Evergreen Timepieces and The Origin of Their Design

Luxury watch featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator

นาฬิกาสมัยใหม่จำนวนมากเป็นการนำดีไซน์ดั้งเดิมอายุหลายทศวรรษมาตีความใหม่ World of Watches/Luxuo Thailand จึงรวบรวมภาพทั้งรุ่นร่วมสมัยและรุ่นออริจินอลมาจับคู่ให้เห็นกันแบบชัดๆ แล้ว
บทความ:
รักดี โชติจินดา

Seiko Prospex Urban Safari SRPE29K1

คงไม่มีใครในปี ค.ศ. 1975 ที่จะคาดคิดว่านาฬิกาดำน้ำ 600 เมตรรุ่น Ref. 6159-7010 ของ Seiko ที่มีชื่อเล่นว่า Tuna จะขึ้นบกได้อย่างสวยงามในวันหนึ่ง เมื่อ Seiko ใช้ดีไซน์ที่โดดเด่นของนาฬิการุ่นดั้งเดิมนั้นเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบนาฬิกาในชุด Prospex Street Series ช่วงปลายปี ค.ศ. 2018 ให้มีรูปลักษณ์ถูกใจวัยรุ่นและลูกค้ากลุ่มไลฟ์สไตล์ ทั้งในเรื่องสีสันที่มีให้เลือกและตัวเรือนที่เพรียวบางลงกว่าเดิม แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งการ์ดป้องกันตัวเรือนชั้นนอกซึ่งถือว่าเป็นซิกเนเจอร์สำคัญของนาฬิการุ่นนี้ การก้าวผ่านเวลาอย่างงดงามของ Seiko รุ่นนี้เองเป็นตัวจุดประกายให้เรารวบรวมนาฬิการุ่นต่างๆ ที่สามารถดัดแปลงหรือต่อยอดดีไซน์ดั้งเดิมจนดูร่วมสมัยได้

นาฬิกา Prospex Street Series รุ่นแรกๆ ใช้เครื่องนาฬิกาที่เดินด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ และในปี ค.ศ. 2020 นี้ Seiko ก็ขยายคอลเลคชั่นดังกล่าวด้วยนาฬิกาในธีมชื่อ Urban Safari ซึ่งมีสองรุ่นทำงานด้วยเครื่องแบบจักรกล เป็นเครื่องออโต้รุ่น 4R36 ซึ่งมีฟังก์ชั่นวันและวันที่ ได้แก่ SRPE29K1 (ที่เลือกมาถ่ายเป็นภาพประกอบนี้) และ SRPE31K1 ในโทนสีเทา ตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 43.2 มม. ได้รับการเคลือบฮาร์ดโค้ทติ้งและคริสตอลเป็นแบบฮาร์ดเล็กซ์เพื่อความทนทานต่อการขีดข่วน สายนาฬิกาสไตล์แอคคอร์เดียนผลิตจากซิลิโคนและทำเป็นสีเดียวกันกับหน้าปัด พื้นผิวด้านนอกของสายทำเป็นลายให้ดูคล้ายหนัง ดังนั้นจึงเหมาะสำหรับทั้งกิจกรรมเอาท์ดอร์และการเดินหล่อๆ ในเมือง

Luxury watch featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
Seiko Ref. 6159-7010 หรือ Tuna รุ่นต้นฉบับจากปี ค.ศ. 1975

Who would have thought back then that Seiko’s purpose-built, 600-metre dive watch Ref. 6159-7010 (or Tuna) of 1975 would one day make land invasion. Using its unique construction as inspiration, Seiko has designed the new Prospex Street Series in late 2018 to keep in tune with the times. It entices a more lifestyle-oriented group of consumers with greater colour options and a slimmer profile, while retaining the signature outer protector. This smooth transition gave us the idea to handpick watches that manage to evolve, staying relevant over time.

The first watches in this series even came with a solar-powered movement. For 2020, Seiko has broadened their offering with two mechanical models under the Urban Safari theme: the SRPE29K1 (show here) and the SRPE31K1 in grey. Seiko’s movement of choice for this novelty is the self-winding Calibre 4R36 with day and date indications. The 43.2 mm stainless steel watch with hard coating is equipped with a Hardlex crystal for improved resistance against scratches. It is worn with a colour-matching silicone strap whose outward-facing surface is textured to look like leather. Together with the traditional accordion design, the strap will look at home in the city while standing up equally well to outdoor pursuits.

Luxury watch featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
Seiko Prospex Urban Safari SRPE29K1

Mido Commander Shade

มีความจริงหนึ่งประการที่เราต้องยอมรับ นั่นคือสถานะแห่งการเป็นนาฬิกาคุณลุงของ Mido Commander (หรืออาจถึงขั้นคุณปู่ ถ้าคุณผู้อ่านยังอายุน้อยมากอยู่) เรื่องนี้มองได้สองแง่ คือจะมองว่าเป็นนาฬิกาของคนแก่เฉยๆ ก็ได้ หรือจะมองว่านี่คือนาฬิการะดับคุณภาพที่คนยุคชีวิตต้องสู้เลือกให้ความไว้วางใจ

นาฬิกา Commander รุ่นแรกออกมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1959 ก่อนที่คอลเลคชั่นนี้จะขึ้นถึงจุดสูงสุดในยุคทศวรรษที่ 1970 เมื่อถึงวาระครบรอบ 100 ปีของบริษัทเมื่อปี ค.ศ. 2018 Mido ก็เลือกโปรโมทดีเอ็นเอของตนในเรื่องดีไซน์ที่เป็นอมตะ วัสดุระดับคุณภาพและนวัตกรรมทางด้านเทคนิค นาฬิกาสองรุ่นที่ Mido เปิดตัวในปีนั้นก็คือ Commander Shade หน้าปัดแบบไล่สี รุ่นหนึ่งมีตัวเรือนและสายสเตนเลสสตีลปกติ และอีกรุ่นหนึ่งมีการเคลือบสีโรสโกลด์ด้วยกระบวนการพีวีดี

สำหรับ Commander Shade รุ่นที่เลือกมานำเสนอในบทความนี้เป็นการพัฒนาต่อยอดไปในทิศทางที่เราไม่คาดคิดมาก่อน นั่นก็คือการเคลือบพีวีดีสีดำทั่วทั้งตัวเรือนโมโนค็อคทรงกลมและสายโลหะแบบเมชในสไตล์มิลานีส หน้าปัดเป็นแบบไล่สีน้ำเงินเข้ม เมื่อมองรวมกันแล้วจึงมีความทันสมัย ไม่ลุงแล้ว แต่ก็ยังค่อนข้างเล็กอยู่เพราะเส้นผ่าศูนย์กลางตัวเรือนเพียงแค่ 37 มม. เท่านั้น จึงควรลองบนข้อมือให้ชัวร์ก่อนซื้อ ส่วนในเรื่องเครื่องนั้นหายห่วงเพราะว่า Mido ใช้เครื่องออโต้รุ่นคาลิเบอร์ 80 ซึ่งเป็นเครื่องระดับท็อปของตนในนาฬิการุ่นนี้

Mido Commander รุ่นต้นฉบับจากปี ค.ศ. 1959

Let’s face the truth: the Mido Commander watch is very well known in Thailand as your uncle’s watch (or grandfather’s, if you are very young). It may sound old-fashioned, but when you think about it, the ubiquitous choice is a testament to the watch’s quality that very well served the generation whose lives were not as easy as ours.

The first Commander model premiered in 1959 and it rose to its heights in the 1970s. For the 100th anniversary of Mido in 2018, the company chose to promote their DNA of timeless design, quality materials and technical innovation. Two novelties at that time included a pair of Commander Shade watches with subtly gradient dials – one in simple stainless steel and one with rose gold PVD.

This latest Commander Shade takes more liberty with its design, and in ways we have not envisioned previously. Its round monocoque case and integrated Milanese mesh bracelet are given a black PVD coating, which is then matched by a gradient, deep blue dial. The entire package is quite contemporary, not at all your uncle’s version. It is a tad small though at 37 mm, so it is best to try it for fit first. Movement-wise, there are no concerns, as this Commander boasts Mido’s flagship self-winding Calibre 80.

Luxury watch featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
Mido Commander Shade

Breitling Navitimer Automatic 35

เมื่อพูดถึง Breitling คนก็จะนึกถึงนาฬิการุ่น Navitimer โดยอัตโนมัติ ชื่อ Navitimer นี้ประกอบด้วยคำว่า “navigation” และ “timer” คอลเลคชั่นดังกล่าวถือกำเนิดขึ้นในปี ค.ศ. 1952 เพื่อทำตลาดนักบินและผู้ที่มีความจำเป็นต้องใช้นาฬิกาจับเวลาหรือทำการคำนวณอย่างรวดเร็วโดยการใช้ขอบตัวเรือนแบบสไลด์รูลช่วย Navitimer กลายเป็นอุปกรณ์คู่ใจของกลุ่มเป้าหมายดังกล่าว อยู่รอดผ่านวิกฤติควอตซ์มาได้ และยังคงรักษาสถานะแห่งการเป็นนาฬิกานักบินในดวงใจของผู้ซื้อนาฬิกาทั่วโลกจำนวนมากในยุคที่นาฬิกาจักรกลกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งหนึ่ง

บริษัท CVC Capital Partners ซื้อกิจการ Breitling ในปี ค.ศ. 2017 หลังจากนั้นเพียงหนึ่งปีเราก็ได้เห็น Navitimer Automatic 38 ซึ่งเป็นนาฬิกาสามเข็มที่ไม่มีโครโนกราฟแต่ยังคงมีขอบตัวเรือนแบบสไลด์รูลเหมือนเดิม ความตั้งใจของ Breitling ในเวลานั้นคือการตอบโจทย์ลูกค้าที่เป็นผู้ชายข้อมือเล็กและลูกค้าผู้หญิงที่เลือกใส่นาฬิกาผู้ชายเพื่อบ่งบอกถึงไลฟ์สไตล์ ความสำเร็จแบบจุดติดโดยไม่ต้องรอในวันนั้นส่งผลให้ Breitling เปิดตัว Navitimer Automatic 35 ซึ่งมีขนาดเล็กลงไปอีกในปีที่แล้วพร้อมด้วยหน้าปัดสีน้ำเงิน สีเงินและสีคอปเปอร์ในตัวเรือนสเตนเลสสตีล บางรุ่นก็เป็นหน้าปัดเปลือกหอยมุกประดับหลักชั่วโมงเพชร Navitimer Automatic 35 นี้มีรุ่นทูโทนและรุ่นเร้ดโกลด์ทั้งเรือนขายด้วย ทุกรุ่นทำงานด้วยเครื่องรุ่นคาลิเบอร์ 17 ของ Breitling ที่ผ่านการรับรองความเที่ยงตรงระดับโครโนมิเตอร์แล้ว

Luxury watch featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
Breitling Navitimer รุ่นต้นฉบับจากปี ค.ศ. 1959

The Navitimer serves as the emblematic Breitling watch with its slide rule bezel. Introduced in 1952, with the name being a conjunction of “navigation” and “timer”, the watch was marketed for pilots who could benefit from the stopwatch function of the chronograph and the calculations made possible by the said slide rule bezel. It went on to become a trusted tool for professionals, to survive the quartz crisis, and, after the dust settled, to retain its status as the must-have pilot watch for many watch buyers around the world.

One year after Breitling was sold to CVC Capital Partners in 2017, the company brought out the Navitimer Automatic 38 as a three-hand, non-chronograph watch but still with a slide rule bezel. The idea was to appeal to men with smaller wrists as well as to ladies who have become more accustomed to wearing larger, more masculine timepieces as a lifestyle choice. That instant success emboldened Breitling to continue with an even smaller Navitimer Automatic 35 last year. Model options in stainless steel include a blue, silver or copper dial, as well as a mother-of-pearl dial with diamond hour markers. The watch also comes in two-tone or full red gold. All references are powered by the COSC-certified Breitling Calibre 17.

Luxury watch featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
Breitling Navitimer Automatic 35

Omega Speedmaster Dark Side of the Moon

นาฬิกา Speedmaster ได้ชื่อเล่นว่า Moonwatch มาตั้งแต่ครั้งที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในภารกิจร่อนลงดวงจันทร์ของโครงการ Apollo โดย NASA นาฬิการุ่นนี้มีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดเล็กน้อยเรื่อยมาเหมือนนาฬิการุ่นอื่นๆ และก็มีรุ่นแยกย่อยต่างๆ มากมายซึ่งก็ไม่ได้บดบังหรือส่งผลกระทบต่อความศักดิ์สิทธิ์ของ Speedmaster รุ่นมาตรฐาน

ครั้นเมื่อเข้าถึงยุคใหม่แห่งการผลิตนาฬิกาด้วยเซรามิก Omega ก็มีการเปิดตัวนาฬิกา Speedmaster ตัวเรือนเซรามิกสีดำล้วนในปี ค.ศ. 2013 ชื่อรุ่นที่เลือกใช้คือ Dark Side of the Moon ซึ่งหมายถึงด้านมืดของดวงจันทร์ที่ปกติมนุษย์โลกจะไม่ได้เห็น ยกเว้นเฉพาะนักบินอวกาศในโครงการ Apollo ที่ได้บินอ้อมรอบดวงจันทร์มาแล้วเท่านั้น หลังจากนั้นก็มี Grey Side of the Moon และ White Side of the Moon ตามออกมาอย่างรวดเร็ว ตลอดจน Dark Side of the Moon เวอร์ชั่นแต่งองค์ทรงเครื่องพิเศษทั้งสี่ ได้แก่ Pitch Black, Black Black, Vintage Black และ Sedna Black

แต่รุ่นที่เป็นมาตรฐานจริงๆ และเป็นแรงขับเคลื่อนคอลเลคชั่น Speedmaster แบบเซรามิกก็คือ Dark Side of the Moon ธรรมดานั่นเอง และนาฬิการุ่นนี้ยังทำให้บรรดาแฟนคลับยอมรับเครื่องออโต้รุ่นคาลิเบอร์ 9300 ด้วย เพราะเครื่องรุ่นนี้แตกต่างด้วยการจัดวางหน้าปัดแบบไบคอมแพ็คซ์และมีวงทดชั่วโมงและนาทีรวมกันเป็นวงเดียวอย่างที่เดิมไม่คุ้นตากันนัก

Luxury watch featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
Omega Speedmaster รุ่นต้นฉบับจากปี ค.ศ. 1957

Omega’s Speedmaster earned its “Moonwatch” moniker from its association with the Apollo lunar missions of NASA. Like other famous timepieces, it went through subtle changes over the decades and had their spin-off subcollections that did not obscure or dilute the sanctity of the standard Speedmaster.

For the new ceramic age of watchmaking, Omega unveiled, in 2013, an all-ceramic version of the Speedmaster watch in black. In terms of marketing, it made good use of the “Dark Side of the Moon” story, as related by Apollo astronauts of the side of the moon that always faces away from the earth. The watch was followed almost immediately by the Grey Side of the Moon and the White Side of the Moon, as well as four other stylistic variations of the Dark Side of the Moon: Pitch Black, Black Black, Vintage Black and Sedna Black.

Still, it is the simple Dark Side of the Moon that occupies the position as the main staple of the entire ceramic Speedmaster effort. It has made the self-winding Calibre 9300 with bicompax layout and combined hour and minute totalisers more well loved by Speedmaster fans as well.

Luxury watch featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
Omega Speedmaster Dark Side of the Moon

Panerai Submersible Carbotech PAM00960

Panerai เป็นแบรนด์ที่มีวิวัฒนาการอยู่ตลอดเวลา และสามารถทำนาฬิกาที่มีดีไซน์จากยุคก่อนและหลังสงครามโลกครั้งที่สองให้ดูสดใหม่ในสายตาผู้ซื้อได้อยู่เสมอ เดิมทีนั้น Panerai เคยเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์ต่างๆ ให้กับกองทัพเรืออิตาลี นาฬิกาที่ผลิตในช่วงเริ่มแรก ได้แก่ รุ่น Radiomir และหลังจากนั้นก็มีรุ่น Luminor

ในยุคสมัยใหม่ที่ Panerai ผลิตนาฬิกาขายพลเรือนแล้ว นาฬิการุ่น Luminor Submersible ได้ถือกำเนิดขึ้นในปี ค.ศ. 1998 โดยใช้โครงสร้างพื้นฐานเป็น Luminor แต่เพิ่มขอบตัวเรือนแบบหมุนได้ทิศทางเดียวเข้าไป เราได้เห็น Luminor Submersible รุ่นต่างๆ เรื่อยมาในชื่อนั้นจนกระทั่งปี ค.ศ. 2019 เมื่อ Panerai ตัดสินใจแยก Submersible ออกจากคอลเลคชั่น Luminor เพื่อมาตั้งเป็นไลน์ใหม่เลย และวางจุดยืนว่า Submersible เป็นนาฬิกาสำหรับการดำรงชีวิตรอดของผู้ที่จะออกไปเผชิญสภาพแวดล้อมแบบสุดขั้วของโลก ดังจะเห็นได้จากการที่ Panerai เลือกให้แบรนด์แอมบาสเดอร์อย่างไมค์ ฮอร์นซึ่งเป็นนักสำรวจโลก และกิโยม เนรีซึ่งเป็นแชมป์ฟรีไดฟ์วิ่งเป็นโฉมหน้าแห่งคอลเลคชั่น Submersible

เราสามารถเลือกซื้อ Submersible ได้ในวัสดุต่างๆ อาทิ สเตนเลสสตีล ไทเทเนียม อีโอไทเทเนียม (ไทเทเนียมที่ผ่านกระบวนการรีไซเคิลมา) บีเอ็มจี-เทค (บัลค์เมทอลลิคกลาสที่ฉีดขึ้นรูปเป็นตัวเรือน) และบรอนซ์ สำหรับ PAM00960 ที่เลือกมานำเสนอนี้ผลิตจากคาร์โบเทคซึ่งเป็นวัสดุลิขสิทธิ์เฉพาะที่ Panerai ใช้มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2015 มีคุณสมบัติสำคัญ คือ น้ำหนักเบากว่าไทเทเนียมและเซรามิก เนื้อวัสดุมีเอกลักษณ์จากการที่แผ่นคาร์บอนไฟเบอร์ถูกบีบอัดเข้าด้วยกันเป็นชั้น และไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้หรือระคายเคืองบนผิวหนัง

Luxury watch featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
Panerai Luminor รุ่นต้นฉบับจากปี ค.ศ. 1950

You have to admire Panerai for being able to evolve, innovate and make young the historic watches they produced for the Italian Navy before and after World War II, first with the Radiomir and later with the Luminor (shown here).

In the modern days of commercial production outside of the service to the military, Panerai introduced the Luminor Submersible in 1998, adding to the Luminor the extra functionality of a unidirectional rotating bezel. Variants were produced over the years under the Luminor Submersible name until 2019, when the Submersible was removed from the Luminor family and instituted as a full-fledged collection of survival instruments for people who aspire to explore the more extreme corners of the earth. As such, it is associated with brand ambassadors like Explorer Mike Horn and free diving champion Guillaume Néry.

You will find current Submersible watches in other materials such as stainless steel, titanium, eco-titanium (recycled titanium), BMG-TECH (injection-moulded bulk metallic glass) and bronze. Shown here is the PAM00960 in Carbotech. A proprietary Panerai material since 2015, Carbotech is hypoallergenic, lighter than titanium and ceramic, and sports a characteristic look from the compressed carbon fibre sheets.

Luxury watch featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
Panerai Submersible Carbotech PAM00960

Longines Heritage Classic Chronograph Tuxedo

Longines รุ่นนี้อาจจะไม่ค่อยเข้าพวกกับอีกเจ็ดเรือนที่เหลือที่เราเลือกมา เพราะนาฬิการุ่นอื่นๆ ในบทความนี้เป็นการนำนาฬิการุ่นดั้งเดิมมาดัดแปลงใหม่ให้ดูร่วมสมัย แต่ Longines Heritage Classic Chronograph Tuxedo รุ่นนี้เป็นการนำนาฬิกาโครโนกราฟรุ่นหนึ่งของ Longines เองเมื่อปี ค.ศ. 1943 กลับมาผลิตใหม่เลยด้วยเทคโนโลยีในสมัยปัจจุบัน นี่ไม่ใช่รุ่นแรกและจะไม่ใช่รุ่นสุดท้าย เพราะ Longines เป็นแบรนด์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานถึง 188 ปี และตลอดช่วงเวลานั้นก็มีนาฬิการุ่นที่น่าสนใจและควรค่าแก่การนำกลับมาผลิตใหม่อยู่มากมาย

นาฬิกาแนวย้อนยุคเหล่านี้ถูกจัดอยู่ในคอลเลคชั่นชื่อ Heritage ที่ผ่านมาเราได้เห็นทั้งนาฬิกาดำน้ำ นาฬิกานักบินและนาฬิกาทหาร แล้วอีกแนวหนึ่งที่ Longines เริ่มนำมาผลิตใหม่ก็คือนาฬิกาสไตล์เดรสอย่างเช่น Heritage Classic Chronograph 1946 ตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 40 มม. ดูสง่างาม หน้าปัดเป็นแบบไบคอมแพ็คซ์เพราะใช้เครื่องออโต้รุ่น L895.5 ซึ่งพัฒนาขึ้นสำหรับนาฬิกาในตระกูล Longines Heritage เท่านั้น  

และในปีที่ผ่านมา Longines ก็ใช้รากฐานทางด้านเทคนิคของนาฬิการุ่นนั้นในการผลิต Heritage Classic Chronograph Tuxedo ซึ่งบอกเล่าถึงเรื่องราวแห่งการใช้ชีวิตที่เบิกบานในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สองช่วงปลายทศวรรษที่ 1940 ซึ่งผู้คนก็จะแต่งตัวดีๆ ออกไปเต้นรำตามท่วงทำนองอันมีชีวิตชีวาของเพลงแจ็ซ นาฬิการุ่นนี้ดูมีบุคลิกที่ชัดเจนด้วยวงสีดำด้านบนหน้าปัดสีโอปอลีนตลอดจนสีน้ำเงินที่ปรากฏอยู่บนเข็มต่างๆ และสเกลแทคคิมิเตอร์ โดยรวมดูแล้วหล่อ หรูและไม่เรียบจนเกินไปอย่างแน่นอน

Luxury watch featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
นาฬิกา Longines รุ่นต้นฉบับจากปี ค.ศ. 1943

This Longines watch offers a slight anomaly in this feature article. While the other seven watches reflect a reinterpreted variant of an older timepiece, the Longines Heritage Classic Chronograph Tuxedo is a recreation of a certain Longines chronograph watch from 1943. With a history spanning 188 years, you can be sure that the Saint-Imier firm will not run out of classic models to bring back to life.

With the Heritage collection, Longines is making retro sexy once again, and in a meaningful way because of the aforementioned roots. Having recreated dive watches, aviation watches and military watches, Longines also focuses on dressier watches such as the Heritage Classic Chronograph 1946. The elegant 40 mm stainless steel watch with the bicompax layout benefited from the use of the self-winding L895.5 movement, developed exclusively for Longines Heritage timepieces.

Following in the technical footprint of that watch, last year’s Heritage Classic Chronograph Tuxedo celebrates the spirit of the post-World War II 1940s when people dressed up and went out to dance to the liveliness of jazz music. The matte black and opaline zoning of the dial adds to the personality of the watch, as does the touch of blue on the hands and tachymeter scale. The ratio of elegance and audacity is perfectly conveyed.

Luxury watch featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
Longines Heritage Classic Chronograph Tuxedo

Swatch Big Bold Jellyfish

Swatch เป็นแบรนด์นาฬิกาที่มีความสำคัญต่อวงการนาฬิกาสวิส และมีผลิตภัณฑ์ดีไซน์ต่างๆ ออกมามากมายจนต้องมีหนังสือออกมาหลายเล่มเพื่อบันทึกประวัติศาสตร์ของตนเองโดยเฉพาะ ในประเทศไทยเอง Swatch ก็มีการดำเนินการรูปแบบต่างๆ เพื่อให้แบรนด์เป็นที่รู้จักของกลุ่มผู้ซื้อรุ่นใหม่ในฐานะนาฬิกาที่ดูมี มีแฟชั่นและบ่งบอกถึงบุคลิกผู้สวมใส่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดบูติคในโลเคชั่นที่โดดเด่น การจัดกิจกรรมและการสื่อสารในรูปแบบต่างๆ

แคมเปญหลักของ Swatch ในปี ค.ศ. 2020 คือการนำเสนอคอลเลคชั่นชื่อ Big Bold Jelly ซึ่งเป็น Big Bold เรือนโตในเวอร์ชั่นโปร่งแสง นาฬิการุ่นแรกของคอลเลคชั่นนี้มีชื่อว่า Big Bold Jellyfish ซึ่งเปิดตัวในฐานะส่วนหนึ่งของคอลเลคชั่น Christmas ปี ค.ศ. 2019 ตัวเรือนเป็นพลาสติกโปร่งแสงสีขาวขนาด 47 มม. สายเป็นซิลิโคนสีขาวโปร่งแสงเช่นเดียวกัน แต่สิ่งที่เราบังเอิญสังเกตเห็นและทำให้ต้องนึกว่าเคยเห็นที่ใดมาก่อนก็คือเข็มชั่วโมง เข็มนาทีและเข็มวินาทีที่เป็นสีแดง สีน้ำเงินและสีเหลืองตามลำดับ

สุดท้ายจึงได้คำตอบว่าก็เห็นมาจาก Swatch นั้นเอง จากนาฬิกาชื่อ Jellyfish เหมือนกันเมื่อปี ค.ศ. 1983 และหน้าปัดของทั้งรุ่นเดิมและรุ่นใหม่ก็เผยให้เห็นการทำงานของเครื่องควอตซ์ที่อยู่ข้างในเหมือนกัน งานนี้ต้องยกนิ้วให้ Swatch เลยที่สามารถเชื่อมโยงรุ่นใหม่ล่าสุดกับรุ่นประวัติศาสตร์ได้อย่างแนบเนียนขนาดนี้

Luxury watch featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
Swatch Jellyfish รุ่นต้นฉบับจากปี ค.ศ. 1983

A book can be written about Swatch and their countless watches. In fact, several publications have been dedicated to the glory and vibrancy of this very important Swiss watch brand. If you have been following local activities in Thailand, you would have noticed that Swatch is working very hard to reassert their position as a maker of fashionable, expressive and relevant timepieces. This is achieved through the launch of boutiques in prime locations, as well as associated activities and communication campaigns.

For 2020, Swatch pitches first and foremost the Big Bold Jelly – a translucent version of the Big Bold oversized watches. The first Big Bold Jelly to enter the marketing scene is the Big Bold Jellyfish. Introduced as a part of the 2019 Christmas collection, the 47 mm watch features a translucent white plastic case that is matched to a translucent white silicone strap.

The colourful set of hands caught our attention almost immediately. We were certain we had seen the combination of the red hour hand and blue minute hand with a yellow second hand previously. It turns out that the design was based on a 1983 Swatch of the same name, Jellyfish, which also revealed the innerworkings of the quartz movement. Kudos to Swatch for this subtle and historically linked move!

Luxury watch featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
Swatch Big Bold Jellyfish

Jaeger-LeCoultre Reverso Tribute Moon

Reverso ในสายตาหลายๆ คนคือตัวแทนแห่งแบรนด์ Jaeger-LeCoultre ความชัดเจนตรงจุดนี้หนักแน่นถึงระดับที่บางคนบอกเลยว่าถ้าจะมี Jaeger-LeCoultre เรือนเดียวก็ขอให้เป็น Reverso ซึ่งเราฟังแล้วก็เข้าใจได้ว่าเหตุใดจึงสรุปเช่นนั้น ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้เห็นด้วยแบบ 100% ก็ตาม เพราะว่าแบรนด์บ้านใหญ่แห่งเลอซองทิเยร์นี้ก็ยังมีอะไรที่น่าสนใจอีกมากมาย

อย่างไรก็ดี Reverso ก็เป็นคอลเลคชั่นนาฬิกาที่มีเรื่องราวและใส่ได้ในหลายโอกาส ทั้งยังเป็นนาฬิกาเพียงหนึ่งในไม่กี่รุ่นในตลาดทุกวันนี้ที่หมุนพลิกด้านหน้าและหลังได้ จากเดิมที่พลิกมาแล้วเจอแต่ฝาหลังทึบก็พัฒนาต่อเนื่องจนในช่วงทศวรรษหลังๆ นี้มีการใช้พื้นที่ด้านหลังให้เกิดประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นการใส่หน้าปัดที่สองลงไปหรือแม้แต่การโชว์เครื่องไปเลยก็ตาม ในภาพหน้าตรงข้ามนี้คือ Reverso Tribute Moon ซึ่งเปิดตัวในปี ค.ศ. 2017 หน้าปัดไม่มีเลขอารบิกแต่ใช้หลักชั่วโมงรูปทรงเหมือนกับ Reverso รุ่นแรกแทน ไฮไลท์สำคัญที่เพิ่มเข้ามาคือมูนเฟสที่ตำแหน่งหกนาฬิกาซึ่งมีเข็มวันที่ซ้อนอยู่ เมื่อพลิกมาทางด้านหลังจะเป็นหน้าปัดที่สองในสีน้ำเงินและมีสัญลักษณ์บอกกลางวัน/กลางคืน ทำให้เหมือนเป็นนาฬิกาสองเรือนในเรือนเดียว

คอลเลคชั่น Reverso ถือกำเนิดขึ้นในปี ค.ศ. 1931 จึงจะมีอายุครบ 90 ปีในปีนี้ เตรียมตัวรอชมกันเลยดีกว่าว่า Jaeger-LeCoultre จะเปิดตัวนาฬิการุ่นอะไรออกมาเพื่อทำให้กระเป๋าเงินของเราสั่นสะเทือนกันบ้าง

Luxury watch featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
Jaeger-LeCoultre Reverso รุ่นต้นฉบับจากปี ค.ศ. 1931

The Reverso collection is so synonymous with Jaeger-LeCoultre that many buyers swear they will go for it if they can own only one watch from this Grande Maison of Le Sentier. While our editorial members are more open than that, we can appreciate the logic on which the statement is based. After all, the Reverso represents such a storied and versatile collection, with one of very, very few reversible timepieces in the market today.

From the original timepieces with a solid caseback, many Reverso watches of recent decades have made use of the extra space on the reverse side, either by putting in place a second dial or simply showing the movement. The Reverso Tribute Moon, introduced in 2017, eschewed Arabic numerals in favour of applied hour markers in the same aesthetic style as the very first Reverso. Its highlight is the moon phase indication with a date hand at six o’clock. A secondary dial in blue with a day/night indicator can be found on the verso side, imparting a sense of having two watches in one.

First created in 1931, the Reverso collection will enjoy its grand 90th anniversary this year, so please be ready for any special timepieces Jaeger-LeCoultre may launch on that occasion. We are sure there will be many.

Luxury watch featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
Jaeger-LeCoultre Reverso Tribute Moon

See also: Gem Dior is the Birth of a Shape