Dolce & Gabbana’s Rome Store is a Literal Cathedral to Fashion

บูติค Dolce & Gabbana แห่งกรุงโรมที่เป็นดั่งมหาวิหารแห่งแฟชั่น
บทความ: โจนาธาน โฮ

[ English ]

โบสถ์น้อยซิสทีนซึ่งตั้งอยู่ในพระราชวังพระสันตะปาปาซึ่งเป็นที่ประทับอย่างเป็นทางการของพระองค์นั้นมีชื่อเสียงเพราะบนเพดานมีผลงานภาพวาดเฟรสโกบันลือโลกฝีมือมิเคลันเจโลซึ่งพระสันตะปาปาจูเลียสที่ 2 ทรงมีพระบัญชาให้วาดทับของเดิมเมื่อปี 1508 ภาพ Creation of Adam หรือ “พระเจ้าสร้างอดัม” นี้จึงกลายเป็นงานชิ้นเอกของมิเคลันเจโลที่เขาใช้เวลาวาดทั้งสิ้นสี่ปี ถึงตรงนี้ไม่ต้องบอกก็คงจะรู้ว่าร้านใหม่ของ Dolce & Gabbana ที่กรุงโรมร้านนี้ไม่ได้ใช้เวลานานขนาดนั้นเพราะใช้ภาพเฟรสโกแบบดิจิตอลแต่ก็สามารถให้ความรู้สึกร่วมสมัยแห่งรูปแบบศิลปะซึ่งมีนครวาติกันอันเก่าแก่เป็นแรงบันดาลใจได้เป็นอย่างดี

ร้านใหม่ของ Dolce & Gabbana เป็นเสมือนมหาวิหารแห่งแฟชั่น งานนี้เขาไม่ได้เป็นแค่เอางานศิลปะชิ้นสำคัญอันเอกอุมาสวมใส่ในลีลาโลกเสมือนจริงอย่างหวือหวาเท่านั้น บูติคใหม่ของ D&G ที่กรุงโรมมีเสาอย่างสวยถึง 59 ต้น แถมยังลงรายละเอียดด้านสถาปัตยกรรมอย่างจริงจังจนยกระดับให้บูติคแห่งนี้เป็นอะไรที่เหนือกว่าพื้นที่ขายของทั่วไป

บูติคของ Dolce & Gabbana นี้มีสองชั้น ภายในเต็มเปี่ยมด้วยจิตวิญญาณของแบรนด์ซึ่งชอบเล่นกับสุนทรียะที่ไม่ธรรมดา ขณะเดียวกันก็ได้แรงบันดาลใจจากรากเหง้าและวัฒนธรรมของกรุงโรม ผลลัพธ์ออกมาเป็นพื้นที่ซึ่งงามน่าทึ่ง ผลงานศิลปะจากยุคเรอเนซองส์ฉายไปปรากฏที่ผนังและเพดานของร้าน ทว่าไม่ใช่ผลงานของมิเคลัน (คาดไม่ถึงเหมือนกันเพราะ รากคาทอลิกของ Dolce & Gabbana หยั่งค่อนข้างจะลึก) แต่เป็นผลงานของจิตรกรและช่างสเก๊ตภาพชาวออสเตรียนามว่าพอล โทรเจอร์

ภาพเขียนของโทรเจอร์จะโดดเด่นด้วยลีลาที่เร้าอารมณ์ ใช้สีเฉดอ่อนจนเกือบจะหวาน สไตล์ของเขาเป็นแรงบันดาลใจให้ศิลปินอย่างฟรานซ์ อันคน มอลแบทช์และโยฮาน เวนเซล เบิร์กล์ การตกแต่งภายในบูติคพื้นที่ 800 ตารางเมตรเป็นฝีมือของบริษัทสถาปนิกที่กรุงปารีส ชื่อว่า Carbondale ของเอริค คาร์ลสัน ซึ่งบรรจงฉายภาพเขียนบนเพดานฝีมือโทรเจอร์ในปี 1731 จากห้องโถงหินอ่อนของอารามเมลค์ในรูปแบบแมปปิ้งได้อย่างเหมาะเจาะ

นอกจากเทคโนโลยีดิจิตอลแล้ว บูติคใหม่ของ Dolce & Gabbana แห่งนี้ยังเลือกใช้ของตกแต่งที่จับต้องได้จริงอีกหลากหลายชนิด เช่น พื้นลายโมเสกที่ประกอบด้วยหินอ่อนต่างชนิดกันถึง 15 ประเภท ม่านผ้าไหมเนื้อเลื่อมคลื่นริบบิ้น รายละเอียดในการตกแต่งเหล่านี้ให้สัมผัสแห่งความงามอันท่วมท้นทั้งในสายตาและความรู้สึก

แม้จะไม่ได้ใหญ่โตเป็นวังยุคศตวรรษที่ 16 ในกรุงโรม แต่บูติคใหม่ของ Dolce & Gabbana แห่งนี้ก็ถือว่าโอ่อ่าเอาเรื่อง นักออกแบบใช้หินอ่อน สีสันและแสงสว่างอย่างช่ำชอง ทั้งสามองค์ประกอบร่วมกันสร้างบรรยากาศใหญ่โตโอ่โถงเยี่ยงปราสาทราชวัง อย่าง The Grand Room ซึ่งเป็นฟลอร์หลักของร้านมีความยาว 22 เมตร เพดานสูง 6 เมตร เบื้องบนมีโดมช่องแสงสองโดม แต่ละโดมประดับด้วยโมเสกหิน ขึ้นงานด้วยมืออย่างวิจิตร

ตามผนังดูราวกับจะเป็นพระราชวังพระสันตะปาปาทั้งที่ไม่มีภาพสัญลักษณ์ทางศาสนาคริสต์อยู่เลย ลวดลายที่ปรากฏนั้นคือภาพของเฮอร์คิวลิสและอาธีน่าฝีมือโทรเจอร์ที่ดูราวกับมีชีวิตด้วยท้องฟ้าดิจิตอลงามระยับดุจมีชีวิต มีทั้งมวลเมฆ ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า ตามด้วยดวงตะวันที่ค่อยๆ ลอยขึ้นเมื่อเริ่มวันใหม่ มีซาวด์แทรกเป็นเพลงสวดแนวเกรเกอเรียนขานรับดวงสุริยา ตัวผนังเองก็คือเป็นงานศิลปะด้วย เพราะแต่ละผนังงามผิดแผกกันด้วยเนื้อหินอ่อนที่ไม่เหมือนกัน เมื่อนำมาจับคู่ แล้ววางในกรอบบรอนซ์ผิวขัดหยาบ แสงอาทิตย์ที่สาดส่องจากช่องแสงบนเพดานรับกับหินอ่อนอาซุลชิเอโลสีฟ้าอ่อนอย่างกลมกลืน

บริษัท Carbondale ใช้นวัตกรรมอันได้แก่การบีบเพอร์สเปคทีฟ จับเอาภาพเขียนยุคบาโร๊คจากพื้นที่ดั้งเดิมในปราสาท ใช้เทคโนโลยีเสมือนจริงสร้างภาพลวงให้ภาพเขียนอันใหญ่โต (เนื่องจากปราสาทซึ่งเดิมมีภาพเขียนนี้ใหญ่กว่าพื้นที่ร้านมาก) มาบรรจุอยู่ในบูติคแบบสองชั้นนี้ได้อย่างลงตัว แชนเดอเลียแก้วมูราโนงานฝีมือช่างมีทั้งหมดสามดวง มีขนาดเป็นสามสัดส่วน รับกับเพอร์สเปคตีฟออกมาอย่างเหมาะเจาะ

พื้นนั้นปูหินอ่อนกาลากัตต้าซึ่งเป็นหินอ่อนอิตาลีเนื้อพิเศษสีขาวและทองคำ ประดับเป็นลวดลายเล่าเรื่องราวตำนานกำเนิดกรุงโรมเมื่อ 2,000 ปีก่อน เรื่องเล่าของโรมูลัสกับเรมุสและแม่หมาป่าผู้อุปการะดูแลสองทารกซึ่งต่อมาเป็นผู้สถาปนากรุงโรม อักษร D และ G บรอนซ์ขัดเงาจนอร่ามดุจทองคำ ชื่อย่อของสองผู้ก่อตั้งแบรนด์ล้อรับกับสองผู้สถาปนานครแห่งนี้ แม้ที่นี่จะไม่ใช่โบสถ์น้อยซิสทีน แต่กล่าวได้ว่าบูติค Dolce & Gabbana แห่งกรุงโรมนี้คือมหาวิหารแห่งแฟชั่นอย่างแท้จริง




The brand takes great inspiration from the city’s heritage and history.

Words: Jonathan Ho

The Sistine Chapel, official residence of the Pope, in Vatican City and a “chapel” in the Apostolic Palace, is best known for its epic ceiling fresco by Michelangelo. Commissioned by Pope Julius II in 1508 to repaint the ceiling of the Sistine Chapel, Michelangelo’s Creation of Adam was a magnum opus requiring four years. Needless to say, Dolce & Gabbana’s new Rome store doesn’t take the requisite amount of time for execution thanks to its digital fresco but it’s a fitting contemporary twist on Vatican city’s rich cultural heritage.

Dolce & Gabbana’s literal cathedral to fashion is no flash-in-the-pan simulacra of one of the history’s most seminal works of art either, the new D&G Rome boutique is home to 59 columns and other immersive architectural details which elevate the new store beyond a purely functional commercial space.

The two-level Dolce & Gabbana Rome boutique is faithful to the brand’s larger than life aesthetics but when it takes inspiration drawn directly from Rome, what results is awe-inspiring. The renaissance work projected on the ceiling and boutique walls is, sadly, not Michelangelo (surprising given Dolce & Gabbana’s deep Catholic roots) but rather the 18th century Austrian painter-draughtsman Paul Troger.

Recognised for his dramatic vitality of movement and palette of light colours, Troger’s style inspired artists like Franz Anton Maulbertsch and Johann Wenzel Bergl. Eric Carlson and his Paris-based architecture office Carbondale, took great care in taking this muse and mapping them in a three-dimensional virtual space to accurately project Troger’s 1731 ceiling painting of the Marble Hall for Melk Abbey to the interior of the 800 square metre luxury boutique.

Furthermore, Dolce & Gabbana’s new boutique makes ample use of real-life fixtures and furnishings as well – a floor comprised of a mosaic of 15 different marble types and moiré silk panels overwhelm tactile and visual senses with immense detail.

It’s no 16th century Palazzo Romano but the latest Dolce & Gabbana Rome store comes close to its opulence, conveying a sense of palatial expansiveness with its ample use of stone, colour and light. The Grand Room, the main floor of the D&G Rome boutique itself spans 22 metres with a 6-metre-high vaulted ceiling, capped by two skylight domes, each with handmade stone mosaics of graduated hand-picked stones.

The walls themselves are reminiscent of the Vatican palace even if the usual Christian iconography is missing. Here, Troger’s Hercules and Athena are “alive” in a billowing digital sky of clouds, thunder and lighting, punctuated with the slow rise of the sun to a soundtrack of ironically, Gregorian chants. The solid walls are themselves, works of art, each striated with different marble strains and combinations and then framed with brushed brass and matched with a skylight of azul cielo marble.

Carbondale’s innovative use of forced perspective manages to convey grandiose Italian baroque in space smaller than the palaces it was meant for, thus the grandeur is augmented by the illusion of depth rather than oppressive within the relatively (compared to a palatial mansion) small confines of a duplex boutique. Handmade murano glass chandeliers designed in three different scales play up the illusion to great effect.

Calacatta marble, a highly distinctive Italian marble of whites and golds, decorates the floor with renderings of Romulus, Remus and the She-wolf, iconography from a 2000-year-old Roman myth representative of the foundations of Rome. A polished brass but almost gold ‘D’ and ‘G’ is affix, playing up the close relationship between the founders. It’s no Sistine Chapel but the latest Dolce & Gabbana boutique is a literal cathedral to fashion.

Author profile
Jonathan Ho

Our point man at Luxuo Singapore, Jonathan is responsible for its editorial direction and execution.  The dapper journalist, and a dedicated watch collector, loves trendspotting when he is not busy with his two cats and myriad of other mercurial pursuits.