Musée Atelier Audemars Piguet To Welcome Visitors from 25 June

พิพิธภัณฑ์ดีไซน์ล้ำสมัยของ Audemars Piguet ใกล้พร้อมเปิดให้ผู้มาเยือนได้เดินทางย้อนเวลากันแล้ว
บทความ: รักดี โชติจินดา

[ English ]

โครงการ Musée Atelier Audemars Piguet เริ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในปี ค.ศ. 2014 เมื่อดีไซน์อาคารกระจกรูปทรงโค้งก้นหอยของบริษัท Bjarke Ingels Group ได้รับการคัดเลือกเพื่อใช้ขยายพื้นที่สำนักงานใหญ่ของ Audemars Piguet ที่เมืองเลอบราซูส์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ขณะนี้งานก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้วและตัวพิพิธภัณฑ์จะพร้อมเปิดรับแขกผู้มาเยือนตั้งแต่วันที่ 25 มิถุนายนเป็นต้นไป World of Watches/Luxuo Thailand มีโอกาสได้สัมภาษณ์คุณเซบาสเตียน วิวาส ผู้อำนวยการแผนกประวัติศาสตร์และพิพิธภัณฑ์ในเรื่องนี้และหัวข้ออื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง 

ต้นไม้สามมิติที่ช่วยไล่เรียงลำดับญาติภายในครอบครัวสำคัญแห่งวาลเลเดอชูซ์

รู้สึกอย่างไรครับ กับการที่ได้ทำงานที่แบรนด์นาฬิกาอันทรงเกียรติอันดับต้นๆ ของโลก

ผมรู้สึกว่าตัวเองนั้นโชคดีอย่างมากที่ได้ทำงานที่ Audemars Piguet ไม่ใช่เพียงเพราะว่าช่วงนี้ธุรกิจของเรากำลังไปได้ดีเท่านั้น แต่เพราะว่าบริษัทนี้มีจิตวิญญาณและความเป็นครอบครัวอย่างที่คุณไม่น่าจะหาได้จากที่อื่น พนักงานทุกคนมีใจให้กับงานและมีอิสรภาพในการแสดงออกซึ่งบุคลิกของตนเอง ถ้าคุณเป็นคนที่มีฝัน ไม่ว่าฝันนั้นจะดูเว่อร์วังเพียงใดและคุณมีความมุ่งมั่นที่จะลงมือทำและความสามารถในการสื่อสารให้คนอื่นเข้าใจ ฝันนั้นก็มีโอกาสที่จะกลายเป็นความจริงสูงมากครับ 

โครงการ Musée Atelier นี้เป็นตัวอย่างที่ดีเลย เพราะการที่จะเอานาฬิกาอันทรงคุณค่าแห่งประวัติศาสตร์ตลอดจนช่างนาฬิกามือหนึ่งของเรามาไว้ในอาคารที่มีแต่กำแพงกระจกโดยรอบนั้นฟังดูเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะทำได้ แต่ดีไซน์ของบริษัทสถาปนิก BIG นั้นก็ดูน่าหลงใหลเสียจนคณะกรรมการตัดสินต้องเทใจให้ และผู้บริหารของบริษัทก็สนับสนุนโครงการนี้มาตลอดระยะเวลา 7 ปีจนเสร็จสมบูรณ์ในปีนี้ 

ห้องจัดแสดงผลงานระดับแกรนด์คอมพลิเคชั่นของ Audemars Piguet

แล้วคุณทำอย่างไรให้พิพิธภัณฑ์แห่งนี้โดนใจคนรุ่นเก่าในขณะที่ยังดึงดูดคนรุ่นใหม่ด้วยเช่นกัน 

เป็นคำถามที่น่าสนใจมากครับ เพราะว่ากระบวนการออกแบบของเราในครั้งนี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ เราไม่ได้แบ่งพื้นที่ตามกลุ่มผู้มาเยือน แต่เราเลือกที่จะนำเสนอแง่มุมที่โดดเด่นที่สุดของเราแทน ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ งานฝีมือ ความชื่นชอบในกลไกและการออกแบบ จิตวิญญาณแห่งความเป็นอิสระ ตลอดจนบุคลากรของเรา และเราก็นำเสนอแง่มุมเหล่านี้ในรูปแบบที่น่าตื่นเต้นและน่าสนใจที่สุด ดังนั้นเราก็หวังว่าทุกคนเมื่อมาเยือนแล้วก็จะได้พบกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่โดนใจตนเอง ไม่ว่าเขาคนนั้นจะเป็นนักสะสมนาฬิกาตัวยง เป็นคนรักงานสถาปัตยกรรม หรือเป็นนักท่องเที่ยวที่บังเอิญผ่านมาชมความงามของธรรมชาติในแถบนี้ และไม่ว่าเขาจะมาจากที่ใดหรือมีอายุมากน้อยเพียงใด เราหวังว่าเขาเหล่านั้นจะมาแล้วต้องร้อง “ว้าว” และได้พบกับสิ่งที่เขามองว่าน่าประทับใจและน่าจดจำ 

ถ้าเราเดามุมภาพไม่ผิด เลยทิวเขานี้ที่เห็นหิมะปกคลุมต้นไม้นี้ไปก็เป็นฝรั่งเศสแล้ว

คุณทำงานที่ Audemars Piguet มานาน 8 ปีแล้ว ขอถามว่ามีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปบ้างและอะไรที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลยในช่วงเวลานี้

ก่อนอื่นผมต้องกล่าวให้เกียรติแก่คุณมาร์ติน เค เวอร์ลิ ซึ่งทำงานในตำแหน่งนี้มาก่อนผม และเป็นผู้รวบรวมนาฬิการะดับประวัติศาสตร์ของแบรนด์จนเกิดเป็นคอลเลคชั่นอันน่าทึ่ง ท่านเพิ่งจากเราไปเมื่อไม่นานมานี้ บริษัทของเรามีการขยายตัวตั้งแต่ปี ค.ศ. 2012 และผมก็มีโอกาสได้สร้างทีมของแผนกประวัติศาสตร์นี้ซึ่งประกอบด้วยนักประวัติศาสตร์ นักจดหมายเหตุและผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ ซึ่งช่วยเพิ่มความหนักแน่นของข้อมูลจากประวัติศาสตร์ของ Audemars Piguet 

ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2013 ห้องบูรณะนาฬิกาเก่าได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของแผนกเราด้วย ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญเพราะจุดนี้ช่วยให้เราสามารถเข้าใจช่างซึ่งต้องคอยหล่อเลี้ยงความรู้ความสามารถในการประดิษฐ์นาฬิกาแบบดั้งเดิม การบูรณะนาฬิกาเป็นภารกิจที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดของเรา เราจำเป็นต้องรักษาไว้ซึ่งทักษะทางด้านเทคนิคเหล่านี้แล้วส่งต่อไปยังช่างรุ่นต่อไปได้ เพื่อที่เราจะได้ทำงานซ่อมแซมและบูรณะนาฬิกาของวันวานและของอนาคตได้เฉกเช่นเดียวกัน 

ห้องบูรณะนาฬิกาเก่าที่ชั้นบนของอาคารเดิมซึ่งตั้งมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1875

ตัวคุณเองชื่นชอบเรื่องใดในประวัติศาสตร์ของ AP ที่สุดครับ

ทุกวันนี้ Audemars Piguet เป็นแบรนด์ที่ค่อนข้างจะมีชื่อเสียงและมีขนาดใหญ่ เรามีพนักงานกว่า 2,000 คนที่เลอบราซูส์แห่งนี้รวมกับที่ต่างๆ ทั่วโลก ตอนที่ผมเริ่มศึกษาประวัติของ AP นั้น สิ่งแรกที่ทำให้ผมรู้สึกเซอร์ไพรส์ก็คือว่า AP เป็นบริษัทขนาดเล็กมากมานานกว่าศตวรรษ จำนวนพนักงานโดยเฉลี่ยจากอดีตจนถึงปี ค.ศ. 1951 นั้นอยู่ในระดับ 20 คนเท่านั้นเอง เซอร์ไพรส์ที่สองก็คือการได้เรียนรู้ว่าในช่วงเวลาดังกล่าวนั้น นาฬิกาทุกเรือนที่ AP ผลิตจะเป็นแบบยูนิคพีซเรือนเดียวในโลก 

ทั้งหมดนี้เป็นเพราะบุคลิกภาพอันแรงกล้าของผู้ก่อตั้งแบรนด์ทั้งสองท่าน นั่นก็คือจูลส์ หลุยส์ โอเดอมาส์และเอ็ดเวิน ออกุสต์ ปิเกต์ ซึ่งตัดสินใจเมื่อปี ค.ศ. 1875 ว่าจะใช้ระบบการผลิตแบบเอตาบลิสซาจที่ประกอบด้วยเวิร์คช็อปเล็กๆ ที่แยกกันทำงานตามความถนัดของตน แต่ละแห่งผลิตเฉพาะชิ้นส่วนของนาฬิกาที่ตนมีความเชี่ยวชาญ แล้วนำมาประกอบกันเป็นเรือนเวลาอันน่าทึ่ง ในเรื่องนี้ผมก็เจออีกหนึ่งเซอร์ไพรส์เช่นกันตรงที่ว่านาฬิการะดับมาสเตอร์พีซจากหมู่บ้านเล็กๆ อันโดดเดี่ยวและห่างไกลแห่งนี้ถูกส่งไปขายยังเมืองใหญ่ต่างๆ ของโลกตั้งแต่ยุคศตวรรษที่ 19 แล้ว 

เซบาสเตียน วิวาส

แอบถามว่ามีนาฬิกาวินเทจของ Audemars Piguet รุ่นใดที่คุณอยากใส่เป็นประจำบ้าง

มีหลายรุ่นเลยครับ! เรือนหนึ่งที่ไม่ได้ดูเป็นเอกลักษณ์อะไรมากนักแต่ผมชอบก็คือนาฬิกาเพอร์เพทชวลคาเลนดาร์รุ่น 5516 ซึ่งเรือนแรกของรุ่นนี้ขายมาที่ประเทศไทยและยังคงอยู่ในครอบครองของนักสะสมท่านหนึ่งที่กรุงเทพ ผมมองว่าดีไซน์ของนาฬิการุ่นนี้ได้สมดุลมากๆ หน้าปัดก็มีรายละเอียดเหลือเชื่อ แล้วเครื่องของนาฬิการุ่นนั้นก็ยังเป็นการเปิดหน้าบทใหม่แห่งประวัติศาสตร์ของนาฬิกาที่มีส่วนสัมพันธ์กับดวงดาวอีกด้วย  

นาฬิกาเพอร์เพทชวลคาเลนดาร์รุ่น 5516

นาฬิกาอีกรุ่นที่ผมชอบคือรุ่นพรีโมเดล 1533 จากปี ค.ศ. 1943 ซึ่งเป็นต้นแบบของรูปลักษณ์ของนาฬิกา [Re]master01 ซึ่งเราเพิ่งจะเปิดตัวไปเมื่อไม่นานมานี้ และเป็นอีกหนึ่งผลงานที่แผนกประวัติศาสตร์มีส่วนร่วมสร้าง ผมเคยได้ใส่นาฬิการุ่นดั้งเดิมนั้นอยู่เป็นครั้งคราว บอกได้เลยว่า แม้ตอนนี้จะเอาไปใส่ตู้โชว์อยู่ในพิพิธภัณฑ์เป็นอย่างดีแล้วแต่วันหลังผมจะแอบเอาออกมาใส่ในโอกาสพิเศษอีก (อย่างเช่นวันเกิด 50 ปีของผมก็น่าจะเข้าท่า) แต่อย่าไปบอกใครนะครับ สำหรับในชีวิตจริง นาฬิการุ่นที่ผมใส่ทุกวันคือ Royal Oak 15300 ซึ่งเป็นนาฬิกาส่วนตัวของผมเอง อาจจะยังไม่ใช่วินเทจ แต่ก็ขึ้นทำเนียบคลาสสิกไปแล้วและเป็นที่ต้องการของคนจำนวนมากครับ 

นาฬิการุ่นพรีโมเดล 1533

บทความที่เกี่ยวข้อง: Baselworld Takes a Massive Blow as Five Major Brands Leave


The immersive space is a perfect blend of century-old tradition and contemporary scenography. 

Words: Ruckdee Chotjinda 

The landmark project known as Musée Atelier Audemars Piguet began in 2014 when Bjarke Ingels Group won the architectural competition to expand Audemars Piguet’s historical premise in Le Brassus, Switzerland. Construction of the spiral-shaped glass pavilion is complete and it will open its door to welcome visitors from 25 June onwards. We talk to Heritage and Museum Director Sébastian Vivas on this and other relevant subjects. 


What is it like to work for one of the most esteemed watch brands in the world?

It is a great privilege to work for Audemars Piguet, not only because the brand is doing well at the moment, but because there is a special spirit in this company, a sense of family which you probably do not find anywhere else. The people are passionate and can freely express their personalities. If you have a dream at AP, no matter how crazy it can be, with strong convictions and the ability to share it, there is a high chance that it becomes reality. 

The project of the Musée Atelier is a perfect example. Sheltering our historical watches, as well as our best watchmakers in a building entirely supported by glass walls sounded insane, but the project of architecture firm BIG was so fascinating that the jury of the architecture competition fell in love with it. The direction of the company supported it during seven years, until its achievement in 2020. 


How did you balance the need to satisfy the more mature conservative and to engage younger newcomers?

Your question is interesting because it shows that our conceptualisation process has been somehow unconventional. Instead of defining categories of visitors, we have decided to offer the best of who we are. We have aimed to express the most important facets of our brand – its history, craftmanship, passion for mechanics and design, its free spirit and, of course, its people – in the most exciting and interesting way.

Based on that, we hope that everyone, from the most experienced watch collectors to amateurs of architecture and tourists discovering our beautiful region, wherever they come from and whatever their age is, finds something that will move them. We hope that they say “wow” a few times and experience something surprising and memorable.


You have been with Audemars Piguet for eight years now. What has changed and what has not in this short time in the larger scheme of the brand’s heritage?

I first would like to pay tribute to my predecessor Martin K. Wehrli, who has built an incredible collection of historical watches and who recently passed away. Since 2012, our company has grown and I have had the chance to build the Heritage Department team, which comprises historians, archivists and specialists whose work has deeply enriched our knowledge of Audemars Piguet’s history. 

Since 2013, the Restoration Atelier has been part of our department. This has been a major step, as it has given more visibility to the craftspeople who perpetuate traditional watchmaking. This mission is at the heart of our company. We need to preserve the technical skills and pass them on to the next generations, to not only service, repair and restore the watches of yesterday, but also the watches of tomorrow.


Which aspect of AP history do you find most appealing?

Today, Audemars Piguet is a quite famous and large brand, employing more than 2,000 people in Le Brassus and around the world. When I started studying AP’s history, my first surprise was to discover that it had been a very small company for over a century. Until 1951, it only employed an average of 20 people. My second surprise was to find out that, during this period, every watch produced was a unique piece.

This is due to the strong personality of the two founders, Jules Louis Audemars and Edward Auguste Piguet, who decided in 1875 to perpetuate the établissage system: a dense network of highly skilled independent workshops, each one specialized in a part of the watch, and combining their talents to create extraordinary watches. To my surprise, these masterpieces made in this tiny isolated valley were distributed in the world’s largest capitals and that already in the 19th century. 


Is there a vintage Audemars Piguet watch you wish you could wear on a regular basis?

There are plenty of them! It might not look very original, but I love the legendary perpetual calendar, reference 5516, the first example of which was sold to Thailand and still belongs to a great friend of the brand in Bangkok. While its design is extremely well balanced and its dial incredibly expressive, its mechanical content opened a new chapter in the history of astronomical watches. 

I am also a fan of pre-model 1533 from 1943, which has inspired the aesthetics of the recently launched [Re]master01, another great project to which the Heritage Department has contributed. I had the opportunity to wear the original watch at some occasions. I have to admit that, although it is now perfectly highlighted in its Musée Atelier showcase, I may take it away discreetly in the future, to wear it for a very special moment (why not for my 50th birthday) – but don’t tell it too loudly. On a daily basis, I wear my personal Royal Oak 15300, not yet vintage, but already classical, and highly coveted. 

See also: Baselworld Takes a Massive Blow as Five Major Brands Leave

Author profile

Even after years as a writer and a journalist, Ruckdee still considers himself a translator first of all, as that background service was the gateway to his present career. When not working on Luxuo Thailand, Ruckdee manages the quarterly print magazine World of Watches Thailand -- a sister title within our group.