Watches to Watch This Week

Chanel แบบใสทั้งเรือน Grand Seiko ราคา 45,000 ยูโรและสมาร์ทวอทช์รุ่นล่าสุดของ TAG Heuer คือนาฬิกาสามเรือนที่เราอยากให้คุณได้รู้จักในสัปดาห์นี้
บทความ: รักดี โชติจินดา

[ English ]

หลังจากที่มีการประกาศยกเลิกการจัดงาน Watches & Wonders Geneva และ Baselworld ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เนื่องจากสถานการณ์ไวรัส Covid-19ออกมาแล้ว เราก็เริ่มเฝ้าคอยดูว่าแบรนด์ต่างๆ จะออกมาเผยโฉมนวัตกรรมในปีนี้ทางช่องทางออนไลน์อย่างไร เวลานี้ยังมีไม่มาก แต่เท่าที่เห็นแล้วก็มีน่าสนใจอยู่หลายรุ่น เราจึงขอเลือกมาให้คุณผู้อ่านได้พิจารณากันสามรุ่นจากสามแบรนด์ซึ่งล้วนแล้วแต่มีลักษณะที่ต่างกันมากๆ รุ่นหนึ่งเป็นนาฬิกาจักรกลแบบยึดขนบดั้งเดิมที่สุดแบบเดิมกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว รุ่นหนึ่งเป็นนาฬิกาจักรกลแนวล้ำสมัยนำทุกเทรนด์ และอีกรุ่นสุดท้ายนั้นเป็นนาฬิกาสมาร์ทวอทช์ไปเลย 


Grand Seiko 60th Anniversary Limited Edition SLGH002
Traditional Old Guard 

สำหรับคนที่ยังไม่คุ้นกับ Grand Seiko เราต้องเริ่มกันก่อนว่า Grand Seiko นั้นไม่ใช่ Seiko แต่เป็นไลน์แพงของบริษัท เปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายที่สุดเลยก็คือเหมือนกับที่ Toyota มี Lexus และ Nissan มี Infiniti โดย Grand Seiko เป็นชื่อที่เริ่มปรากฏในวงการครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1960 ในฐานะเรือนเวลาที่มีการขัดแต่งและความเที่ยงตรงเหนือนาฬิกาทั่วไป แต่สถานะของ Grand Seiko ก็ยังคงเป็นคอลเลคชั่นหนึ่งจนกระทั่งมีการประกาศเมื่อปี ค.ศ. 2017 ให้ Grand Seiko แยกตัวออกมาเป็นแบรนด์ใหม่เลย จากเดิมที่มีโลโก้ Seiko อยู่บริเวณ 12 นาฬิกาก็เอาออก แล้วย้ายโลโก้ Grand Seiko จากตำแหน่งหกนาฬิกาขึ้นไปแทนที่ 

การฉลองครบรอบ 60 ปีถือเป็นเรื่องใหญ่ในวัฒนธรรมญี่ปุ่น เพราะมีความเชื่อที่เกี่ยวเนื่องกับการที่ปฏิทินนักษัตรจะครบรอบใหญ่ในเวลา 60 ปี ดังนั้นเราจึงจะเห็นการฉลองครบรอบ 60 ปีของ Grand Seiko อย่างยิ่งใหญ่ด้วยการปล่อยของรุ่นต่างๆ ออกมาอย่างต่อเนื่องทั้งปี โดยมี Grand Seiko SLGH002 นี้เป็นหนึ่งในรุ่นแรกๆ ที่ออกมา พร้อมกับตัวเรือนเยลโลว์โกลด์ขนาด 40 มม. ซึ่งถือว่าเป็นมาตรฐานของยุคปัจจุบันได้เพราะไม่เล็กหรือใหญ่จนเกินไป จำนวนการผลิตอยู่ที่ 100 เรือน

เครื่องนาฬิกาที่ใช้ในนาฬิการุ่นนี้คือเครื่องออโต้รุ่นคาลิเบอร์ 9SA5 ซึ่งเป็นเครื่องรุ่นใหม่ถอดด้ามที่จะใช้เป็นพื้นฐานในการพัฒนานาฬิกา เครื่อง 9SA5 เป็นเครื่องแบบไฮบีทหรือความถี่สูงที่มีอัตราการแกว่งของบาลานซ์วีลอยู่ที่ 36,000 ครั้งต่อชั่วโมง แต่ยังคงให้กำลังลานสำรองได้นานถึง 80 ชั่วโมงด้วยการใช้แบเรลสองตัววางต่อเนื่องกัน เครื่องรุ่นนี้ได้รับการปรับตั้งให้มีความเที่ยงตรงอยู๋ในเกณฑ์ +5/-3 วินาทีต่อวัน และมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น เอสเคปเมนท์แบบดูออลอิมพัลซ์ และบาลานซ์แบบฟรีสปรังพร้อมเคิร์ฟโอเวอร์คอยล์ ทั้งยังมีความหนาที่บางกว่าเครื่องไฮบีทรุ่นอื่นๆ ของ Grand Seiko ราว 15% ได้ด้วยการจัดวางแบเรลและเกียร์เทรนให้แผ่ตัวออกไปในแนวราบ 

Grand Seiko 60th Anniversary Limited Edition รุ่นนี้เปิดตัวมาด้วยราคาอินเตอร์ 45,000 ยูโร แต่ยังไม่มีการกำหนดราคาเป็นบาทในขณะนี้ และคาดว่าของจะเข้าในเดือนสิงหาคม 


Chanel J12 X-Ray 
Boundary Pusher 

Chanel ใช้เวลาเพียงไม่กี่ปีในการปั้น J12 ให้เป็นเรือนเวลาที่มีความโดดเด่นและเป็นที่รู้จักในวงกว้างที่สุดรุ่นหนึ่งของยุคศตวรรษที่ 21 เพราะ J12 เป็นนาฬิกาที่มีสไตล์ ดูสปอร์ต ใส่ง่ายและมีความเป็น Chanel มากๆ ด้วยโทนสีดำและสีขาวของเนื้อเซรามิกแบบทนทานต่อการขีดข่วน เราแทบจะไม่เห็น J12 ในสีอื่นเลยตั้งมีการริเริ่มคอลเลคชั่นเมื่อปี ค.ศ. 2000 

Chanel J12 X-Ray คือนาฬิการุ่นหนึ่งที่ Chanel ออกมาเนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปีของคอลเลคชั่น J12 นี้ โดยที่ X-Ray เลือกทิ้งทั้งสีดำและสีขาวที่ยึดถือกันมาตลอดแล้วอวดโฉมด้วยสีใสแทน นี่คือนาฬิกาลิมิเต็ดเอดิชั่นจำนวน 12 เรือนที่ผลิตจากแซฟไฟร์คริสตอลซึ่งเป็นวัสดุที่มีความแข็งสูงและนำมาขึ้นรูปเป็นชิ้นงานได้อย่างยากลำบากมาก ถึงขนาดที่มีแบรนด์นาฬิกาเพียงไม่กี่แบรนด์เท่านั้นที่ทำนาฬิกาตัวเรือนแซฟไฟร์ได้ และไม่มีแบรนด์ใดเลยที่มีสายนาฬิกาที่ผลิตจากแซฟไฟร์คริสตอลด้วย นั่นหมายความว่า J12 X-Ray จึงเป็นนาฬิการุ่นแรกที่มีทั้งตัวเรือนและสายผลิตจากแซฟไฟร์ ถือเป็นความสำเร็จทางด้านเทคนิคครั้งสำคัญของ Chanel ซึ่งเดิมทีนั้นก็เป็นหนึ่งในไม่กี่แบรนด์ในโลกที่สามารถผลิตนาฬิกาให้มีทั้งตัวเรือนและสายเป็นเซรามิกอยู่แล้ว 

หัวใจการทำงานของนาฬิการุ่นนี้เป็นเครื่องแบบไขลานที่มีความโปร่งใสไม่แพ้ตัวเรือนและสาย เครื่องรุ่นนี้มีชื่อเรียกว่าคาลิเบอร์ 3.1 สามารถนับญาติได้กับเครื่องรุ่นคาลิเบอร์ 3 ในนาฬิการุ่น Chanel Boy.Friend Skeleton แต่ใช้แซฟไฟร์ในการผลิตเพลทและบริดจ์ต่างๆ แทน ถือเป็นผลงานที่ลงตัวอย่างยิ่งอันเกิดจากการพัฒนาและผลิตของโรงงานนาฬิกา Chanel ที่เมืองลาโชเดอฟ็องส์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ 

แน่นอนว่าแผ่นหน้าปัดก็จะต้องเป็นแซฟไฟร์คริสตอลด้วยเหมือนกัน มิฉะนั้นก็จะไม่เห็นความพิเศษของเครื่อง ส่วนเรื่องการบอกเวลานั้นยังคงชัดเจน เพราะบนหน้าปัดมีการประดับเพชรทรงบาแก็ตคัทจำนวน 12 เม็ดไว้เป็นหลักหมุดให้เราได้ดูเวลาจากเข็มไวท์โกลด์ทั้งสอง ไม่เพียงเท่านั้น Chanel ยังคงจัดเต็มอีกด้วยการประดับเพชรทรงบาแก็ตคัทจนเต็มพื้นที่ของขอบตัวเรือน นับได้ 5.46 กะรัตทีเดียว  


TAG Heuer Connected 
Electronic Utility

TAG Heuer เป็นแบรนด์นาฬิกาดั้งเดิมหนึ่งในไม่กี่แบรนด์ที่เลือกขยายกิจการเข้าสู่ธุรกิจสมาร์ทวอทช์อย่างจริงจัง เริ่มต้นด้วยการออกนาฬิกา TAG Heuer Connected รุ่นแรกในปี ค.ศ. 2015 พร้อมระบบปฏิบัติการ Wear OS ของ Google ความเก๋ของ TAG Heuer Connected ก็คือการเชื่อมโยงระหว่างความคลาสสิกแห่งวันวานและความสะดวกของยุคสมัยปัจจุบัน ผู้ใช้ (หรือที่จริงก็คือเจ้าของนาฬิกานั่นแหละ) สามารถเลือกให้หน้าจอแสดงผลเป็นรูปหน้าปัดนาฬิกา TAG Heuer รุ่นต่างๆ ได้ แถมยังสามารถเลือกสีหน้าปัดและคอมพลิเคชั่นบนหน้าปัดได้ด้วย (เช่น หน้าสามเข็มธรรมดา หน้าโครโนกราฟและหน้าจีเอ็มที) แต่ในเรื่องฟังก์ชั่นต่างๆ นั้นก็มีการเชื่อมต่อกับโทรศัพท์อย่างเพียบพร้อมเฉกเช่นสมาร์ทวอทช์ทั่วไป 

สิ่งที่พัฒนาเพิ่มเติมในรุ่นที่สามนี้ ที่เห็นเด่นชัดก็คือระบบจีพีเอสในตัว ระบบวัดชีพจรและเซ็นเซอร์อื่นๆ เพื่อให้นาฬิกาตัวเรือนขนาด 45 มม. รุ่นนี้เป็นอุปกรณ์ทางด้านการกีฬาที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ตัวนาฬิกามาพร้อมกับแอปชื่อ TAG Heuer Sports App ซึ่งมีฟังก์ชั่นโดยเฉพาะสำหรับการวิ่ง การขี่จักรยานและกีฬากอล์ฟ การชาร์จแบตเตอรี่ใช้ระบบแท่นแม่เหล็ก และมีกระเป๋าพกพาสำหรับการเดินทางให้พร้อม

ใครอยากลองแนวนี้ก็เลือกดูว่าชอบรุ่นใดที่สุด ได้แก่ รุ่นตัวเรือนสเตนเลสสตีล ขอบตัวเรือนเซรามิกสีดำ สายสเตนเลสสตีล (74,500 บาท) รุ่นสเตนเลสสตีล ขอบตัวเรือนเซรามิกสีดำ สายยางสีดำ (68,500 บาท) รุ่นสเตนเลสสตีล ขอบตัวเรือนเซรามิกเคลือบพีวีดี สายยางสีดำ (68,500 บาท) และสุดท้ายคือรุ่นตัวเรือนไทเทเนียมเคลือบดีแอลซีสีดำ ขอบตัวเรือนเซรามิกสีดำ สายยางสีดำ (90,000 บาท)

เท่าที่ดูในเวลานี้ ข้อเสียอย่างเดียวของนาฬิกา TAG Heuer Connected ก็คือราคาที่ค่อนไปทางแพงสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เราจะต้องเปลี่ยนเป็นรุ่นใหม่ในเวลาประมาณไม่เกินสามปี หรือถ้าจะคิดในเชิงคณิตศาสตร์ เอาราคาของรุ่นตัวเรือนสเตนเลสสตีลและสายสเตนเลสสตีลตั้ง หารด้วยจำนวนวันในเวลาสามปี ออกมาจะเท่ากับค่าความสะดวกวันละ 68 บาทซึ่งถูกกว่ากาแฟหรือชาที่คุณซื้อในแต่ละวันแน่ๆ แถมยังไม่มีแคลอรี่อีกด้วย คุ้มไม่คุ้มอย่างไรก็ขอให้คุณไปลองนาฬิกาดูก่อนแล้วตัดสินใจด้วยตนเองก็แล้วกันครับ 

บทความที่เกี่ยวข้อง: World of Watches Delivers the 22nd Issue in Thailand for the Summer Months


Our picks are a crystal clear Chanel, a Grand Seiko that will set you back EUR 45,000 and the latest version of TAG Heuer’s smartwatch. 

Words: Ruckdee Chotjinda 

Despite the coronavirus-enforced cancellation of the Swiss watch fairs Watches & Wonders Geneva and Baselworld, the participating and non-participating watch brands are beginning to release their novelties digitally, and we are impressed by what we see so far. Here are three of the watches that caught our attention most recently. They are all very different and chosen to represent three qualities or characteristics: the Traditional Old Guard, the Boundary Pusher and the Electronic Utility.


Grand Seiko 60th Anniversary Limited Edition SLGH002
Traditional Old Guard 

A Grand Seiko is not a Seiko. The group’s luxury brand is most easily explained by way of comparison with Toyota’s Lexus or Nissan’s Infiniti. Grand Seiko made its first appearance in 1960 as the more luxurious timepiece with meticulous finishing and exceeding accuracy. It was not until 2017, though, that the high-end line became a high-end brand of its own with the “Seiko” logo removed from the 12 o’clock position and the Grand Seiko branding moved from six o’clock to replace it. 

Turning 60 is a major celebration in the Japanese culture – a tradition linked with the zodiac calendar having completed one full cycle. Therefore, Grand Seiko is taking this 60th anniversary very seriously with products scheduled to be released throughout the year. This Grand Seiko SLGH002 watch is among the first of such pieces. Its yellow gold case is sized to 40 mm which is the modern sweet spot most watch lovers can agree on. 

Powering this series of 100 watches is the Calibre 9SA5. This all-new self-winding movement will provide the basis on which future Grand Seiko watches will be developed. It is a hi-beater with a frequency of 36,000 vph, yet offering a longer power reserve of 80 hours with two barrels arranged in sequence. Adjusted to the accuracy range of +5/-3 seconds per day, Calibre 9SA5 benefits from the new developed dual impulse escapement, and, the free-sprung balance with a curved overcoil. Additionally, the horizontal layout of the barrel and the gear train makes it possible for Calibre 9SA5 to be 15% slimmer than current Grand Seiko hi-beat movements.

International retail price for the Grand Seiko 60th Anniversary Limited Edition was announced at EUR 45,000. The Thai baht price has yet to be determined for this reference. Worldwide delivery will start in August. 


Chanel J12 X-Ray 
Boundary Pusher 

It is interesting how the Chanel J12 has risen so quickly to become a horological icon of the 21st century – it is stylish, sporty, relevant, and, very Chanel. The watch grew from strength to strength from its beginning in 2000, almost always in either scratch-resistant black or white ceramic.  

Presented as one of the watch models to celebrate the collection’s 20th anniversary, the Chanel J12 X-Ray breaks away from the monochromatic codes by eschewing any notion of colour altogether. The 12-piece limited edition is made of sapphire crystal: a material of great hardness that is highly difficult to work on and to shape into the desired form. 

Few brands have produced sapphire watches so far, and none of them is on a matching bracelet. The J12 X-Ray, therefore, is a world premiere in this area, and a great technical achievement for Chanel as a manufacture. It is worth mentioning also that Chanel is one of the very few companies producing ceramic watches on a ceramic bracelet in the first place so this is most befitting indeed.  

Beating at the heart of this aptly named see through watch is an equally remarkable movement. Calibre 3.1 is all about transparency. Developed and assembled by the Chanel manufacture in La Chaux-de-Fonds, Switzerland, this hand-winding movement is related to the already airy Calibre 3 used in the Chanel Boy.Friend Skeleton watch but with movement plate and bridges made of sapphire instead. 

Of course, the dial of this watch has to be made of sapphire crystal as well in order for everything to work. Here, passage of time is marked by white gold hands that glide over, quite appropriately, 12 baguette-cut diamonds for each of the hours. The bezel is set with numerous baguette-cut diamonds on the bezel, weighing totally 5.46 carats, to complete this fantastic package. 


TAG Heuer Connected 
Electronic Utility

TAG Heuer is one of the few traditional watch companies seriously engaged in the smartwatch business, having introduced their first TAG Heuer Connected watch in 2015. Right from the beginning, the Google Wear OS powered timepiece provided the bridge between tradition and advancement by allowing users (well, watch owners, that is) to display classic TAG Heuer dials with the desired colour and complication (e.g. time only, chronograph or GMT), while at the same time offers the connectivity associated with smartwatches. 

This third generation product comes with improved sports functionality, thanks to the built-in GPS, heart-rate monitor and other sensors. The associated TAG Heuer Sports App facilitates monitoring of your performance from running and cycling to golf. It is delivered with a magnetic battery charger and a bespoke travel pouch. 

In terms of aesthetics, you have the key choices of choosing this watch in stainless steel with a black ceramic bezel and a stainless steel bracelet (74,500 baht), in stainless steel with a black ceramic bezel and a black rubber strap (68,500 baht), in stainless steel with a PVD-treated ceramic bezel and a black rubber strap (68,500 baht), and, in black DLC-coated titanium with a black ceramic bezel on a black rubber strap (90,000 baht).

As things stand, price is the only factor working against this 45 mm watch. The sum is a bit hefty for a product which needs to be retired or replaced by a more advanced model in three years. On the other hand, retail price divided by the number of days in three years’ time is only 68 baht for the stainless steel on stainless steel model. That is less than what you pay for your coffee or tea each day – the TAG Heuer Connected is understandably free of calories as well. You should do the math and decide for yourself whether this watch is for you or not. 

See also: World of Watches Delivers the 22nd Issue in Thailand for the Summer Months

Author profile

Even after years as a writer and a journalist, Ruckdee still considers himself a translator first of all, as that background service was the gateway to his present career. When not working on Luxuo Thailand, Ruckdee manages the quarterly print magazine World of Watches Thailand -- a sister title within our group.