Advertisement
Advertisement

Conquest of The Deep

Share this article

Rolex ตอกย้ำความจริงจังในการพัฒนานาฬิกาดำน้ำอย่างต่อเนื่องจากอดีตสู่ปัจจุบันด้วยผลงานอันเป็นที่สุดแห่งยุค ตั้งแต่ Oyster Perpetual Submariner, Oyster Perpetual Sea-Dweller และ Oyster Perpetual Rolex Deepsea จนมาถึงรุ่นล่าสุดคือ Oyster Perpetual Deepsea Challenge  
บทความ: LuxuoTH

[ English ]

Rolex เป็นผู้ผลิตนาฬิกาคู่กายนักสำรวจทั่วโลกทั้งบนภูเขาสูงและใต้ทะเลลึกมานานเกือบ 70 ปีแล้ว หลังจากที่ Rolex ประสบความสำเร็จในการออกแบบและจดสิทธิบัตรคุ้มครองตัวเรือนกันน้ำแบบ Oyster เมื่อปี 1926 แล้ว Rolex ก็ยังทดลองปรับปรุงตัวเรือนดังกล่าวต่อไปจนกระทั่งมีการเปิดตัวนาฬิกา Oyster Perpetual Submariner เมื่อปี 1953 พร้อมด้วยประสิทธิภาพในการกันน้ำลึกถึง 100 เมตร จากนั้นเพียงหนึ่งปีจึงมีการปรับปรุงต่อจน Submariner รุ่นที่ออกตามมานั้นสามารถกันน้ำได้ลึกเป็นสองเท่าหรือ 200 เมตร ในปี 1969 Rolex เปิดตัวนาฬิกา Submariner Date โดยเพิ่มฟังก์ชั่นวันที่เข้าไป และระดับการกันน้ำซึ่งในช่วงแรกนั้นอยู่ที่ 200 เมตรก็ได้รับการปรับปรุงให้เป็น 300 เมตรในปี 1979

Oyster Perpetual Deepsea Challenge
นาฬิกา Oyster Perpetual Submariner รุ่นแรกจากปี 1953

นอกจากความทนทานแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดสำหรับนักประดาน้ำก็คือความชัดเจนของการแสดงค่าเวลา Rolex ใส่ใจในประเด็นนี้ตั้งแต่แรกจึงออกแบบให้หลักชั่วโมงต่างๆ มีรูปทรงที่แตกต่างกันเพื่อให้เกิดความชัดเจน และนาฬิกา Submariner รุ่นที่สองก็ยังพัฒนาต่อไปอีกด้วยการเพิ่มสัญลักษณ์รูปทรงกลมบนเข็มชั่วโมง ผู้ใช้จะได้แยกแยะระหว่างเข็มชั่วโมงและเข็มนาทีได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น และมีการเพิ่มบ่าป้องกันเม็ดมะยมอีกด้วย

Rolex มีการปรับปรุงนาฬิกา Submariner ทีละน้อยตลอดมาด้วยพัฒนาการที่เป็นการทำลายข้อจำกัดเดิมๆ ของวงการนาฬิกา โดยทุกรายละเอียดที่เปลี่ยนแปลงนั้นเป็นไปเพราะความจำเป็นในด้านการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นสารเรืองแสงที่มีชื่อว่า Chromalight เพื่อเติมลงไปในเข็มบอกเวลาและหลักชั่วโมงให้เรืองแสงสีฟ้าเป็นเวลายาวนานขณะที่อยู่ในที่มืด โดย Chromalight นี้จะให้ความสว่างได้ยาวนานกว่าสารเรืองแสงแบบดั้งเดิมนานถึงสองเท่า บนขอบหน้าปัดหมุนได้ทิศทางเดียวของนาฬิกาก็มีสารโครมาไลท์บรรจุอยู่ในแคปซูลตรงกลางสัญลักษณ์สามเหลี่ยมที่แทนตำแหน่งศูนย์ด้วยเช่นกัน และอีกหนึ่งพัฒนาการที่มีความสำคัญโดย Rolex ก็คือการผลิตวงแหวนขอบหน้าปัดด้วยวัสดุเซราโครม เพราะว่าวัสดุชนิดนี้ทนทานต่อการขีดข่วนเป็นอย่างยิ่งและจะไม่ซีดจางไปตามกาลเวลาแต่อย่างใด

Oyster Perpetual Deepsea Challenge
นาฬิกา Oyster Perpetual Submariner

ทั้งหมดนี้นำไปสู่การปรับโฉมนาฬิกาคอลเลคชั่น Submariner ครั้งล่าสุดในปีนี้ เริ่มต้นกันที่รุ่น Submariner ซึ่งมีตัวเรือนวัสดุ Oystersteel ที่ได้รับการออกแบบใหม่กับขนาดตัวเรือน 41 มม. พร้อมด้วยการขัดแต่งด้านข้างตัวเรือนและขาตัวเรือนที่เงางามยิ่งกว่าเดิม ตัวเรือนชั้นกลางผลิตขึ้นจาก Oystersteel ทั้งชิ้น โดยที่ Oystersteel นี้เป็นอัลลอยชนิดที่ทนทานต่อการกัดกร่อนเป็นพิเศษ ฝาหลังของตัวเรือนเป็นแบบขันเกลียวและเม็ดมะยมเป็นแบบ Triplock เพื่อการปกป้องสูงสุดสำหรับเครื่องนาฬิกาซึ่งใช้รุ่น calibre 3230

คุณสมบัติสำคัญของเครื่องรุ่นใหม่ล่าสุดนี้ ได้แก่ ระบบเฟืองแกว่ง Chronergy ที่จดสิทธิบัตรโดย Rolex โดยมีกลไกการทำงานประกอบด้วยแฮร์สปริง Parachrom สีฟ้า อัลลอยต้านสนามแม่เหล็กที่มีความแม่นยำมากกว่าแฮร์สปริงแบบดั้งเดิมถึง 10 เท่า ผลิตโดย Rolex เป็นการภายใน ซึ่งทั้งหมดนี้ประกอบกันทำให้เครื่อง calibre 3230 มีความเที่ยงตรงและทนทานต่อทั้งการสั่นสะเทือนและสนามแม่เหล็กมากยิ่งขึ้น กำลังลานสำรองของเครื่องรุ่นนี้ก็นานขึ้นเป็นประมาณ 70 ชั่วโมง

Oyster Perpetual Deepsea Challenge
นาฬิกา Oyster Perpetual Submariner Date รุ่นตัวเรือนไวท์โกลด์ 18 กะรัต

ทางด้าน Submariner Date ใหม่ก็มีรุ่นที่หลากหลาย อาทิ รุ่นตัวเรือน Oystersteel ขอบหน้าปัดเซรามิก Cerachrom สีดำ รุ่นตัวเรือน Oystersteel ขอบหน้าปัดเซรามิก Cerachrom สีเขียว รุ่น yellow Rolesor ขอบหน้าปัดเซรามิก Cerachrom สีน้ำเงิน และรุ่นตัวเรือนไวท์โกลด์ 18 กะรัต ขอบหน้าปัดเซรามิก Cerachrom สีน้ำเงิน นาฬิกา Oyster Perpetual Submariner Date ทำงานด้วยเครื่อง 3235 ซึ่ง Rolex นำมาใช้ในนาฬิการุ่นนี้เป็นครั้งแรก เครื่องรุ่นนี้มีประสิทธิภาพในทางเทคนิคที่เหนือชั้นเช่นเดียวกับเครื่องรุ่น calibre 3230 แต่มีอีกหนึ่งคุณสมบัติที่เพิ่มเข้ามาด้วย นั่นก็คือการแสดงค่าวันที่

สายของนาฬิกา Submariner และ Submariner Date ใหม่นี้ได้รับการปรับปรุงใหม่ให้รับกับตัวเรือนที่เปลี่ยนแปลงไป โดยสาย Oyster มีข้อสายที่ประกอบด้วยชิ้นส่วนสามชิ้นที่มีความคงทนและมีชิ้นกลางที่กว้างขึ้นกว่าเดิม มาพร้อมกับชุดตัวล็อกนิรภัย Oysterlock แบบพับได้ซึ่งมีระบบ Glidelock อยู่ด้านใน สามารถปรับแต่งความยาวของสายได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือในช่วง 10 ระดับ ระดับละ 2 มม. ดังนั้นผู้ใช้นาฬิกาจึงสามารถสวมนาฬิกาทับบนชุดดำน้ำที่มีความหนาถึง 3 มม. ได้

Oyster Perpetual Deepsea Challenge
นาฬิกา Oyster Perpetual Sea-Dweller รุ่นแรกจากปี 1967

แต่ Rolex ก็ไม่ได้หยุดตนเองไว้ที่ระดับความลึก 300 เมตรเท่านั้น เพราะ Rolex ยังมีการพัฒนานาฬิกาที่มีชื่อเรียกว่า Sea-Dweller ในปี 1967 เพื่อตอบโจทย์ความต้องการในการใช้งานจริงของนักประดาน้ำลึกที่ปฏิบัติงานในสายอาชีพนี้โดยเฉพาะ เริ่มต้นรุ่นแรกที่ระดับความลึก 610 เมตรก่อนที่ Sea-Dweller 4000 จะมาแทนที่ในปี 1978 ด้วยประสิทธิภาพในการกันน้ำลึกสองเท่าเป็น 1,220 เมตร (หรือ 4,000 ฟุตอันเป็นที่มาของชื่อรุ่น Sea-Dweller 4000)

นาฬิกา Sea-Dweller นั้นมีความพิเศษที่มากกว่าเรื่องของประสิทธิภาพในการกันน้ำลึก เพราะว่านาฬิการุ่นนี้มีสิ่งที่เรียกว่าวาล์วปล่อยก๊าซฮีเลียมอยู่ในตัว ฮีเลียมเป็นส่วนผสมของอากาศที่นักประดาน้ำใช้หายใจในการดำน้ำรูปแบบเทคนิคอลหรือซาจูเรชั่นไดฟ์วิ่ง เมื่อมีฮีเลียมอยู่ในอากาศแล้วนักประดาน้ำจะสามารถดำน้ำได้ลึกกว่าเดิมและดำน้ำได้เป็นเวลานานกว่าเดิม แต่เนื่องจากโมเลกุลของฮีเลียมมีขนาดเล็กมาก ฮีเลียมจึงสามารถเบียดตัวผ่านปะเก็นของตัวเรือนเข้าไปอยู่ข้างในนาฬิกาได้ ครั้นเมื่อมีการลดความดันบรรยากาศ ก๊าซฮีเลียมที่อยู่ภายในตัวเรือนนาฬิกานั้นก็จะหาทางดันตัวเองออกมาจนเกิดความเสียหายต่อนาฬิกา แต่หากมีวาล์วปล่อยก๊าซฮีเลียมอยู่บนตัวเรือนนาฬิกาแล้ว ฮีเลียมที่สะสมตัวอยู่ภายในตัวเรือนนาฬิกาก็จะออกมาทางวาล์วนี้ได้โดยไม่ก่อให้เกิดปัญหาแต่อย่างใด

ในยุคสมัยปัจจุบัน Rolex มีการปรับโฉมนาฬิกา Sea-Dweller เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปีของนาฬิการุ่นนี้เมื่อปี 2017 ตัวเรือนมีขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 43 มม. และมีเลนส์ไซคล็อปส์บนแซฟไฟร์คริสตอลเพื่อช่วยขยายวันที่ให้ดูใหญ่ขึ้น นาฬิการุ่นนี้ทำงานด้วยกลไก calibre 3235 และมีความโดดเด่นชัดเจนด้วยการใช้ตัวอักษรสีแดงในการพิมพ์ชื่อ Sea-Dweller บนหน้าปัด

Oyster Perpetual Deepsea Challenge
นาฬิกา Oyster Perpetual Sea-Dweller รุ่นปัจจุบัน

นาฬิกา Rolex รุ่นถัดไปที่ดำน้ำได้ลึกกว่า 1,220 เมตรก็คือ Deepsea ซึ่งเปิดตัวเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2008 โดยมีโครงสร้างสำคัญเป็นระบบ Ringlock สุดล้ำสมัยของ Rolex ซึ่งช่วยให้ตัวเรือนนาฬิกาสามารถทนแรงดันอันมหาศาลของน้ำที่ระดับความลึก 3,900 เมตรได้ นาฬิการุ่นนี้ได้รับการปรับปรุงอีกครั้งในปี 2022 ให้มีหน้าต่างวันที่และตัวเลขวันที่ที่ใหญ่ขึ้น ขอบหน้าปัดที่บางลง แซฟไฟร์คริสตอลแบบลบเหลี่ยม และฝาหลังรุ่นใหม่ที่มีวงแหวนขันเกลียวที่บางลงกว่าเดิม สายนาฬิกาแบบ Oyster ของนาฬิการุ่นใหม่นี้มีระบบ Glidelock อยู่ในบานพับด้วยเพื่อความสะดวกในการปรับความยาวสายโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือช่วย

นอกจาก Deepsea รุ่นหน้าปัดสีดำแล้ว Rolex ก็ยังมี Deepsea อีกเวอร์ชั่นหนึ่งซึ่งมีหน้าปัดไล่สีน้ำเงินลงมาจนเป็นสีดำ หน้าปัดนี้มีชื่อเรียกว่าหน้าปัด D-Blue และเป็นการนำเสนอพื้นที่ช่วงรอยต่อใต้ท้องทะเลที่แสงจากบนพื้นผิวถูกกลืนหายไปในความมืดของน้ำลึก และนาฬิการุ่นนี้ยังเป็นการให้เกียรติแก่การสำรวจ Deepsea Challenge ของเจมส์ คาเมรอนที่ลงถึงจุดที่ลึกที่สุดของมหาสมุทรด้วยการพิมพ์ชื่อ DEEPSEA เป็นสีเขียวในเฉดเดียวกันกับสีเรือดำน้ำของคาเมรอนด้วย

Oyster Perpetual Deepsea Challenge
นาฬิกา Oyster Perpetual Rolex Deepsea รุ่นหน้าปัด D-Blue

และล่าสุดนี้ Rolex ยังมีนาฬิการุ่นใหม่อีกรุ่นหนึ่งที่ได้รับกระแสการตอบรับเป็นอย่างดียิ่งในช่องทางออนไลน์ของเรา นั่นก็คือ Rolex Deepsea Challenge เพราะนอกจากประสิทธิภาพในการกันน้ำได้ถึงระดับความลึก 11,000 เมตรแล้ว นาฬิการุ่นนี้ยังเป็น Rolex รุ่นแรกที่ผลิตจากวัสดุไทเทเนียมที่มีชื่ออย่างเป็นทางการว่าอาร์แอลเอ็กซ์ไทเทเนียมซึ่งถือเป็นความสำเร็จทางด้านเทคนิคที่ควรค่าแก่การพูดถึงและยกย่อง

Rolex เป็นผู้ผลิตนาฬิกาคู่กายนักสำรวจทั่วโลกทั้งบนภูเขาสูงและใต้ทะเลลึกมานานเกือบ 70 ปีแล้ว หากจะเน้นไปที่เรื่องในทะเลก็ต้องกล่าวถึงร่องลึกก้นมหาสมุทรมาเรียอาน่าในมหาสมุทรแปซิฟิกซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของฟิลิปปินส์พอดี และเป็นร่องลึกก้นมหาสมุทรที่ลึกที่สุดในโลก มนุษย์พยายามลงไปให้ถึงร่องลึกนี้แล้วหลายครั้ง เริ่มตั้งแต่ความพยายามของนักสมุทรศาสตร์ฌาคส์ ปิการ์ด และ ร.อ. ดอน วอลช์แห่งกองทัพเรือสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 1960 ซึ่งในครั้งนั้นก็มีการผูกนาฬิกา Rolex รุ่นทดลองที่มีชื่อว่า Deep Sea Special ไว้กับด้านนอกของเรือดำน้ำขนาดเล็กชื่อ Trieste ภารกิจในครั้งนั้นประสบความสำเร็จในการดำลงไปถึงระดับความลึก 10,916 เมตร

จากนั้นในปี 2012 Rolex จึงมีส่วนร่วมกับอีกหนึ่งความพยายามในการดำลึกลงสู่ร่องลึกก้นมหาสมุทรมาเรียอาน่าของ เจมส์ คาเมรอน โดยใช้เรือดำน้ำขนาดเล็กสีเขียวสดที่มีชื่อว่า Deepsea Challenger ลงไปถึงระดับความลึก 10,908 เมตร และก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่มีการนำนาฬิการุ่นทดลองของ Rolex ไปผูกไว้กับแขนมือจับของเรือดำน้ำ นาฬิการุ่นนั้นมีชื่อเรียกว่า Rolex Deepsea Challenge และเป็นแรงบันดาลใจหลักในการพัฒนานาฬิกา Deepsea Challenge ใหม่นี้

Oyster Perpetual Deepsea Challenge
นาฬิกา Oyster Perpetual Deepsea Challenge

ในกระบวนการออกแบบตัวเรือนขนาด 50 มม. ของนาฬิการุ่นนี้ Rolex จำเป็นต้องคำนึงถึงเรื่องการสวมใส่ในชีวิตประจำวันบนข้อมือจริงๆ เป็นอย่างมาก เพราะว่าแตกต่างจากรุ่นทดลองที่ผูกไว้กับเรือดำน้ำ ดังนั้นเรื่องน้ำหนักจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Rolex เลือกใช้อัลลอยไทเทเนียมเกรด 5 ชื่ออาร์แอลเอ็กซ์ไทเทเนียม แทนที่จะใช้สตีลเกรด 904L เหมือนในนาฬิการุ่นทดลอง ผลลัพธ์ที่ได้คือน้ำหนักที่เบาลง 30% แต่ยังคงไว้ซึ่งความทนทานเหมือนเช่นเดิม

Deepsea Challenge สามารถทนทานต่อแรงดันของน้ำที่ระดับความลึก 11,000 เมตรได้ด้วยโครงสร้างระบบ Ringlock ที่ Rolex จดสิทธิบัตรคุ้มครองเพื่อใช้ผลิตนาฬิกาดำน้ำลึกเท่านั้น ระบบนี้ประกอบด้วยแซฟไฟร์คริสตอลที่มีความหนาและมีลักษณะโค้งเล็กน้อย วงแหวนบีบอัดที่ผลิตจากสตีลซึ่งมีส่วนผสมของอัลลอยจากไนโตรเจน และฝาหลังที่ผลิตจากวัสดุอาร์แอลเอ็กซ์ไทเทเนียม และบนด้านซ้ายของตัวเรือนมีวาล์วปล่อยก๊าซฮีเลียมซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ Rolex เริ่มใช้ในปี 1967 กับนาฬิกา Sea-Dweller รุ่นแรก โดยหน้าที่ของวาล์วนี้คือการช่วยระบายก๊าซฮีเลียมที่ยังคงค้างอยู่ด้านในของตัวเรือนนาฬิกาขณะที่นักดำน้ำเข้าสู่กระบวนการลดความดันบรรยากาศ

Oyster Perpetual Deepsea Challenge
นาฬิกา Deepsea Challenge

ขาตัวเรือนของ Deepsea Challenge มีลักษณะโค้งลงเพื่อให้สวมใส่บนข้อมือได้อย่างสะดวกสบายยิ่งขึ้น ตลอดจนช่วยทำให้เกิดความกลมกลืนระหว่างตัวเรือนและสายนาฬิกาซึ่งมีระบบปรับความยาว ได้แก่ ระบบ Glidelock และข้อพับแบบ Fliplock ซึ่งจะทำให้เจ้าของนาฬิกาสามารถสวมนาฬิกาเรือนนี้ทับบนแขนของชุดดำน้ำที่มีความหนาถึง 7 มม. ได้ และเมื่อเข้าสู่ที่มืด สารเรืองแสง Chromalight ที่อยู่บนเข็มบอกเวลา หลักชั่วโมงและแคปซูลที่ตำแหน่งด้านบนสุดของขอบหน้าปัดแบบหมุนได้ทิศทางเดียวก็จะปล่อยแสงสีฟ้าเป็นเวลายาวนานเพื่อให้อ่านค่าเวลาได้อย่างชัดเจน

นาฬิการุ่นนี้ทำงานด้วยกลไก calibre 3230 ซึ่งมีกำลังลานสำรองยาวนานประมาณ 70 ชั่วโมงด้วยประสิทธิภาพอันเหนือชั้นของเอสเคปเมนท์แบบ Chronergy ไม่เพียงเท่านั้น เครื่องนาฬิการุ่นนี้ยังมีแฮร์สปริงแบบ Parachrom ซึ่งจะไม่ได้รับผลกระทบจากสนามแม่เหล็ก และมีชุดดูดซับแรงสั่นสะเทือน Paraflex เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้จากแรงสั่นสะเทือนต่างๆ ทั้งนี้ นาฬิกา Oyster Perpetual Deepsea Challenge ได้ผ่านการทดสอบตามมาตรฐาน Superlative Chronometer เหมือนนาฬิกา Rolex ทุกเรือน และจะมีความเที่ยงตรงรับประกันอยู่ในช่วง +2/-2 วินาทีต่อวันอย่างแน่นอน

Oyster Perpetual Deepsea Challenge
นาฬิกา Deepsea Challenge

Rolex นำเสนอเรือนเวลาที่เป็นการปฏิวัติวงการรุ่นแล้วรุ่นเล่าเรื่อยมา ไม่ว่าจะเป็น Submariner ในปี 1953 หรือ Sea-Dweller ในปี 1967 และ Deepsea ในปี 2008 ดังนั้น Deepsea Challenge ใหม่ของปี 2022 นี้จึงเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จแห่งการดำดิ่งลงสู่ใจกลางมหาสมุทรสุดล้ำลึก และจะเป็นนาฬิกาที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการไปอีกยาวนานอย่างแน่นอน

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนาฬิกา Rolex ที่ https://www.srichaiwatch.com/

บทความที่เกี่ยวข้อง: The Ultimate Watch of Prestige


From the Oyster Perpetual Submariner and the Oyster Perpetual Sea-Dweller to the Oyster Perpetual Rolex Deepsea and Oyster Perpetual Deepsea Challenge, Rolex has proven consistently that they are committed to bringing technical solutions to where they are needed.

Words: LuxuoTH

Rolex has accompanied explorers to the heights and the depths of the earth for almost 70 years. Having already proven their success with the advent of the waterproof Oyster case that was patented in 1926, Rolex experimented with further improvements which culminated in the introduction of the Submariner for the purpose of scuba diving in 1953 – the first wristwatch for divers that is waterproof to a depth of 100 metres. The waterproofness was doubled to 200 metres in the following year. In 1969, Rolex unveiled the Submariner Date, adding the date function. Its waterproofness, then guaranteed to 200 metres, was extended in 1979 to a depth of 300 metres.

Oyster Perpetual Deepsea Challenge
Oyster Perpetual Submariner

Besides build integrity, legibility marks another key consideration as diving is a matter of survival. The first Submariner is designed with hour markers in different shapes to enable instant and reliable reading. The watch was soon fitted with other technical innovations, such as a luminescent disc on the hour hand to clearly distinguish it from the minute hand, and a crown guard.

Over the decades, Rolex made further advances, pushing the limits of watchmaking technology, and developed the Chromalight, a luminescent material that fills the hands and hour markers, emitting a blue glow in dark conditions which lasts up to two times longer than traditional phosphorescent materials. The same luminescent material is filled inside the capsule of the triangular zero marker on the unidirectional rotating bezel. The Swiss watchmaker also developed Cerachrom bezel inserts that are virtually scratchproof and resistant to environmental effects.

Oyster Perpetual Deepsea Challenge
The Triplock winding crown of the Submariner

This led to the introduction of the current Submariner collection. The Submariner features a redesigned 41 mm case in Oystersteel whose profile is highlighted by the light reflections from the case sides and lugs. In addition, the screwed down case back and a Triplock winding crown jointly offer optimum protection to the watch movement, which, in this case, is the new calibre 3230.

The movement offers enhanced precision and resistance to shocks and magnetic fields, thanks to the use of the Chronergy escapement, blue Parachrom hairspring and Paraflex shock absorbers. Calibre 3230 can also offer a power reserve of approximately 70 hours due to the escapement’s superior efficiency and the new barrel architecture.

Oyster Perpetual Deepsea Challenge
Oyster Perpetual Submariner Date with a green Cerachrom bezel insert

Meanwhile, the Submariner Date brings an even greater variety of novelties. In addition to the version in Oystersteel with a black Cerachrom bezel insert, there are many other configurations including one in Oystersteel with a green Cerachrom bezel insert, in yellow Rolesor with a blue Cerachrom bezel insert, and in 18 ct white gold with a blue Cerachrom bezel insert. These Submariner Date models are equipped by the calibre 3235, which is used in the range for the first time. It shares the superior technical benefits found in the aforementioned calibre 3230, but with the addition of the date function.

All new Submariner and Submariner Date come fitted with a remodelled Oyster bracelet that has a broader centre link. The three-piece link bracelet, known for its robustness, is presently enhanced with the Oysterlock folding safety clasp and the Rolex Glidelock extension system. With 10 notches approximately 2 mm apart, it enables quick and effortless adjustment of the bracelet length. The watch can therefore be worn over a diving suit up to 3 mm thick.

Oyster Perpetual Deepsea Challenge
The Oyster Perpetual Sea-Dweller

Rolex did not stop at 300 metres, however. In order to satisfy the demands of professional deep sea divers, the brand developed another watch called the Sea-Dweller in 1967. Its first version was guaranteed to the depth of 610 metres, before the Sea-Dweller 4000 superseded it in 1978 with double the depth rating of 1,220 metres (or 4,000 feet, hence the name Sea-Dweller 4000).

But depth rating was not the only factor contributing to the superiority of the Sea-Dweller. Already from the first version, the watch was equipped with a feature called the helium escape valve. The component is crucial to technical or saturation diving where helium is used in the breathing mixture. While the gas allows divers to safely go deeper and for a longer period of time, its molecule is so small that it can enter the inside of a watch through the gaskets, only to cause damage to the timepiece later on, during the decompression stage. The helium escape valve was thus invented to provide a channel through which any trapped helium inside the watch case to exit.

Oyster Perpetual Deepsea Challenge
The helium escape valve on the Sea-Dweller

In the modern days, Rolex has refreshed the Sea-Dweller on the occasion of its 50th anniversary in 2017. The watch now features a larger case of 43 mm, and the Cyclops lens on the sapphire crystal to help magnify the date. This version with calibre 3235 can be quickly distinguished by the red “Sea-Dweller” inscription on the dial.

Going beyond the depth of 1,220 metres is the Deepsea. First introduced in 2008, this ultra-resistant diver’s watch makes use of Rolex’s innovative Ringlock system which ensures that the watch case can withstand the massive pressure of water at the depth of 3,900 metres. The watch was further improved in 2022 with a larger date window and date, a slimmer bezel, a chamfered sapphire crystal, and an improved case back with a thinner screw-down ring. Its Oyster bracelet features the Glidelock system in the clasp to make bracelet length adjustment possible when needed without the use of a tool.

Oyster Perpetual Deepsea Challenge
The Oyster Perpetual Rolex Deepsea

In addition to the regular version of the Deepsea with a black dial, Rolex offers an aesthetic alternative with a version sporting a gradient dial from deep blue to pitch black. This dial, known as the D-Blue dial, depicts the twilight zone in the ocean where light from the surface disappears into the dark of the depths. It also pays tribute to the Deepsea Challenge expedition of James Cameron, which went to the deepest point of the ocean, with the DEEPSEA inscription in the green colour of Cameron’s submersible.

Most recently, one watch in particular attracted the immense attention of our online readers in recent months: the Rolex Deepsea Challenge. In addition to being waterproof to the depth of 11,000 metres, it is also the first Rolex timepiece to have been crafted from titanium, or RLX titanium to be exact. Such a technical feat could never go unnoticed or unpraised.

Oyster Perpetual Deepsea Challenge
The Oyster Perpetual Deepsea Challenge

Where the horizon of the deep is concerned, the Mariana Trench in the Pacific Ocean, directly east of the Philippines, is known to be the deepest oceanic trench on earth. Men have tried to reach the bottom of this trench, beginning with the 1960 attempt by oceanographer Jacques Piccard and US Navy Lieutenant Don Walsh. At that time, an experimental Rolex watch called the Deep Sea Special was attached to the exterior of their bathyscaphe Trieste. The mission went to the depth of 10,916 metres.

It was in 2012 when Rolex once again participated in a similar attempt. This time, James Cameron made a solo dive with the bright green Deepsea Challenger vessel to the depth of 10,908 metres. Once again, an experimental Rolex watch was attached to the manipulator arm of the filmmaker’s submersible. The watch, known as the Rolex Deepsea Challenge, became the source of inspiration for the development of this technological marvel.

Oyster Perpetual Deepsea Challenge
The Ringlock system of the case architecture

The Deepsea Challenge is designed to be actually worn on the wrist. From the production of the case to that of the bracelet, every element of this 50 mm watch has been crafted with everyday use in mind. Instead of the 904L steel used for the 2012 experimental watch, Rolex selected a grade 5 titanium alloy known as RLX titanium for its lighter weight but uncompromised robustness. A 30% reduction of weight was thus achieved.

In order to withstand the pressure at 11,000 metres below the surface, the Oyster Perpetual Deepsea Challenge is built with a patented case architecture named the Ringlock system for Rolex’s extreme depth divers’ watches. It comprises a thick and slightly domed sapphire crystal, a nitrogen-alloyed steel compression ring, and a case back made from RLX titanium. Another feature on the left side of the case, the helium escape valve, a Rolex innovation introduced in 1967 with first Sea-Dweller watch, serves to allow surplus helium gas to escape from the watch during a decompression.

Oyster Perpetual Deepsea Challenge
The Glidelock extension system

The curved profile of the lugs enhances the wearability of this watch, as well as the visual harmony between the case and the bracelet. Extension systems on the bracelet – Rolex Glidelock and the Fliplock extension link – allow the watch to be worn over a diving suit with ease, up to 7 mm thick. When in the dark, the hands, the hour markers and the capsule at the top of the unidirectional rotating bezel emit a long-lasting blue glow, thanks to the Chromalight display, whose long-lasting luminescence provides exceptional legibility.

This watch is powered by calibre 3230 whose advantageous attributes are stated above. Finally, like all Rolex watches, the Oyster Perpetual Deepsea Challenge carries the Superlative Chronometer certification, and its guaranteed chronometric precision is in the order of +2/-2 seconds per day.

Oyster Perpetual Deepsea Challenge
The milestone inventions of Rolex over the years

Rolex has introduced ground-breaking models time and again with the Submariner in 1953, the Sea-Dweller in 1967 and the Deepsea in 2008. This new Deepsea Challenge of 2022 is thus a new breakthrough in that long journey to the heart of the ocean, and a true reference point in the watch industry for the decades to come.

For more information about Rolex timepieces, please visit https://www.srichaiwatch.com/.

See also: The Ultimate Watch of Prestige

Get Exclusive Connections with LUXUO Thailand
Join us today
Connect!
Close
Join us for exclusive access to Luxuo Thailand's contents and events
Subscribe
close-image