luxuo Thailand ภาพ: มโนสิทธิ์ บุญนนท์
จากเด็กหญิงในครอบครัวธรรมดาที่มีเพียงความฝันและแรงบันดาลใจจากแม่ สู่การเป็นผู้นำหญิงแถวหน้าของวงการธุรกิจสุขภาพและความงาม “เมย์ วาสนา อินทะแสง” คือภาพแทนของความมุ่งมั่นไม่ยอมแพ้ ผู้ท้าทายขีดจำกัดและสร้างแรงบันดาลใจให้คนรอบข้างทุกครั้งที่พบเจอ Cover Story ของ Luxuo Thailand ฉบับนี้ จะพาทุกท่านไปพบกับเส้นทางของคุณเมย์ วาสนา ที่ไม่ได้เกิดจากโชคชะตาเพียงอย่างเดียว แต่คือผลลัพธ์จากการ “ใส่สุด” ในทุกเรื่องที่ทำ และความเชื่อว่าชีวิตคนเรามีครั้งเดียว ต้องทำให้ถึงที่สุด

ปกติในหนึ่งวันของคุณเมย์มีรูทีนอะไรบ้าง อยากให้เล่าให้ฟังตั้งแต่ตื่นนอนเลยว่าเริ่มวันอย่างไร
ตื่นนอนสิ่งแรกที่จะทำเลยก็คือหยิบโทรศัพท์ เชื่อว่าทุกคนก็น่าจะเป็นนะคะ แล้วตอนนี้ก็จะพยายามออกกำลังกายนะคะ ตื่นนอนคือตื่นประมาณ 6 โมง แล้วก็จะมาเช็กอีเมลก่อนว่ามีอะไรฉุกเฉินไหมในช่วงกลางคืน หรือบางทีอเมริกาอีเมลมา แล้วก็จะมีตารางออกกำลังกายอยู่ประมาณ 7 โมงครึ่ง ถึงประมาณ 9 โมง หรือ 8 โมงครึ่ง แล้วแต่ว่าวันนั้นมีประชุมออนไซต์ไหม ถ้าประชุมออนไลน์บางครั้งก็ประชุมด้วยออกกำลังกายไปด้วย ออกกำลังกายอาทิตย์หนึ่งก็ประมาณ 3 วันหรือ 4 วัน หรือบางทีก็จะมีคาร์ดิโอ เช่น ออกไปวิ่งในสวนบ้าง หรือบางทีก็ไปตีแบด หรือว่าบางทีแอบไปตีเทนนิสนิดหน่อยค่ะ ก็จะมีกิจกรรมในการออกกำลังกายช่วงนี้นะคะ แล้วก็ที่เหลือก็คือทำงานทั้งวัน เพราะว่าดูแล 20 บริษัท ก็เลยจะต้องทำงานเยอะ แล้วก็ทำงานอยู่ตลอดเวลา ใช้คอมพิวเตอร์เยอะ คือมีโน้ตบุ๊ค 1 ตัว มีพีซี 1 ตัว มีไอแพด แล้วก็มีมือถืออีก 2 เครื่อง บางครั้งคือตลอดเวลา
คือส่วนใหญ่ก็ทำงาน แล้วบางครั้งก็นอนดึกค่ะ แล้วก็ไม่ค่อยมีเวลา จริงๆ ปกติเป็นคนชอบดูซีรีส์ เพราะเราจะได้อินสไปร์จากซีรีส์ แล้วก็มีอ่านหนังสือพวกโภชนาการ อ่านวิจัย ตอนกลางคืน ถ้าช่วงเวลาไหนที่นอนก่อนเที่ยงคืน จะใช้เวลานี้อ่านประมาณวันละ 1 ชั่วโมง หรืออ่าน Critical Study ที่เรารู้สึกว่าสนใจ เป็นงานสารสกัดใหม่ๆ อะไรแบบนี้ค่ะ เมย์ก็จะชอบทำแบบนี้ แต่ว่าถ้าเกิดไม่มีเวลา หรือลากงานยาวไปถึงตีหนึ่ง ตีสอง ตีสาม ก็จะหลับคาที่นอนไปเลย บางครั้งไม่อาบน้ำก็มีนะคะ จริงๆ บางครั้งคือได้แต่คลีนหน้า แล้วก็หลับไปเลย นี่คือรูทีนของคุณวาสนาที่น้อยมาก แต่ก็จะมีแบบว่าไปต่างประเทศด้วยค่ะ ทำงานไปด้วย ไปต่างประเทศด้วย ถึงเวลาไปต่างประเทศก็จะแมเนจ มีตติ้งออนไลน์ ไปต่างประเทศบ่อยค่ะ ส่วนใหญ่ 99% คือไปทำงาน เป็นบิสซิเนสทริปเกือบทั้งหมดเลย แทบจะไม่ค่อยมีทริปเที่ยวอย่างเดียว ถ้าทริปเที่ยวก็จะปีหนึ่งครั้งหนึ่งกับเพื่อน ประมาณนั้นค่ะ

อะไรคือแรงขับเคลื่อนในชีวิตที่ทำให้คุณเมย์ลุกขึ้นมาทำงานในทุกๆ วันอย่างมีพลัง
ถ้าย้อนกลับไปเมื่อสิบห้าปีที่แล้ว หรือยี่สิบปีที่แล้ว ตอนเด็ก นั่นก็คือ เราอยากมีชีวิตที่ดีขึ้น เรามีแม่เป็นแรงบันดาลใจ เราอยากให้แม่สบาย นี่คือตัวตนของเมย์เลย เกิดจากสิ่งนี้ จุดเริ่มต้นจากสิ่งนี้ ถามว่าปัจจุบันล่ะ ปัจจุบันเรียกว่า เป็นความรับผิดชอบต่อบุคคลอื่น เราต้องดูแลหมู่มวลมนุษย์เกือบ 1,000 ครอบครัว เราเป็นผู้นำในหลายๆ องค์กร เรายังต้องไดร์ฟอยู่ด้วยตัวเรา บางครั้งระบบที่เราวางไว้มันยังไม่ถูกขับเคลื่อนโดยสมบูรณ์แบบ มันยังต้องขับเคลื่อนด้วยตัวคุณวาสนาอยู่ ด้วยตัวเมย์เอง ก็เลยจะทำให้แรงขับเคลื่อนตอนนี้ก็คือเป็นทีม เป็นบริษัท เป็นองค์กร และสิ่งที่เราอยากจะทำ
คือเมย์จะชอบพูดคำหนึ่งว่า เกิดมาครั้งหนึ่ง ชีวิตคนๆ หนึ่ง ได้เกิดมาเป็น “เมย์ วาสนา อินทะแสง” คุณจะทำอะไรได้สักเท่าไหร่เชียวในชีวิตหนึ่ง มันจะสุดไปได้ถึงแค่ไหน วันนี้เรารู้สึกว่าเราสุดได้ทุกเรื่อง เป็นคนที่ทำอะไรสุดมาก อะไรที่คนอื่นทำแล้วไม่อยากทำ อะไรที่คนอื่นไม่เคยทำในอุตสาหกรรมนั้น ฉันจะลองทำมันดู และจะใส่สุดในทุกเรื่อง แบบ “Fearless. Nothing has stop me” นี่คือเมย์เลย คือเป็นคนแบบนี้จริงๆ ใส่สุดเต็มที่ เหมือนคนบ้าคลั่ง บางคนก็บอก บ้าความสำเร็จหรือเปล่า ไม่ใช่ค่ะ เราเหมือนชาเลนจ์ตัวเอง อะไรที่มันท้าทาย เพราะฉะนั้นตอนนี้ก็คือมีทีมงาน และสิ่งที่มันชาเลนจ์คือแพชชั่นเราด้วย และสิ่งที่มันไม่เคยเกิดขึ้น อย่างเช่น รางวัลที่ฉันไม่เคยรับในระดับโลก ไม่เคยมีใครได้เลยในประเทศไทย ก็อยากได้
ธุรกิจนี้มันยังไม่เคยเกิดขึ้น สิ่งนี้ยังไม่เคยเกิดขึ้น ฉันจะต้องขยายไปสู่ยุโรป อเมริกา ตลาดจีน ฉันจะต้องบุกมันให้ได้ในตลาดสุขภาพและความงาม ฉันจะทำสิ่งนี้ให้ได้ ฉันก็แค่ทำให้มันถึงที่สุด เต็มที่ก็แค่จะไม่เสียดาย เมื่อย้อนกลับไปแล้ว เมื่อเราใส่สุดทางแล้ว เราจะไม่เสียดาย นี่คือแรงขับเคลื่อนในการที่เราจะผลักดัน แล้วเวลามันเหนื่อยมากๆ แต่ว่าเวลาที่เราทำได้ “We did it!” มันแฮปปี้ และทีมงานเราก็จะแฮปปี้ มันคือตัวขับเคลื่อนให้เรามีเอเนอร์จี้และพาวเวอร์ในแต่ละวันค่ะ

อะไรคือนิยาม “ความสำเร็จ” ของคุณเมย์
สำหรับเมย์ เมย์ให้คุณค่ากับตัวเองมาก ผู้หญิงจะสวยที่สุด มีค่าที่สุด และออร่าที่สุด คือ ทัศนคติ สติปัญญา ไม่ใช่เพียงแค่หน้าตา วิธีการพูด วิธีคิด หรือสิ่งที่กระทำที่มันโพซิทีฟและเป็นประโยชน์ต่อสังคมและผู้อื่น และโกลบอลมาร์เก็ต สำหรับเมย์ เมย์ให้คุณค่าสิ่งนี้มาก เรารู้สึกว่าเราเป็นผู้หญิงที่มีค่า นั่นคือสิ่งที่รู้สึกว่า มันสำเร็จแล้ว คือความสำเร็จที่เกิดขึ้นระหว่างทาง มันเกิดขึ้นมาแล้ว ไม่ว่าจะเรื่องเงินทอง เรื่องทรัพย์สิน ไม่ว่าจะได้ให้แม่ในสิ่งที่เราจะให้ จนทุกวันนี้คุณแม่เสียแล้ว พี่ชายเสีย พ่อเสีย มันข้ามจุดนั้นไปแล้ว
ความสำเร็จ ณ วันนี้มันไม่ใช่แค่ตัวเราเอง แต่มันคือทีมงาน องค์กร และการสร้างคุณค่าให้กับตัวเอง การเป็นต้นแบบที่ดีของคนในครอบครัว ของลูก ของเด็กๆ น้องๆ ทุกคนจะชอบพูดมาก 99% จะบอกว่า อยากแค่มานั่งกินข้าวด้วย มาหา มานั่งให้ดุ มานั่งให้ด่า ใช้คำนี้ได้เลย เพราะเขาบอกว่าเขามีพลัง มีเอเนอร์จี้ เขาบอกว่า จากที่หนูขยัน หนูมาหาพี่เมย์ หนูมีเอเนอร์จี้ หนูมีพลังมาก ขอบคุณพี่เมย์มาก หนูจะกลับไปเป็นคนใหม่ หนูรู้แล้วว่าหนูต้องทำอะไร มันสุดมาก มันดี มันมีเอเนอร์จี้มาก นี่คือการขับเคลื่อน และรู้สึกว่าสิ่งที่เราทำมันมีค่า และเราก็ได้คุณค่ากับตัวเอง นี่คือความสุขและความภูมิใจ นี่แหละคือความสำเร็จในแต่ละวัน จริงๆ แล้วสำหรับเมย์ ความสำเร็จมันเกิดขึ้นในแต่ละวัน ถามว่า คุณอยากจะเป็นยูนิคอร์นตัวต่อไปเหรอ ไม่ได้คิดอะไรแบบนั้นเลย ทำให้สุด ตั้งเป้าหมายให้ใหญ่
ความคิดเมย์อาจจะไม่ค่อยเหมือนใครในโลกของธรุกิจ เมย์คิดไกลมาก คิดใหญ่มาก ใหญ่ชนิดที่รู้สึกว่า เอ้ย คนๆ หนึ่งจะคิดได้ขนาดนี้เลยเหรอ แต่ว่าถ้าทำได้มันก็ดูอะเมซิ่ง อะไรที่คนเคยทำแล้ว มันก็ดูไม่ชาเลนจ์ ความคิดเราเป็นแบบนั้นเลยนะ ตายไปชื่อนี้จะถูกจดจำไว้ว่าฉันทำอะไรให้กับโลกใบนี้บ้าง แต่ก่อนมันคือความภูมิใจของครอบครัว เขยิบมาเป็นความภูมิใจของหมู่บ้าน เขยิบมาเป็นความภูมิใจของตำบลและจังหวัด และมันก็กลายเป็นความภูมิใจของประเทศ และสุดท้ายมันก็กลับมาที่เรา มันคือความภูมิใจของตัวเราเองและคนในครอบครัวที่รู้สึกว่าเราสร้างมาด้วยกัน
คุยกับคุณเมย์แป๊บเดียว ยังรู้สึกเลยว่ามีไฟมากๆ
เราต้องเปลี่ยนชีวิตตัวเองค่ะ ความอยากของเมย์คือ เราเริ่มธุรกิจโดยไม่ได้มีทุนจากข้างนอก เราไม่ได้ระดมทุนมา เราใช้เงินของเราเอง เราใช้ธุรกิจของเรา และขับเคลื่อนมาเองจนมาถึงจุดนี้ได้ มันได้ดีมากๆ แล้ว แต่มันจะไปแบบยั่งยืน มันจะอยู่ เราตายไปแล้วมันยังคงอยู่ และมันยังสร้างสิ่งนี้ให้กับประเทศไทย ธุรกิจนี้ คนๆ นี้เป็นคนสร้าง อ้าวคนไทยนี่นา ไปดังที่อเมริกา ไปดังที่จีน ไปดังที่ยุโรปได้

เคยมีประสบการณ์หรือเหตุการณ์สำคัญที่ “พลิกชีวิต” ทำให้คุณเมย์เปลี่ยนไปจนกลายมาเป็นวันนี้ไหม
เมย์ให้ 2 เรื่องแล้วกันค่ะ ที่พลิกชีวิตเมย์ แล้วทำให้คนรู้จัก และมาโฟกัสเรา ถ้าเป็นการพลิกชีวิตในแง่ธุรกิจก็น่าจะเป็น Revomed (Thailand) ซึ่งพลิกชีวิตเมย์ไปเลย เปลี่ยนจากเด็กธรรมดาคนหนึ่งกลายเป็นนักธุรกิจแนวหน้าของประเทศไทย แต่ว่ามันก็เกิดขึ้นมาตามสเต็ปเรื่อยๆ ประมาณ 8 ปี มันไม่ได้พลิกไปเลย มันสั่งสมประสบการณ์มาเรื่อยๆ มันเอาผลงานออกมาสู่ตลาดเรื่อยๆ และทำให้เห็นคุณค่าของคนๆ นี้ คนที่ค่อยๆ ติดตามเราก็จะเห็นการเปลี่ยนแปลงมาเรื่อยๆ
แต่ที่พลิกแล้วเปลี่ยนไปเลย ก็น่าจะเป็นเรื่องล่าสุด การไปนั่งอยู่ที่รายการโหนกระแส การเกิดสิ่งนี้ขึ้นกับตัวก็เปลี่ยนชีวิตเราพอสมควร คนโฟกัสเรามากขึ้น คนให้กำลังใจเรามากขึ้น คนรู้จักเรามากขึ้น และคนมองเราเป็นแรงบันดาลใจในชีวิต คนอยากให้เราเป็นแรงขับเคลื่อน เขาบอกหมดไฟแล้วมาดูพี่เมย์ มีเอเนอร์จี้ทุกครั้ง หนูกลับไป หนูต้องทำอะไรให้มากกว่าเดิม หนูจะไปบ่นโซเชียลไม่ได้แล้ว ถ้าถามเมย์ มันก็เป็นการเปลี่ยนชีวิตที่ค่อนข้างเปลี่ยนไปเยอะมากค่ะ
คุณเมย์เคยลงทุนหรือซื้อของชิ้นไหนที่แพงที่สุดในชีวิตไหม แล้วรู้สึกยังไงกับการตัดสินใจครั้งนั้น
ไฮจิวเวลรีค่ะ สำหรับเมย์ เมย์มองว่า หนึ่ง มันเป็นสิ่งสองที่เราชอบ แล้วมันก็เป็นการลงทุนด้วย ราคามันขึ้นในทุกๆ ปี ถ้าคนที่สะสมจิวเวลรี กระเป๋า นาฬิกาต่างๆ ก็จะรู้ค่ะ บางคนอาจจะชอบรถ บางคนอาจจะชอบที่ดิน ซึ่งก็ไม่ผิดนะคะ แต่ว่าส่วนตัวเมย์เอง เรารักสวยรักงาม เราชอบสิ่งเหล่านี้ เราชอบมาตั้งแต่เด็ก ดูในทีวีแล้วสวยจัง เราไม่รู้หรอกมันคืออะไร แพงไหม แต่พอเข้ามาเรียนรู้ มาสัมผัส มาดูเรื่องของคราฟท์แมนชิพในการออกแบบ มันมีเสน่ห์ให้เราได้จับจอง แล้วก็เป็นสมบัติหนึ่งอย่าง แล้วอีกอย่างก็มองว่ามันก็เป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง ที่สำคัญเราก็ได้ใช้ด้วย ก็มีความสุข เสพน้องก็แฮปปี้ มีความสุข ได้เล่าว่าแบบ อ๋อ เส้นนี้เราได้มาจากอันนี้ ก็น่าจะเป็น Bulgari แล้วก็ไฮจิวเวลรีอีกหลายๆ อันนี่แหละค่ะ
ถ้าให้เลือกของสะสมชิ้นหนึ่งที่รักและผูกพันมากที่สุด จะเป็นอะไร เพราะอะไร
ของสะสมชิ้นเดียว ให้สร้อยโชคเกอร์งู Bulgari แล้วกันค่ะ ชิ้นนั้นซื้อตามน้องลิซ่า รักเขา เราก็ซื้อตาม แล้วก็ชอบมาก จริงๆ นั่นเป็นชิ้นที่รักแล้วก็ชอบ แต่ฉันคิดอะไรนะ ทำไมฉันให้ไป ก็งงกับตัวเอง แต่ถ้าถามตอนนั้นก็คือ รู้สึกว่าชอบ คือกระเป๋าก็ชอบนะคะ แต่ถ้าถามว่าอะไรคือที่สุด ยกให้สร้อยเส้นนั้นแล้วกันค่ะ Bulgari ชอบสุดและรักสุด

เวลาที่คุณเมย์ทำงานหนักมา เจออะไรที่เป็นอุปสรรคไม่เป็นไปตามแผน เคยรู้สึกเหนื่อยและท้อมากๆ ไหม แล้วรับมือกับมันอย่างไร
เพิ่งเกิดขึ้นเลยค่ะ จริงๆ เมย์ว่าเวลาเราเหนื่อย แล้วเราหายเหนื่อยแล้ว เราจะลืม แต่นี่คือเพิ่งเป็นเลย คือเหนื่อยมาก ในผู้หญิงวัยเรา เป็นเวิร์คกิ้งวูแมน แล้วเราทำงานหนักมากๆ ความเหนื่อยมันอาจไม่เหมือนตอนอายุ 25 หรือ 30 มันเหนื่อยไม่เหมือนกัน มันเหนื่อยต่างกัน แต่พอเรากลับมาเหนื่อยอีกรอบนี้ และรู้สึกว่า เราเหนื่อยตอนที่เราก็พอมี มันเกิดคำถามค่ะว่า “ฉันต้องเหนื่อยขนาดนี้เลยเหรอ” “ทำไมฉันต้องทำอะไรขนาดนี้” แต่สุดท้ายเราก็ไดร์ฟตัวเองได้ ทุกครั้งที่เหนื่อยจะคิดถึงแม่ แม่เหนื่อยกว่าเรา ตอนแม่ดำนา ตอนแม่ทำนา ตอนแม่ตากแดด แม่เขาเหนื่อยกว่าเรามหาศาล โอเค แม่เขาเหนื่อยกว่าเราแน่ๆ เราเหนื่อย แต่สุดท้ายเรามีวิธีการฮีลตัวเองให้ได้เร็วที่สุดก็จะดีที่สุดค่ะ
ตอนนั้นเราไม่ได้รู้สึกว่าเราไม่อยากคุยกับใครนะคะ แต่เราจะอยากอยู่กับตัวเอง เช่น การฟังเพลง นี่ดีขึ้นมากๆ เลยนะคะ นอนทิ้งตัวไปก่อนก็ได้ ไปนวด ไปสปา หรือทำอะไรก็ตามที่ทำให้รู้สึกเย็นลง ความเหนื่อยกาย เมย์ว่าเดี๋ยวมันก็หาย แต่บางทีเคยมีความรู้สึกเหนื่อยแบบลืมหายใจ คือลืมหายใจจริงๆ นะคะ คือทำงานจนลืมหายใจ ไม่ได้หายใจ รู้สึกหัวใจจะขาด ตอนนั้นอารมณ์แบบมีตติ้งจบสี่ทุ่ม แล้วเมย์ก็รู้สึกว่าเมย์หลับคามีตติ้งแล้วก็สะดุ้งตื่นขึ้นมา เมย์ต้องมีตติ้งกับอเมริกาซึ่งไทม์โซนมันประมาณเที่ยงคืน คือเมย์เป็นมนุษย์ที่ไม่สามารถละทิ้งหน้าที่อันสำคัญได้ ถ้าไม่ป่วย ไม่ตาย ไม่กลายพันธุ์ เมย์ทำไม่ได้จริงๆ แล้วเมย์ก็ยังต้องมีตติ้งกับอเมริกา
ปรากฏเชื่อไหมคะว่า การมีตติ้งนี่แหละมันทำให้เมย์ตื่น เมย์รู้สึกว่า โอเค พลังเรามาแล้ว เราตื่นเต้นมาก ฉันจะเข้า Amazon ของอเมริกา ฉันจะเข้า Walmart ฉันจะเข้า iHerb แล้วนะ มันเป็นแผนการที่ตื่นเต้น แล้วก็ทำให้เรารู้สึกบ้างานตลอดเวลา ที่แหละค่ะเป็นวิธีการของเมย์ แต่ว่าวิธีง่ายๆ ที่ชอบเหมือนกันอีกอย่างคือ ขับรถและฟังเพลงค่ะ ปกติไม่ได้ขับรถเองนานมากแล้วค่ะ แต่บางทีรู้สึกว่า การขับรถและฟังเพลงบ้างก็ช่วยได้พอสมควร ฟังเพลงที่ชอบ อะไรแบบนี้ค่ะ แต่จะเป็นไม่นานค่ะ เพราะมันมีเรื่องอยู่ตลอดเวลา
เหนื่อยสุดท้ายเดี๋ยวมันก็ผ่านไป เมย์ว่าเหนื่อยมันไม่ตาย แต่จนอาจจะตายได้นะ เพราะฉะนั้น ชีวิตเราเป็นมนุษย์ที่ไม่เคยสอนให้ใครประหยัด ใช้ไปเลย แต่ต้องสอนวิธีหาเงิน คุณต้องมีเอเนอร์จี้ในการหาเงินให้มาก มากกว่าที่คุณใช้ แล้วแบ่งสัดส่วนให้เป็น จัดระบบตัวเองให้ดี ระมัดระวังในการใช้เงิน แต่อย่าประหยัดเลย เพราะไม่มีใครรวยเพราะการประหยัด รู้สึกอย่างนั้น นี่คือวิธีการ คือยังไม่ค่อยเห็นคนรวยแล้วประหยัด แต่จะสอนวิธีการหาเงิน และหาให้เงินมันต่อเงินได้ แบบนี้มากกว่าค่ะ
หาให้ได้มากกว่าที่เราจะใช้ ใช้ 30% เก็บออมประมาณ 50% เก็บไว้เป็นทุนทรัพย์รักษาตัวเองยามแก่ 30% คือสุรุ่ยสุร่ายใช้ไปเลยให้เต็มที่ อีก 20% ก็เก็บสำรองไว้ตอนฉุกเฉิน อะไรต่างๆ ลงทุนก็ได้ค่ะ คือมันต้องมีเงินสำหรับลงทุน อย่างเมย์ เมย์จะพยายามเก็บ แต่สุดท้ายก็มีนะเหตุไม่คาดคิดที่เราสูญเงินไปหมดเลย จากการที่ไม่ระมัดระวัง แต่ตอนนี้ก็คือพยายามจัดสรรตัวเองใหม่ ทุกอย่างที่บอกให้ทุกคนรู้เพราะว่า เมย์เรียนผิดมาหมดแล้ว เรียนผิดจากการที่ไม่เหลือเงินเพราะช่วยเหลือคนอื่น เราช่วยเยอะมาก เพราะเขาเป็นเพื่อน มิตรภาพอะไรต่างๆ ช่วยคนจน “เอ็นดูเขา เอ็นเราขาด” นี่คือตัวเมย์จริงๆ แล้วมันก็เป็นบทเรียนว่า ไม่ได้แล้วเราจะทำแบบนี้ไม่ได้ เราต้องจัดสรรเงินส่วนนี้จะเอาออกไปไม่ได้เลย
ต่อไปนี้เมย์จัดสรรตัวเองใหม่ 50% ต้องเก็บให้ได้ 30% อยากใช้สุรุ่ยสุร่าย ใช้ไปเลย ลงทุนเพิ่ม 20% พอแล้วนะ ในธุรกิจ การขยายฐานใหม่ ไม่ใช่หอบทั้งหมดไปลงทุน แล้วไม่กันให้ตัวเองเลย ตอนนี้เมย์คิดอย่างนั้น

คุณเมย์อยากฝากอะไรถึงคนรุ่นใหม่ที่กำลังตามหาความสำเร็จบ้าง
ถ้าอยากจะฝาก เมย์ขอฝาก 3 เรื่อง ข้อแรกเลยก็คือ “ความอดทน” สำหรับเด็กเจนใหม่ ซึ่งเมย์ทำงานกับเด็กอายุ 20 เยอะมาก เด็กเจนใหม่จะขาดความอดทน แล้วก็ไม่ค่อยมี “วินัย” “ความสม่ำเสมอ” นี่น้อยมาก บางทีทำแป๊บๆ เบื่อแล้วไป อีกเรื่องหนึ่งก็คือ มันเป็นอะไรที่เรียกว่า เด็กเจนใหม่จะ “วาร์ป” คือมีความเป็นตัวเองสูง มั่นใจในตัวเองสูง แล้วก็มีการรับฟังน้อย ไม่ค่อยเป็นผู้ฟังสักเท่าไหร่ คิดว่าเท่าที่เห็น สิ่งที่อยากจะฝากก็คือ 3 สิ่งนี่ค่ะ
ถ้าเราปรับนิดหนึ่ง เอาความเป็นเจนเก่ามาผสมผสานเข้าไปกับสิ่งที่เป็นเจนใหม่ ยุคเทคโนโลยี ยุคไอที ยุคปัจจุบันมันทำให้คนเปลี่ยนชีวิตไป แล้วก็ใช้ชีวิตได้ง่าย ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ดีมาก นั่นคือสิ่งที่พวกเมย์ รุ่นพี่เอง ต้องเรียนรู้เหมือนกัน กับการปรับตัวเข้าไปอยู่ในเจนใหม่ๆ กับการทำงานกับคนรุ่นใหม่ ในขณะเดียวกันสิ่งที่เมย์มองว่าคนยุค 90 อย่างเราก็ยังมีสิ่งนี้แข็งแรง ให้น้องน่าจะปรับไปใช้ แล้วมันจะทำให้เขาสำเร็จได้ง่ายขึ้น การหิวโหยความสำเร็จเป็นเรื่องที่ดี มันคือแรงขับเคลื่อนให้เราพัฒนาตัวเอง อย่างมากคือ เราเก่งขึ้น นั่นคือชนะแล้ว
ถ้าเราเก่งขึ้นเมื่อไหร่ นั่นเมย์รู้สึกว่าเราชนะตัวเองแล้ว ทำงานได้ดีขึ้น ชาเลนจ์ได้ดีขึ้น มั่นใจในตัวเองได้มากขึ้น สกิลและทักษะของตัวเองได้พัฒนามากขึ้น นั่นคือดีมากแล้วค่ะ แล้วก็เหนือสิ่งอื่นใด พอเราพัฒนาตัวเองให้เป็นผู้เชี่ยวชาญ วันนั้นเราก็จะมีโอกาสประสบความสำเร็จในเส้นทางของเราได้ค่ะ
ถ้าอีก 5-10 ปีข้างหน้า คุณเมย์ได้ย้อนกลับมาดูบทสัมภาษณ์นี้อีกครั้ง คุณเมย์อยากฝากข้อความอะไรถึงตัวเองในอนาคต
ไม่รู้ว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า เมย์ วาสนา เธอยังจะเป็นแบบเดิมหรือเปล่า แต่ถ้าปรารถนาได้ ก็อยากให้เธอเบาลง เพราะว่าตอนนั้น สุขภาพของเธอก็อาจจะแย่ลง เธออยากจะเหนื่อยขึ้น แต่นี่เป็นคน Healthy และ Wellness มากนะ แต่ว่าก็บ้างานไง ถ้าอยากบอกตัวเอง ก็อยากบอกว่า ถ้าวันนั้นมันเติมพลังให้คนบนโลกนี้ได้ดีมากเพียงพอแล้ว และเป้าหมายและแพชชั่นมันไปได้ถึงแล้ว อยากให้บาลานซ์
อยากฝากถึงเมย์คน 5 ปีข้างหน้าว่า บาลานซ์ตัวเองนะ วันนี้เธอเหนื่อยมากจริงๆ เธอผ่านอะไรมาเยอะแล้ว เธอผ่านความเจ็บปวด ร้องไห้เอง เจ็บเอง เสียใจเองมาทุกอย่างแล้ว เธอแข็งแรงและแข็งแกร่งมากแล้ว ในเมย์ วาสนาอีก 5 ปี ก็อยากให้เบาลง สบายขึ้น แล้วก็รู้สึกว่า โอเค เราทำได้ใกล้ความสำเร็จ ก็อยากจะให้เบาลง เพราะรู้สึกว่าถ้า 45 แล้วยังเป็นแบบนี้ สุขภาพก็อาจจะไม่ดี

บทความที่เกี่ยวข้อง:
สัมผัสอีกด้านของ ออน สมฤทัย ที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจและความกล้าคิด
