Five Exotic Destinations to Awaken the Traveller in You

ปลุกจิตวิญญาณแห่งการเดินทางในตัวคุณด้วยภาพสวยและเรื่องราวจากห้าสถานที่แปลกตาทั่วโลก
บทความและภาพ: ปองพล อดิเรกสาร

[ English ]

หมายเหตุจากบรรณาธิการ: Luxuo Thailand ได้รับเกียรติอย่างสูงจากท่านปองพล อดิเรกสารซึ่งสละเวลาเขียนบอกเล่าเรื่องราวจากประสบการณ์การเดินทางจริง ทั้งยังอนุญาตเราให้ใช้ภาพที่ท่านถ่ายด้วยตนเองเพื่อประกอบบทความ จึงขอขอบพระคุณมา ณ ที่นี้

อุทยานแห่งชาติเพนช์

อุทยานแห่งชาติเพนช์ตั้งอยู่ในรัฐมัธยะประเทศของประเทศอินเดีย ตั้งชื่อตามแม่น้ำเพนช์ซึ่งไหลผ่านอุทยานฯ แบ่งพื้นที่ออกเป็นสองส่วน โดยเริ่มต้นเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าในปี ค.ศ. 1965 ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติในปี ค.ศ. 1975 และเป็นเขตอนุรักษ์เสือเบงกอลในปี ค.ศ. 1992 อีกด้วย

อุทยานแห่งชาติเพนช์เป็นที่รู้จักแพร่หลายจากนิยายอมตะภาษาอังกฤษเรื่อง The Jungle Book ซึ่งได้แปลเป็นไทยว่า “เมาคลีลูกหมาป่า” เขียนโดยรุดยาร์ด คิปลิ่ง นักเขียนชื่อดังชาวอังกฤษในปี ค.ศ. 1894 ซึ่งเขาได้เดินทางไปท่องเที่ยวในป่าซึ่งปัจจุบันคืออุทยานแห่งชาติเพนช์และได้เรื่องราวชีวิตสัตว์ป่านานาชนิดมาเขียนในนิยายดังกล่าว ทางเข้าอุทยานฯ มีป้ายขนาดใหญ่เขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า “ขอต้อนรับสู่ดินแดนของเมาคลี”

ผมได้เดินทางไปถ่ายทำรายการสารคดีโทรทัศน์ “สุดหล้าฟ้าเขียว” ที่อุทยานแห่งชาติเพนช์ในเดือนมกราคมปี ค.ศ. 2017 และประทับใจกับอุทยานแห่งนี้มาก ทุกวันได้นั่งรถจี๊ปท่องซาฟารีตามหาสัตว์ป่าซึ่งได้พบสัตว์ป่าหลายชนิด ได้แก่ เสือเบงกอล หมาในเอเชีย หมาจิ้งจอกแจ็กเกิล กวางดาว กวางป่าแซมบาร์ หมูป่า และนกนานาชนิด รวมทั้งนกยูงอินเดีย เป็นต้น ท่ามกลางภูมิทัศน์อันสวยงามของป่าและแม่น้ำเพนช์ นอกจากนั้นยังประทับใจกับที่พักมาตรฐาน 5 ดาวแบบเต็นท์ซาฟารีของ Jamtara Wilderness Camp ตั้งอยู่ในป่ากันชนของอุทยานฯ ซึ่งสะดวกสบายและใกล้ชิดธรรมชาติ นั่งทานอาหารกลางวันในป่าและอาหารเย็นรอบกองไฟ

ช่วงเวลาที่สภาพอากาศดีที่สุดสำหรับการไปท่องซาฟารีที่อุทยานแห่งชาติเพนช์คือระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นฤดูหนาวต่อด้วยฤดูร้อน ปราศจากฝน อุทยานฯ จะปิดตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายนซึ่งเป็นช่วงฤดูฝนและมรสุม

อุทยานแห่งชาติเซเรนเกติ

อุทยานแห่งชาติเซเรนเกติเป็นทุ่งหญ้าขนาดมหึมา 14,750 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่ในประเทศแทนซาเนียในทวีปแอฟริกา เป็นอุทยานแห่งแรกของประเทศ ประกาศเมื่อ ค.ศ. 1951 ต่อมาในปี ค.ศ. 1981 องค์การยูเนสโกได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ

เซเรนเกติมีชื่อเสียงจากการอพยพประจำปีของแอนติโลปวิลเดบีสท์ 1.5 ล้านตัว กับม้าลาย 250,000 ตัวและสัตว์กีบชนิดอื่นๆ อีก 400,000 ตัว เพื่อแสวงหาหญ้าสั้นขึ้นใหม่กับน้ำในช่วงฤดูร้อนที่แห้งแล้ง จากที่ราบเซเรนเกติไปยังเขตอนุรักษ์มาไซมาราในประเทศเคนยาเป็นระยะทาง 2,000 กิโลเมตร อีกหนึ่งปรากฏการณ์เด่นของเซเรนเกติเกิดขึ้นในบริเวณตอนใต้ของอุทยานฯ ชื่อดูตู้ ซึ่งเป็นที่รวมวิลเดบีสท์เมื่ออพยพกลับจากมาไซมาราในเดือนธันวาคมและมกราคม ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์วิลเดบีสท์ตัวเมียจะออกลูกราว 400,000 ตัวภายในช่วงเวลา 2 ถึง 3 สัปดาห์ ลูกวิลเดบีสท์เกิดใหม่จะสามารถยืนได้ด้วยตนเองภายในไม่กี่นาทีและวิ่งไปกับฝูงได้ภายใน 5 นาที และจะเติบโตและแข็งแรงอย่างรวดเร็วภายใน 4-5 เดือนจนสามารถร่วมอพยพประจำปีไปกับฝูงใหญ่ได้ในเดือนมิถุนายน

ผมมีโอกาสเดินทางไปยังเซเรนเกติหลายครั้งและครั้งสุดท้ายในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2015 เพื่อถ่ายทำสารคดีโทรทัศน์เกี่ยวกับการอพยพประจำปีของวิลเดบีสท์และสัตว์กีบอื่นๆ ในครั้งนั้นผมได้ภาพสิงโตขึ้นไปอยู่บนต้นไม้มามากซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่แปลกตาเพราะคนเรามีความเชื่อว่าสิงโตขึ้นต้นไม้ไม่ได้ แต่สิงโตที่เซเรนเกติกลับขึ้นลงต้นไม้ได้คล่องแคล่วไม่แพ้เสือดาว เมื่อไปศึกษาค้นคว้าหาสาเหตุที่ทำให้สิงโตขึ้นต้นไม้ได้ จึงทราบว่าเมื่อวิลเดบีสท์และสัตว์กีบอื่นๆ ร่วมสองล้านตัวมารวมตัวกัน บรรดาเห็บหมัดนับล้านๆ ตัวก็จะตามมาดูดเลือดสัตว์กีบเหล่านั้น และลามไปดูดเลือดสัตว์นักล่าเช่นสิงโตอีกด้วย ทำให้สิงโตโดยเฉพาะตัวเมียและลูกสิงโตหนีเห็บหมัดขึ้นไปนอนบนต้นไม้ ส่วนสิงโตตัวผู้ต้องทนทุกข์ทรมานปล่อยให้เห็บหมัดมาเกาะตอมดูดเลือดต่อไป เพราะตัวใหญ่และหนักเกินไปที่จะขึ้นต้นไม้หนีเห็บหมัดได้

อุทยานแห่งชาติเลคดิสตริค

หลายปีมาแล้วที่ผมได้ยินคำเลื่องลือถึงธรรมชาติอันสวยงามของอุทยานแห่งชาติเลคดิสตริคของอังกฤษ ซึ่งประกอบด้วยทะเลสาบน้ำจืดถึง 13 แห่ง ภูเขาสูง ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ ทุ่งดอกไม้ และสวนดอกไม้ ตลอดจนหมู่บ้านและเมืองชนบทที่น่าอยู่และพักผ่อนเดินเล่น ซึ่งได้ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวอังกฤษเองและชาวต่างชาติจากทั่วโลกไปเยือนถึง 12 ล้านคนต่อปี ในปี ค.ศ. 2017 องค์การยูเนสโกได้ประกาศขึ้นทะเบียนอุทยานแห่งชาติเลคดิสตริคให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมภูมิทัศน์ เนื่องจากมีความโดดเด่นอันเป็นสากล ซึ่งได้จุดประกายให้ผมตั้งใจที่จะไปเยือนเลคดิสตริคให้ได้สักครั้งหนึ่ง

ในที่สุดผมก็ได้มีโอกาสไปท่องเที่ยวมรดกโลกแห่งนี้ในเดือนเมษายนของปี ค.ศ. 2019 และไม่ผิดหวังกับการเยือนครั้งนั้น ผมกับภรรยาพักที่โรงแรมแห่งหนึ่งริมทะเลสาบวินเดเมียร์ซึ่งเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ที่สุดของเลคดิสตริค และทุกวันได้นั่งรถเที่ยวชมภูมิทัศน์อันสวยงาม สัมผัสวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของชาวท้องถิ่น ชมสถานที่ทางประวัติศาสตร์และเยี่ยมบ้านของนักเขียนมีชื่อชาวอังกฤษซึ่งตั้งถิ่นฐานอยู่ที่เลคดิสตริค เราหลงใหลในความเป็นเลคดิสตริคซึ่งแตกต่างจากสถานที่อื่นๆ จึงตั้งใจว่าในอนาคตอันใกล้จะต้องหาโอกาสกลับไปสัมผัสความสวยงามทางธรรมชาติและวัฒนธรรมชนบทของเลคดิสตริคอีกครั้งหนึ่ง

อุทยานแห่งชาติเลคดิสตริคเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวตลอดทั้งปี ช่วงเวลาที่อากาศจะสบายที่สุดก็คือระหว่างเดือนเมษายนถึงกันยายน แต่ก็เป็นช่วงที่จำนวนนักท่องเที่ยวมีมากที่สุด อากาศจะเย็นขึ้นระหว่างตุลาคมถึงต้นธันวาคมซึ่งยอดภูเขาสูงจะปกคลุมด้วยหิมะ ส่วนในฤดูหนาวระหว่างธันวาคมถึงมีนาคม จะเป็นช่วงที่สงบเงียบซึ่งจะมีนักท่องเที่ยวน้อยที่สุด

อุทยานแห่งชาติกาลาปากอส

อุทยานแห่งชาติกาลาปากอสเป็นส่วนหนึ่งของประเทศเอกวาดอร์ในอเมริกาใต้ ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกห่างจากแผ่นดินใหญ่ราว 1,000 กิโลเมตร ประกอบด้วย 15 เกาะ ซึ่งเกิดจากภูเขาไฟซึ่งยังปะทุอยู่บนบางเกาะ และมีเพียง 4 เกาะที่มีผู้คนอาศัยอยู่ ได้แก่ เกาะซานคริสโตบัล เกาะซานตาครูซ เกาะอิซาเบลา และเกาะฟลอเรียนา

อุทยานแห่งชาติกาลาปากอสก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1959 และเป็นอุทยานแห่งแรกของเอกวาดอร์ ในปี ค.ศ. 1979 องค์การยูเนสโกได้ประกาศให้อุทยานแห่งชาติกาลาปากอสเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ

จุดเด่นของกาลาปากอสคือมีสัตว์ป่าหลายชนิด ทั้งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น สิงโตทะเล สัตว์เลื้อยคลาน เช่น เต่าบกยักษ์ กิ้งก่าบก และกิ้งก่าทะเล และนกทะเลนานาชนิด เช่น นกเพนกวิน นกโจรสลัด และนกอัลบาทรอส ซึ่งกินอาหารแตกต่างกันแต่สามารถใช้ชีวิตร่วมกันบนเกาะภูเขาไฟกลางมหาสมุทรซึ่งแห้งแล้งโดยมีกระแสน้ำเย็นกับกระแสน้ำอุ่นมาบรรจบกันได้

การท่องเที่ยวตามเกาะต่างๆ ของกาลาปากอสต้องไปโดยเรือสำราญ เรือสำรวจ และเรือยอตช์ซึ่งมีห้องพักบนเรือ ทั้งนี้ทางอุทยานฯ จะกำหนดจำนวนเรือและจำนวนนักท่องเที่ยวในแต่ละวัน โดยระบุเกาะที่เรือแต่ละลำจะนำนักท่องเที่ยวขึ้นไปบนเกาะ เพื่อควบคุมไม่ให้จำนวนนักท่องเที่ยวมากเกินไปจนไปรบกวนวิถีชีวิตของสัตว์บนแต่ละเกาะ ซึ่งการอนุรักษ์สัตว์เหล่านั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเนื่องจากหลายชนิดอยู่ในสภาวะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ใกล้สูญพันธุ์ และใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง

อุทยานแห่งชาติกาลาปากอสไปเที่ยวได้ตลอดทั้งปี แต่ช่วงที่น่าเที่ยวคือระหว่างเดือนเมษายนถึงกันยายน คือตั้งแต่เริ่มต้นฤดูผสมพันธุ์ซึ่งจะได้เห็นลีลาการเกี้ยวพาราสีที่น่ารักน่าดูเพื่อเลือกคู่ของนกทะเลหลายชนิด เช่น นกเวฟด์อัลบาทรอส นกโจรสลัด และนกบูบี้ตีนฟ้า เป็นต้น จนได้คู่และทำรังวางไข่ กกไข่เป็นตัว จนเดินและบินหาอาหารเองได้ ในช่วงนั้นอากาศกำลังสบาย ไม่มีฝน และแดดแรงเหมาะกับการท่องทะเลไปตามเกาะต่างๆ โดยปราศจากคลื่นลม

หมู่เกาะสวาลบาร์ด

หมู่เกาะสวาลบาร์ดตั้งอยู่ในทะเลบาเร็นท์สในมหาสมุทรอาร์คติค อยู่ครึ่งทางระหว่างแผ่นดินใหญ่นอร์เวย์กับขั้วโลกเหนือ เป็นส่วนหนึ่งของประเทศนอร์เวย์ เกาะขนาดใหญ่ที่สุดคือสปิตส์เบอร์เก็น ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองลองเยียร์บิ้นศูนย์กลางการบริหารหมู่เกาะและศูนย์กลางการท่องเที่ยวมหาสมุทรอาร์คติคและขั้วโลกเหนือ

สัตว์ป่าที่มีชื่อเสียงที่สุดของขั้วโลกเหนือคือหมีโพลาร์ซึ่งถูกจัดให้เป็นสัตว์ทะเล เนื่องจากใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่บนภูเขาน้ำแข็งหรือแผ่นน้ำแข็งเพื่อตามล่าแมวน้ำซึ่งเป็นอาหารโปรด ได้มีการสำรวจประชากรหมีโพลาร์ในทะเลบาเร็นท์สปรากฏว่ามีจำนวนราว 3,500 ตัว และอาศัยอยู่ตามเกาะต่างๆ ของหมู่เกาะสวาลบาร์ด 270 ตัว หมีโพลาร์เป็นสัตว์นักล่ากินเนื้อเป็นอาหารจึงเป็นสัตว์ที่อันตรายอย่างยิ่งและไม่กลัวคน ไกด์ซึ่งนำนักท่องเที่ยวขึ้นสำรวจเกาะต้องสะพายปืนยาวล่าสัตว์ขนาดใหญ่ และถ้าหมีโพลาร์เดินเข้ามาหาในระยะ 40 เมตรต้องยิงให้ตายทันที

ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2015 ผมได้เดินทางไปถ่ายทำสารคดีโทรทัศน์ที่หมู่เกาะสวาลบาร์ดให้รายการ “สุดหล้าฟ้าเขียว” โดยลงเรือสำรวจไปตามเกาะต่างๆ เป็นเวลา 11 วัน ได้พบหมีโพลาร์ทั้งหมด 11 ตัวทั้งบนภูเขาน้ำแข็งและบนเกาะหลายเกาะ และยังได้พบวัลรัสแมวน้ำเขี้ยวยาวจำนวนมาก กวางเรนเดียร์สวาลบาร์ด หมาจิ้งจอกอาร์ติค แมวน้ำฮาร์เบอร์ และนกทะเลหลายชนิดของมหาสมุทรอาร์คติค

การไปท่องเที่ยวที่หมู่เกาะสวาลบาร์ดมีสองช่วงคือปลายหน้าหนาวระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม เป็นการท่องเที่ยวบนบกโดยจักรยานยนต์หิมะใช้เวลา 5 วัน และอีกช่วงหนึ่งในฤดูร้อนระหว่างเดือนมิถุนายนถึงกันยายนโดยเรือสำรวจพร้อมด้วยที่พักบนเรือโดยใช้เวลา 11 วัน ซึ่งเป็นทริปที่สนุกต่อการผจญภัยในดินแดนเหนือสุดของโลก


Luxuo Thailand believes that seeing the world is a luxury in itself, and we want to encourage destination diversity in this new year.

Words and Photo: Pongpol Adireksarn

Note from Editor: Luxuo Thailand is honoured that the respected Pongpol Adireksarn took the time to write the article below for us from experience. We are grateful for his compilation of details and photographs from his various trips that we are sharing with you now.

Pench National Park

Pench National Park, located in the State of Madhaya Pradesh in India, is named after Pench River which flows through the park dividing it into two parts. The park began as a wildlife sanctuary in 1965 and declared a national park in 1975. Still maintaining the national park status, Pench was declared also a Tiger Reserve in 1992.

Pench National Park has become everlastingly popular from a novel, The Jungle Book, by a British author, Rudyard Kipling, who about 125 years ago visited the jungle which is now Pench National Park. He returned with stories of several wildlife species which became well-known characters in The Jungle Book. At the main entrance to the park stands a large sign with the inscription, “Welcome to The Land of Mowgli”.

I was on a trip to Pench National Park in January 2017 to film a television documentary, “Beyond Blue Horizon”, on Indian wildlife and was captivated by this national park. Every day I was on a safari jeep exploring the park filming wildlife species such as Bengal tiger, Asiatic wild dog, jackal, spotted deer, sambar deer, wild boar, and many bird species including Indian peafowl amid beautiful jungle landscape and the Pench River. It was awesome to stay in a five-star tented accommodation of Jamtara Wilderness Camp located in the buffer-zone forest of the park, having lunch in the forest and dinner around a bonfire.

The best time to visit Peach National Park is during the dry winter and summer months from November to May. The park is closed from July to September which falls on the monsoon season with heavy rains and storms.

Serengeti National Park

Serengeti National Park, an enormous 14,750 sq km grassland in Tanzania, is the country’s first national park established in 1951. In 1981 UNESCO inscribed Serengeti National Park as a natural World Heritage Site.

Serengeti is famous for the annual migration of 1.5 million wildebeest antelopes, 250,000 zebras, and 400,000 other ungulates in search of fresh short grass and water during the beginning of the dry season in Serengeti to Masai Mara National Reserve in the neighboring country of Kenya 2,000 km away.

Another unique occurrence in Serengeti takes place in the southern part of the park called Ndutu where the wildebeests gather on their return from Masai Mara in December and January. In February 400,000 wildebeest calves were born within 2-3 weeks. The newborn calves can stand by itself within minutes after birth and can run with the herd within 5 minutes. They grow quickly and after 4 to 5 months are strong enough for their first migration in June.

I have had opportunity to travel to Serengeti several times and the most recent one was in June 2015 to film the wildebeest annual migration. I returned from that trip with many photos of lions in trees which to many are strange happenings. Most people assume that lions cannot climb tree. But the lions at Serengeti can climb up and down tree as agile as a leopard. After some researches I learned that when 2 million ungulates congregated in the same area they brought along millions and millions of blood sucking ticks and fleas which found new sources of blood in lions.  Lionesses and young lions are light enough to climb up a tree to seek refuge from the irritating ticks. Full-grown male lions however could not climb up a tree because of their size and weight and have to suffer the plight from the swarming ticks.

Lake District National Park

For several years I’ve been hearing about Lake District, one of England’s most beautiful national parks, comprising 13 freshwater lakes, high mountains, grazing pastures, fields of wild flowers, beautiful gardens in bloom, and quiet villages in peaceful countryside which have attracted more than 12 million visitors annually of both English and foreigners. Then in 2017, Lake District National Park was inscribed by UNESCO as a World Heritage Site because of the outstanding universal value of its cultural landscape which inspired me to visit Lake District.

At last my opportunity to visit this World Heritage Site of cultural landscape came in April of 2019, and I was not at all disappointed. My wife and I stayed at a hotel on a bank of Lake Windemere, Lake District’s largest lake. Every day we drove around passing beautiful landscape of placid lakes, high mountains, and rolling pastures, absorbing countrified ways of life, and visiting historical sites including homes of famous British poets and writers, and enjoying tasty foods at several local restaurants. We were captivated by Lake District’s unique charms which could not find anywhere else and pledged to ourselves that we would return to Lake District in the near future.

Lake District National Park is open all year round. The weather is pleasant from April to September which are the park’s busiest months with visitors. From October onward the weather turns colder with snow on the high peaks at the beginning of December. The park during winter from December to March becomes quieter with less visitors.

Galapagos National Park

Galapagos National Park is a part of Ecuador located in Pacific Ocean about 1,000 km from the mainland of South America. It comprises 15 volcanic islands on which some volcanoes are still active and occasionally erupt. Only 4 islands namely San Cristobal, Santa Cruz, Isabela, and Floreana are inhabited by people.

Galapagos National Park, Ecuador’s first national park, was established in 1959. UNESCO in 1979 inscribed Galapagos as a natural World Heritage Site.

The main attractions of Galapagos National Park are varieties of wildlife species namely mammals such as sea lions, reptiles featuring giant land tortoises, land iguanas, and marine iguanas, and seabirds such as penguins, frigate birds, and albatrosses which have different diets and diversified ways of life can live together on volcanic islands in the middle of the ocean where cold current meets warm currents.

Visits to various islands are by boats of various kinds from cruise ships, explorer ships, to sailing and motor yachts with liveaboard facilities. The park authority controls the number of ships and visitors to each island in order to protect ways of life and conserve the existence of wildlife of which many species are listed as vulnerable, endangered, and critically endangered.

Galapagos National Park can be visited all year round. However, the high season is from April to September when the mating season of seabirds begins with the amazing courtship activities of certain species such as waved albatrosses, frigate birds, and blue-footed boobies to select their mates. The mating season continues with breeding activities, hatching, growing as chicks until the birds can fly to feed themselves. The weather during this period is pleasant, without rains, and sunshine which is ideal in sailing the calm sea to visit the islands.

Svalbard Archipelago

Svalbard Archipelago, a territory of Norway, is located in the Barents Sea in the Arctic Ocean, halfway between the mainland of Norway and the North Pole. The largest island is Spitsbergen where Longyearbyn, the center of administration and tourism of Svalbard, is located.

The most well-known wildlife of Svalbard is polar bear, a marine mammal, which spends most of its life at sea hunting seal, its main food source, on iceberg and sea ice. The survey of polar bear population shows that there are about 3,500 polar bears living in the Barents Sea, 270 of which are found in Svalbard. Polar bear is a dangerous carnivore which is not afraid of humans. A local guide leading a group of tourists must carry a high-power rifle and is allowed to shoot to death a polar bear which comes forward within 40 meters.

In August 2015, I was on a documentary filming trip in Svalbard for a TV program “Beyond Blue Horizon” on an expedition ship for 11 days. I sighted 11 polar bears on an iceberg and on land, a large number of walrus, Svalbard reindeers, Arctic foxes, harbor seals, and several species of Arctic Ocean seabirds.