Rolex Testimonee Alejandro G. Iñárritu on Transmitting Knowledge

อเลฆันโดร กอนซาเลส อิญาร์ริตู เทสติโมนีของ Rolex ในฐานะผู้กำกับมากฝีมือซึ่งเป็นที่รู้จักกันจากผลงานภาพยนตร์ที่สำรวจความคิดและจิตใจของมนุษย์ ตลอดจนงานภาพอันโดดเด่นของเขา
บทความ: โจนาธาน โฮ

[ English ]

การชนะรางวัล Academy Awards 3 รางวัลจากการกำกับ ร่วมเขียนบทและร่วมอำนวยการสร้างภาพยนตร์ตลกร้ายแนวอัตถิภาวนิยมที่สำรวจความเย่อหยิ่งของอดีตนักแสดงซูเปอร์ฮีโร่นั้นเป็นพรสวรรค์ซึ่งไม่อาจปฏิเสธได้ของ อเลฆันโดร กอนซาเลส อิญาร์ริตู ผู้กำกับชาวเม็กซิกันท่านนี้เป็นน้องสุดท้องในครอบครัวที่มีพี่น้องทั้งหมด 7 คน และเขามีก็มีผู้กำกับสัญชาติเช็ก-อเมริกันอย่าง ไมลอส ฟอร์แมน เป็นแรงบันดาลใจเหมือนกันกับกับแคทริน บิเกโลว์ เทสติโมนีอีกท่านของแบรนด์ อิทธิพลอันแรงกล้าของฟอร์แมนทำให้อิญาร์ริตูได้รู้จักขัดเกลาไหวพริบด้านความคิดสร้างสรรค์ ผ่านการเดินทางอันเปี่ยมชีวิตชีวาและแนวคิดในแบบลัทธิโรแมนติก

การทำงานเป็นลูกเรือบนเรือบรรทุกสินค้าต่างๆ ทำให้อิญาร์ริตูได้เดินทางไปทั่วทวีปยุโรปและแอฟริกาจนเป็นการเปิดมุมมองในการเป็นผู้สร้างภาพยนตร์ต่อไป ทั้งยังนำมาซึ่งแรงบันดาลใจในการคัดเลือกฉากเพื่อการถ่ายทำภาพยนตร์ของเขาด้วย อิญาร์ริตูเดินทางกลับมายังกรุงเม็กซิโกซิตี้เพื่อศึกษาต่อด้านนิเทศศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย Universidad Iberoamericana ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนชั้นนำแห่งหนึ่งของเม็กซิโก แล้วเส้นทางอาชีพของอิญาร์ริตูก็เริ่มต้นจากการเป็นพิธีกรรายการวิทยุที่สถานีท้องถิ่นแห่งหนึ่งเป็นลำดับแรก

อเลฆันโดร กอนซาเลส อิญาร์ริตู เทสติโมนีของ Rolex และเบิร์ดแมนผู้โบยบินตัวจริง

“ใครสักคนที่ช่วยให้คุณได้เห็นบางสิ่งในตัวคุณเอง บางสิ่งที่คุณไม่ได้เห็นมาก่อน และเป็นคนที่ทำให้คุณมีความมั่นใจในการลงมือจริง แม้ว่าคุณจะไม่รู้ตัวก็ตาม” – อเลฆันโดร กอนซาเลส อิญาร์ริตู ในหัวข้อเรื่องการเป็นที่ปรึกษา ผู้แนะนำและให้ความรู้

ตลอดชีวิตการทำงานของอิญาร์ริตู แม้จะได้รับรางวัลหลายครั้งซึ่งรวมถึงรางวัล Academy Awards 5 รางวัล แต่เขาคิดว่าดนตรีมีอิทธิพลต่อการสร้างภาพยนตร์ของเขามากกว่าตัวภาพยนตร์เอง และเขายอมรับว่า ลุดวิก มาร์กูเลส ผู้กำกับละครเวทีชั้นครูชาวโปแลนด์ที่อิญาร์ริตูเคยมีโอกาสเรียนด้านการละครด้วยนั้นได้สอนให้เขารู้จักการตั้งคำถามกับตนเองและพร้อมโอบรับความไม่แน่นอนอันเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการนั้น

อิญาร์ริตูกล่าวรำลึกถึงความหลังไว้อย่างหวานชื่นว่า “เขาเปลี่ยนมุมมองของผมที่มีต่อการเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ ผมด่วนสรุปไปเสียก่อนว่าการกำกับนั้นเป็นอย่างไร แต่กลับไม่มีมุมมองที่จริงจัง ความรู้เชิงลึกหรือความตระหนักรู้ เขาทำให้ผมมีความมั่นใจในการตอบคำถามกับตนเองโดยปราศจากความกลัว และไม่ขาดซึ่งความถ่อมตนและการเคารพต่อศิลปะ ของอย่างนี้คนเป็นครูก็บอกคุณตรงๆ ไม่ได้ ครูมีหน้าที่ให้ความรู้กับคุณ แต่ภูมิปัญญานั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งเลย เขาทำให้ผมมีความหลงใหลในการแสดงของมนุษย์ ตลอดจนการสร้างสรรค์ละครที่สามารถนำเสนอธรรมชาติของมนุษย์ผ่านศิลปะภาพยนตร์ครับ”

ผู้กำกับมือหนึ่งส่งต่อความรู้และเปลี่ยนแปลงมุมมองของผู้ชม

อิญาร์ริตูเป็นผู้กำกับมากฝีมือซึ่งเป็นที่รู้จักกันจากผลงานภาพยนตร์ที่สำรวจความคิดและจิตใจของมนุษย์ ตลอดจนงานภาพอันโดดเด่นของเขา แม้มาร์กูเลสจะเป็นอาจารย์ของอิญาร์ริตูเป็นเวลานาน 3 ปี ช่วยเปลี่ยนมุมมองที่เขามีต่อการเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ และช่วยส่งให้เขามีความเชื่อมั่นในตนเอง แต่อิญาร์ริตูก็ยอมรับเองว่าผู้ที่สอนบทเรียนให้เขามากที่สุดจริงๆ ก็คือเออร์เนสโต โบลิโอ เพื่อนของเขาเอง

“ผมโชคดีที่มีอาจารย์สองคนที่ทำให้ผมใช้ศักยภาพได้อย่างเต็มที่ ด้วยวิธีการที่แตกต่างกันมากๆ และไม่ได้เป็นเพียงแค่การส่งต่อความรู้เท่านั้น”

อิญาร์ริตูเล่าถึงเรื่องนี้ว่า “แม้โบลิโอจะมีความรู้เรื่องภาพยนตร์ไม่มาก แต่เขามีประสบการณ์ชีวิตเยอะมากครับ (และชีวิตก็เป็นพื้นฐานสำหรับเรื่องราวที่จะนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์) เขาเฝ้าสอนให้ผมรู้จักยอมรับ เรียนรู้และเปลี่ยนแปลง และก้าวข้ามสถานการณ์อันยากลำบากต่างๆ ในชีวิตของผมด้วยความใจเย็นและภูมิปัญญาสุดลึกซึ้ง ไม่มีใครเดินทางแต่เพียงผู้เดียวครับ หากจะว่าไปแล้ว เขา (โบลิโอ) ได้ปลุกความตระหนักรู้ของผมและเปิดประตูสู่แสงสว่างที่ทำให้ผมได้รู้จักตัวเองและได้ใช้ศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ นั่นเลยเป็นเหตุผลว่าทำไมผมถึงอยากเป็นที่พึ่งให้กับใครสักคนหนึ่งบ้าง เหมือนกับที่เขาเหล่านี้เคยเป็นที่พึ่งให้กับผม”

ภาพยนตร์ตลกเรื่องแรกของเขาเมื่อปี 2014 อย่าง Birdman ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Academy Awards จำนวน 9 สาขา และท้ายที่สุดก็ชนะรางวัลไปใน 4 สาขา ซึ่งผู้กำกับมากความสามารถผู้นี้ได้รางวัลไปทั้งหมด 3 ตัว หลังจากนั้น 2 ปี อิญาร์ริตูก็ได้รางวัล Academy Award อีกครั้งจากภาพยนตร์เรื่อง The Revenant ทำให้เขากลายเป็นผู้กำกับคนที่ 3 ในประวัติศาสตร์ที่ชนะรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจากสถาบันนี้ถึง 2 ปีซ้อน ทั้งนี้ตัวภาพยนตร์ The Revenant เองนั้นได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลมากถึง 12 สาขา

ความจริงแล้ว Birdman เป็นภาพยนตร์ที่ดูครั้งเดียวแล้วก็รู้สึกได้ทันทีเลยว่าคุณได้ดูผลงานที่ไม่ธรรมดา งานภาพที่ดูหลอนๆ นำเสนอไมเคิล คีตัน ในรูปแบบที่ราวกับเป็นภาพยนตร์ลองเทคทั้งเรื่องที่บอกเล่าเรื่องราวของนักแสดงที่พยายามคืนสู่วงการแสดงละครเวทีอีกครั้ง หลังจากที่ตัวเขาถูกผูกอยู่กับภาพของตัวละครแนวซูเปอร์ฮีโร่มาเป็นเวลานานหลายปี หรือกล่าวได้ว่าเมื่อได้ทีมนักแสดงชั้นยอดประกอบกับการถ่ายทำที่มีฝีมือจึงเกิดความมหัศจรรย์ขึ้นในภาพยนตร์เรื่องนี้

อิญาร์ริตูให้สัมภาษณ์กับเว็บไซท์ Indiewire ว่าท้องเรื่องและบริบทที่คาดเดาไม่ได้ของ Birdman นั้นเป็นสิ่งที่ดึงดูดใจเขา อิญาร์ริตูกล่าวว่า “ผมคิดว่าวิธีการถ่ายภาพยนตร์เรื่องนั้นก็เหมือนกับบเนื้อหาของตัวภาพยนตร์จริงๆ เพราะตัวละครรู้ว่าในอีก 3 วันเขาจะต้องแสดงรอบปฐมทัศน์บนเวที แล้วคนก็จะตัดสินการแสดงของเขา หลังจากที่เขาเป็นดาราภาพยนตร์แนวซูเปอร์ฮีโร่มาพักใหญ่ซึ่งมันตรงกันข้ามกับความเป็นจริงและความเป็นธรรมชาติโดยสิ้นเชิง ผมคิดว่านั่นเป็นส่วนหนึ่งของแก่นเรื่องนะครับ และเหล่านักแสดงก็รู้สึกอย่างนั้นจริงตอนที่เราถ่ายทำกัน เราได้ซ้อมฉากๆ หนึ่งของภาพยนตร์ซึ่งเป็นฉากการซ้อมละครเวที ดังนั้นตอนที่เราถ่ายฉากนั้นจึงเท่ากับว่าพวกเรากำลังสะท้อนภาพสะท้อนความเป็นจริงที่เกิดขึ้นจริงๆ ครับ”

ส่วน The Revenant ซึ่งเป็นภาพยนตร์รางวัลออสการ์อีกเรื่องหนึ่งของอิญาร์ริตูนั้นเป็นการถ่ายทอดสภาพความคิดและจิตใจของมนุษย์ผ่านเรื่องราวของชายคนหนึ่งที่ชื่อ ฮิวจ์ กลาส เขาเป็นนักผจญภัยและนักล่าขนสัตว์ช่วงทศวรรษ 1820 ที่รอดจากการทำร้ายโดยหมีกริซลี อีกทั้งยังต้องฝ่าฟันสภาพแวดล้อมแบบทุนดราอันยากลำบากเพื่อแก้แค้นกลุ่มคนที่ทรยศเขา อิญาร์ริตูกล่าวว่า “ภาพยนตร์แบบนี้คือบทสดุดีต่อขนบแห่งภาพยนตร์แบบดั้งเดิมที่เหล่าผู้กำกับเดินทางไปถ่ายทำในสถานที่จริง และต้องเสี่ยงเจอกับอุปสรรคนานัปการ ผมเชื่อสุดหัวใจครับว่านั่นควรเป็นตัวอย่างของการสร้างภาพยนตร์ในแบบที่ควรจะเป็นครับ”

ในขณะที่สมาชิกในกองถ่ายบอกว่าสภาพการถ่ายทำนั้นโหดร้ายมาก ทว่าอิญาร์ริตูกลับย้อนความหลังด้วยความชื่นชมอย่างยิ่งว่า “นั่นเป็นสภาพแวดล้อมที่พวกเราเผชิญกันมา ผมไม่ต้องเตือนเหล่านักแสดงเลยครับว่า ‘คุณต้องแกล้งทำเป็นหนาวนะ’ เพราะพวกเขาหนาวกันจริงๆ พวกเขามีองค์ประกอบทุกอย่างให้ใช้อยู่ตรงนั้นแล้ว มันจึงกลายเป็นการแสดงสายเมธอดและการกำกับสายเมธอด และนั่นถือเป็นสิทธิพิเศษ เป็นดั่งของขวัญครับ”

นาฬิกาที่สะท้อนความเชี่ยวชาญของอิญาร์ริตูในการเลือกใช้สื่อและบริบททางสังคมได้เป็นอย่างดีก็คือ Oyster Perpetual GMT-Master ซึ่งทะยานขึ้นครองฟากฟ้าตั้งแต่ที่เปิดตัวเมื่อปี 1955 เขาใส่ Oyster Perpetual GMT-Master II สร้างฉากถ่ายทำต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นฉากหิมะถล่มหรือฉากที่เอาตับวัวไบซันดิบๆ ให้ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอกิน นาฬิการุ่นนี้มีวงแหวนขอบตัวเรือนสเกล 24 ชั่วโมงวัสดุ Cerachrom สองสีที่ทนทานต่อการกัดกร่อนได้เป็นอย่างดี และแทบจะไม่มีโอกาสเกิดรอยขีดข่วนได้เลย จึงกล่าวได้ว่าเรือนเวลานี้เหมาะสมที่สุดแล้วที่จะอยู่คู่ข้อมือผู้กำกับที่ถ่ายทอดความสมจริงผ่านทางภาพยนตร์ได้เป็นอย่างดีผู้นี้

บทความที่เกี่ยวข้อง: Rolex Master of Cinema Kathryn Bigelow Goes Where No Woman Has Gone


Known for his exploration of the human condition, coupled with his visual style, Rolex Testimonee Alejandro Iñárritu is a cinematic force to be reckoned with.

Words: Jonathan Ho

Winning three Academy Awards for directing, co-writing and co-producing an existential dark comedy exploring the ego of a forgotten superhero actor, is something an undeniable talent like Mexican filmmaker Alejandro G. Iñárritu does. The youngest of seven siblings, Rolex Testimonee Iñárritu shared a common influence with fellow Rolex Testimonee Kathryn Bigelow in the form of Czech-American writer-director Miloš Forman. So strong was Forman’s impact that Iñárritu learned to shape his creative instincts via an irrepressible wanderlust and romanticism.

Working as a sailor on cargo boats, his travels through Europe and Africa would open his eyes as a filmmaker and eventually provide the muse for the settings of his films. Iñárritu returned to Mexico City where he studied communications at Universidad Iberoamericana, one of the most prestigious private universities in Mexico. Iñárritu’s career began as a radio host at a local radio station.

Rolex Testimonee Alejandro G. Iñárritu: The Birdman who Soared

“Someone who helps you see something within yourself, something that you had not seen and who gives you the confidence to carry it out, even if you think you don’t know it.” – Alejandro G. Iñárritu on mentorship

Having won multiple awards for his films throughout his career, including five Academy Awards, Iñárritu counts music as a far bigger influence on his filmmaking than film itself but he admits that Ludwik Margules, an erudite Polish immigrant, under whom he was lucky to study theatre, taught him to question himself and to embrace uncertainty as part of the process.

“He transformed my perception of what it was like to be a director. I had jumped to a conclusion of what directing was like, but I didn’t have the real perception, the deep knowledge, the consciousness. He gave me the self-confidence to answer my own questions without fear, and with humility and veneration for the art,” Iñárritu recalls fondly, “I don’t think it’s possible for a teacher to tell you that. A teacher gives you knowledge, but wisdom is something else. He filled me with a passion for human drama, to the dramaturgy of being able to represent human nature in the art of filmmaking.”

A Master of Cinema transmits knowledge and transforms perceptions

Known for his exploration of the human condition, coupled with his visual style, which have established Iñárritu as a cinematic force to be reckoned with. Iñárritu was mentored by Margules for three years, transforming his “perception of what it means to be a director” while propelling him to believe in himself. But, as Iñárritu admits that it was his friend Ernesto Bolio, who taught him the most.

“I was lucky to have two mentors who – in very different ways and beyond just transmitting knowledge – brought out the best in me.”

“Bolio knows very little about movies, but knows a lot about life (and life is the stuff that movies are made of). With patience and profound wisdom, he taught me to accept, learn and to transform, overcome the most difficult situations of my life. You don’t go anywhere alone,” shares Iñárritu. “In a way, he (Bolio) opened my consciousness, he opened the door of light to get to know myself and to get the best out of myself. That’s why I would like to be there for someone else, in much the same way these men were there for me.”

Indeed, his 2014 comedy-genre debut Birdman received nine Academy Award nominations, and went on to win four Oscars, including three for the talented auteur. Two years later, he won another Academy Award, for The Revenant, becoming only the third director in history to win the Oscars for Best Director two years in a row; the film itself was nominated for 12 Academy Awards.

Truthfully, it’s not hard to watch Birdman and not feel like you’ve witnessed the extraordinary. Hallucinogenic cinematography captures Michael Keaton in a seemingly single take, in a story about an actor attempting to make a comeback in theatre after years of being typecast as an invincible superhero – when superb casting and enlightened camerawork meet – magic happens.

Speaking to Indiewire, it’s the unpredictability of Birdman’s premise and setting which fascinated Iñárritu, “I think the way the film was shot was exactly like that —the fact that the guy knows that in three days  he’s going to be exposed to the premiere of his play and he will be judged live after being a superhero movie star, which is exactly contrary to reality and naturalism. I think that’s part of the theme, and the actors felt like that while we were shooting, so we were rehearsing a scene that was about rehearsing a scene that will be presented in a live performance. When we were shooting that, we were mirroring the mirror of the reality of reality.”

With The Revenant, Iñárritu’s academy award-winning film captured the zeitgeist of the human condition in the story of one man: Hugh Glass, an 1820s adventurer and fur trapper who survived a grizzly bear attack and endured miles of rugged tundra to get revenge on the men who betrayed him. “A film like this,” Iñárritu says, “is a homage to the original cinema tradition, where the directors went to the places, and you risked challenges. I passionately believe that that should be an example of how film should be committed.”

A crew member recalls shooting conditions to be torturous but Iñárritu recalls with great passion, those were the conditions that we went through. I didn’t have to remind the actors, “You’re pretending to be cold.” No, they were really cold. All the elements were there for them to use. It became method acting, method directing — and that was a privilege. That was a gift.”

Indeed, the Oyster Perpetual GMT-Master which conquered the skies during its launch in 1955, is emblematic of Iñárritu’s mastery of medium and milieu. From engineering an avalanche to feeding Leonardo DiCaprio raw bison liver, Iñárritu’s Oyster Perpetual GMT-Master II with its extremely robust, virtually scratchproof 24-hour graduated two-colour Cerachrom insert with excellent corrosion-resistant ceramic is every inch a mirror of Iñárritu’s cinematic reality and his choice.

See also: Rolex Master of Cinema Kathryn Bigelow Goes Where No Woman Has Gone