What Snoopy Had to Do with NASA and Omega

World of Watches / Luxuo Thailand พาคุณย้อนรอยตำนานบทสำคัญในหน้า ประวัติศาสตร์แห่งการสำรวจอวกาศ ในโอกาสครบรอบ 50 ปีของภารกิจดัง Apollo 13
บทความ: รักดี โชติจินดา

[ English ]

นักบินอวกาศแจ็ค สไวเกิร์ทเป็นผู้กล่าวประโยคอมตะ “Okay, Houston, we’ve had a problem here” เมื่อวันที่ 14 เมษายน ค.ศ. 1970 เวลา 03.08 น. ตามเวลาจีเอ็มที หรือ 55 ชั่วโมง 55 นาทีหลังจากที่ภารกิจ Apollo 13 เริ่มต้นขึ้น ปัญหาที่ว่าก็คือการระเบิดที่เกิดขึ้นในแทงค์อ็อกซิเจนแท็งค์หนึ่งขณะที่ยานมุ่งหน้าไปยังดวงจันทร์ ระดับความเสียหายทำให้ตัดเรื่องการร่อนลงจอดบนดวงจันทร์ตามที่วางแผนกันไว้ไปก่อนได้เลย เพราะแค่จะนำนักบินอวกาศทั้งหมดกลับมาสู่โลกโดยปลอดภัยนั้นยังเป็นเรื่องยาก 

ทางภาคพื้นดินของ NASA ต้องระดมมันสมองเพื่อคิดแผนการให้ยานวนอ้อมด้านหลังดวงจันทร์เพื่อสร้างแรงเหวี่ยงส่งยานให้พุ่งกลับมายังโลก และยังต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอื่นๆ อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นระบบการกรองคาร์บอนไดอ็อกไซด์ซึ่งมีไม่เพียงพอและระบบไฟต่างๆ ที่ไม่สามารถใช้งานได้เต็มที่หลังเกิดเหตุระเบิดดังกล่าว

ภาพความเสียหายที่เกิดจากการระเบิดของแทงค์อ็อกซิเจน (ภาพ: NASA)

นาฬิกา Omega Speedmaster เข้ามามีบทบาทในช่วงท้าย เพราะเมื่อพบว่าวิถีการบินของยานนั้นคลาดเคลื่อนออกไปเรื่อยๆ จนจะกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของโลกไม่ได้ นักบินอวกาศจึงต้องเดินเครื่องอีกครั้งหนึ่งเป็นระยะเวลา 14 วินาทีเพื่อแก้มุมให้ได้เหมาะสม แต่ในเมื่อไม่สามารถใช้อุปกรณ์ดิจิตอลของยานได้จึงต้องใช้นาฬิกาจับเวลาบนข้อมือแทน ผู้ที่ทำหน้าที่สำคัญดังกล่าวคือแจ็ค สไวเกิร์ท ในขณะที่นักบินอวกาศเจมส์ โลเวลทำหน้าที่บังคับยาน 

เจทส์ ราแกน วิศวกรของ NASA ซึ่งเป็นผู้ทำการทดสอบและรับรองนาฬิกา Omega เมื่อปี ค.ศ. 1964 กล่าวในการสัมภาษณ์เมื่อไม่นานมานี้ว่า “นาฬิกาถือเป็นอุปกรณ์แบ็คอัพที่สำคัญ เพราะถ้านักบินอวกาศไม่สามารถสื่อสารกับภาคพื้นดินได้ หรือไม่สามารถใช้เครื่องจับเวลาแบบดิจิตอลของยานได้ สิ่งเดียวที่พวกเขาจะพึ่งพาได้ก็คือนาฬิกาบนข้อมือซึ่งถือเป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นในยามยาก” 

นักบินอวกาศทั้งสามบนเรือ USS Iwo Jima หลังนำยานลงมหาสมุทรแปซิฟิกได้อย่างปลอดภัย (ภาพ: สถาบันสมิธโซเนียน)

ในที่สุด Apollo 13 ก็กลับลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิกได้อย่างปลอดภัยในวันที่ 17 เมษายน ค.ศ. 1970 ท่ามกลางความโล่งอกโล่งใจของประชาชนทั่วโลกที่ร่วมลุ้นหลายล้านคน เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้ Omega ได้รับรางวัล Silver Snoopy Award ในวันที่ 5 ตุลาคมของปีเดียวกัน ถือเป็นรางวัลสำคัญที่มอบให้แก่พนักงาน NASA หรือบริษัทซัพพลายเออร์ที่ทำคุณประโยชน์อันใหญ่หลวงให้แก่ภารกิจสำรวจอวกาศ ฟังชื่อแล้วอาจจะดูไม่จริงจัง แต่เป็นรางวัลที่จริงจังมากๆ โดยมีการประกาศเกณฑ์พิจารณาและการเสนอชื่อเข้ารับรางวัลอย่างเป็นทางการบนเว็บไซท์ของ NASA (อนึ่ง นักบินอวกาศที่เป็นตัวแทนมอบรางวัลดังกล่าวให้กับ Omega คือโธมัส สแตฟฟอร์ดจาก Apollo 10 ซึ่งในภารกิจนั้นยานลูนาร์โมดูลมีชื่อว่า Snoopy และยานคอมมานด์โมดูลมีชื่อว่า Charlie Brown) 

Snoopy Award ที่ NASA มอบให้กับ Omega

แต่ Omega นั้นก็ไม่ได้หยิบเรื่องสนู้ปปี้มาทำอะไรจนกระทั่งปี ค.ศ. 2003 เมื่อมีการเปิดตัวนาฬิการุ่น Speedmaster Professional Snoopy Award ซึ่งเป็นลิมิเต็ดเอดิชั่นจำนวน 5,441 เรือน โดย Omega เอาเลขนี้มาจากระยะเวลาของภารกิจ Apollo 13 ซึ่งกว่าจะกลับถึงโลกโดยปลอดภัยนั้นใช้เวลาไป 142 ชั่วโมง 54 นาที 41 วินาที จุดเด่นของนาฬิการุ่นนี้อยู่ตรงที่ดวงตรารูปสนู้ปปี้ใส่ชุดนักบินอวกาศแบบการ์ตูนที่ตำแหน่งเก้านาฬิกาและบนฝาหลัง นอกเหนือจากนั้นก็ยังคงเป็นเหมือน Speedmaster Professional (หรือที่เรียกกันติดปากว่า Moonwatch) รุ่นปกติ 

Omega Speedmaster Professional Snoopy Award จากปี ค.ศ. 2003

เท่าที่จำได้ ตอนที่นาฬิการุ่นนั้นออกมาใหม่ๆ คนไม่ค่อยสนใจกันเลย บ้างก็ล้อเลียนว่าเหมือนนาฬิกาเด็กเล่นด้วยซ้ำ ราคาเปิดตัว 110,000 บาท แต่ขายจริงก็มีส่วนลดตามปกติเพราะคนไม่ได้แย่งกัน แต่แล้วเมื่อเวลาผ่านไปหลายปี โลกเข้าสู่ยุคที่ผู้คนกลับมาสนใจนาฬิกาจักรกลอีกครั้ง ประกอบกับการเริ่มต้นของพฤติกรรมการเก็งกำไรในวงการสะสมนาฬิกา ทำให้นาฬิกา Speedmaster Snoopy มีราคาถีบตัวพุ่งสูงอย่างไร้สติก่อนที่จะปรับตัวลดลงมายืนอยู่บนฐานราคามาตรฐานใหม่ที่ประมาณ 3.5 เท่าของราคาเปิดตัวจริง 

ดังนั้นพอ Omega ออกนาฬิการุ่น Speedmaster Apollo 13 Silver Snoopy Award ในปี ค.ศ. 2015 เพื่อฉลองครบรอบ 45 ปีของภารกิจดังกล่าวมาในราคา 229,000 บาท คนจึงจ้องรอพร้อมที่จะซื้อด้วยความหวังว่าจะได้เอาไปขายทำกำไรงามๆ เหมือนอย่างรุ่นแรก นาฬิการุ่นที่สองนี้มีหน้าปัดสีขาว และมีข้อความบนหน้าปัดที่อ้างอิงถึงเรื่องช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ 14 วินาทีที่เล่าถึงข้างต้นด้วย จำนวนการผลิตก็น้อยกว่าคือมีเพียง 1,970 เรือนเท่านั้นตามเลขปี 

Omega Speedmaster Apollo 13 Silver Snoopy Award จากปี ค.ศ. 2015

นาฬิกาทั้งสองรุ่นนี้ยังมีคนเอาออกมาขายในตลาดมือสองเรื่อยๆ สำหรับรุ่นหน้าขาวนั้นอาจจะยังเป็นเรือนที่ใหม่แกะกล่องเลยก็ได้เพราะว่าซื้อแบบตั้งใจเก็งกำไรกันอยู่แล้ว แต่ราคาที่เห็นโดยทั่วไปนั้นเป็นราคาที่ไม่น่าซื้อแล้วเพราะว่าหลุดโลกไปพอสมควรตามกระแส 

ถ้าคุณจะซื้อนาฬิกามาเพื่อใส่เองจริงๆ ขอแนะนำเป็น Moonwatch รุ่นปกติดีกว่าเพราะว่าหน้าตายังคงเหมือนกับสมัยที่นักบินอวกาศใส่ในโครงการ Apollo แบบแทบจะไม่ได้เปลี่ยนแปลง ราคาก็เป็นมิตรกว่ามากเพียงแค่ 173,000 บาทเท่านั้น และจะไปหานาฬิกาโครโนกราฟในระดับราคานี้ที่มีดีไซน์ชัดเจนเท่านี้ ใช้เครื่องมีสกุลอย่างนี้และมีประวัติศาสตร์น่าสนใจขนาดนี้ก็คงจะไม่มีอีกแล้ว 

Omega Speedmaster Moonwatch Professional Chronograph

สิ่งที่คุณจะได้ไปพร้อมกับนาฬิกาก็คือกล่องขนาดใหญ่แบบวางตั้งโชว์ได้ ในชุดมีของเล่นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสายแบบ NATO (ซึ่งคุณได้ใช้แน่นอน) สายเวลโครแบบของนักบินอวกาศ (ซึ่งคุณไม่น่าจะได้ใช้) และแว่นขยายส่องนาฬิกาที่เอาไปวางประดับโต๊ะทำงานให้ดูเก๋ๆ เรียกร้องความสนใจจากคนอื่นในออฟฟิศได้ ใครคิดอยากซื้อก็รีบซื้อเพราะไม่รู้ว่า Omega จะยังผลิต Moonwatch แบบพื้นฐานโดยใช้เครื่องไขลานรุ่นดั้งเดิมเช่นนี้อีกนานเท่าใด เพราะวันดีคืนดีเขาอาจจะลุกขึ้นมาแล้วบอกว่าจะเปลี่ยนเครื่องเป็นรุ่นใหม่ก็ได้เพราะนี่ก็เริ่มเห็นแววจะเป็นเช่นนั้นแล้วเหมือนกัน 

บรรจุภัณฑ์ของ Speedmaster Moonwatch รุ่นปัจจุบัน

บทความที่เกี่ยวข้อง: A Watch Designed with Medical Personnel in Mind


Luxuo Thailand looks back at the important chapter on the 50th anniversary of the Apollo 13 mission.

Words: Ruckdee Chotjinda 

On 14 April 1970 at 03:08 GMT, 55 hours and 55 minutes into the Apollo 13 lunar mission, astronaut Jack Swigert radioed the now famous quote “Okay, Houston, we’ve had a problem here”. An explosion of an oxygen tank while en route to the moon not only made moon landing impossible but also put the lives of the three astronauts in jeopardy. Together with the best minds on the ground, a plan was devised for the spacecraft to slingshot around the moon and head back to earth, as well as to make all necessary improvisations as the crew had to make do with insufficient carbon dioxide filtration and reduced power conditions. 

A crucial moment came when the astronauts had to correct their flight path for the precise re-entry angle needed. Without the use of on-board digital timers, astronaut Jack Swigert had to time the 14-second engine burn with the Omega Speedmaster watch on this wrist while astronaut James Lovell steered the craft. 

During a recent interview, James Ragan, the NASA engineer who tested and qualified the Omega  Speedmaster in 1964, shared, “The watch was a critical backup. If the astronauts ever lost the capability of talking to the ground, or the capability of their digital timers, the only thing they would have to rely on would be the watches on their wrists. It needed to be there for them if they had a problem.”

Apollo 13 safely made a splashdown in the Pacific Ocean on 17 April 1970 to the relief of millions around the world. Later in the same year, on 5 October, NASA presented Omega with the Silver Snoopy Award in recognition for the Swiss watch firm’s contribution to the success of manned space missions. This is a serious award for space program employees and contractors with official criteria and nomination details published on a dedicated page on NASA web site. (As a side note, the astronaut making the award presentation to Omega was Thomas Stafford from the Apollo 10 mission whose lunar module and command module were named Snoopy and Charlie Brown, respectively.) 

It was not until 2003 that Omega put the award to good commercial use in the form of the Speedmaster Professional Snoopy Award watch. A total of 5,441 units were made – the number references the length of the Apollo 13 mission of 142 hours, 54 minutes and 41 seconds. It differs from the regular Speedmaster Professional or the Moonwatch at the time by the decorative patch at the nine o’clock subdial, plus the same on the caseback. 

Nobody paid much attention to the watch at the beginning – some even called it gimmicky. The 110,000 baht watch could be had with a typical discount for a while. However, things took a turn for the upside some years later with increased interest in mechanical watches and the financial speculation that inevitably followed. The Snoopy watch’s price skyrocketed to an exorbitant level before normalising at roughly 3.5 times the original retail price. 

That unusual appreciation had an immediate effect on the second Snoopy watch to follow in 2015. Referred to as the Speedmaster Apollo 13 Silver Snoopy Award, this second watch marked the 45th anniversary of the Apollo 13 mission. It can be clearly distinguished from the first by the white dial which features a direct reference to the monumental 14-second period above. The smaller production amount of only 1,970 pieces and the public expectation of profitability combined to drive the resale price sky high right from the start. It was probably the easiest money one could make on a newly released 229,000 baht watch. Both watches are still available in the pre-owned market today, some in unworn conditions for the 2015 white dialled version, but at significantly inflated prices. 

If you intend to buy a watch for wearing, it is more sensible to consider the standard Moonwatch which still looks virtually identical to the ones worn by the astronauts of the Apollo program. It will cost you only 173,000 baht – a great buy considering how difficult it is to think of a similarly priced chronograph with equal design legibility, mechanical pedigree and historical relevance.

Moreover, Omega has sweetened the deal since a few years ago with the new presentation box that includes a NATO strap (which you will use), an astronaut-style Velcro strap (which you will not use) and a loupe you can put on your work desk to arouse the curiosity of your colleagues. Just grab one while Omega still produces it with the traditional hand-winding movement. There is no telling how the firm will “modernise” the watch in the coming years. 

Omega Speedmaster Moonwatch Professional Chronograph

See also:A Watch Designed with Medical Personnel in Mind