Rolls-Royce’s 115th anniversary: a future shaped by heritage

As Rolls-Royce celebrates its 115th anniversary, how has its unyielding adherence to its vision shaped the world 115 years on?
Words: Leon Ngiam

[ ภาษาไทย ]

A historic meeting on 4 May 1904 between Sir Henry Royce and Charles Rolls at the Midland Hotel, Manchester, redefined what luxury automobiles would mean. Since the Rolls-Royce 10hp debuted at the Paris Salon in December 1904, the British luxury carmaker never strayed from its co-founder Royce’s, vision: Take the best that exists and make it better. When it does not exist, design it.

Prided on its pioneering spirit and dedication to details, Rolls-Royce has time and again heralded new perspectives of spectacularly luxurious sedans. But how exactly has Rolls-Royce exemplified this vision into some of its most prominent recent creations?

The Sweptail

True to their vision, Rolls-Royce now offers bespoke services to personalise each car in its owner’s image. Besides the Starlight Headliner, which allows owners to configure a unique constellation, Rolls-Royce splashed headlines in 2018 with the Sweptail—an entirely bespoke car made for one well-heeled owner at the cost of USD 13 million. We are not merely talking about choosing the colour of leather. The racing-yacht inspired coach-built car features a diaphanous sanctum lined with Macassar Ebony and open-pore Paldao (the luxurious woods) and a huge luggage shelf instead of rear seats.

The Black Badge

Rolls-Royce amplified the minimalist and sleek design leitmotif with the uncharacteristic yet brand-coherent Black Badge series for Dawn, Ghost and Wraith. The subtle sophistication emanated by the black palette has caught on with younger owners who prefer to be “inconspicuously conspicuous”; to show off their ostentation, with the minimalist finesse of the Rolls-Royce Black Badge edition. Its powerful engine aside, the limited-edition Black Badge features a dark-chrome Spirit of Ecstacy and carbon-fibre interior components; every detail, a purposeful execution to match the intricate palate of clients who are a subset within the subset. It is not surprising how some would consider the Black Badge to be the ‘alter-egos’ of the standard models. 

The Cullinan

The trademark Spirit of Ecstasy erects triumphantly at the tip of the Cullinan’s long bonnet as the 4-doored super-luxury SUV, first of its kind, conquered 12,000 miles of some of the world’s toughest terrains. Surely, there cannot be a better way to demonstrate the prowess of Cullinan’s 6.75 litres twin-turbo V12 engine than to scale the epic landscapes of the Arabian deserts or the undulating Scottish highlands. Despite its seeming ferocity, the all-wheel drive vehicle elegantly tucks its dexterity beneath its sleek and pristine body. This is a machine that can grace the grandest of parties and soothe the worst of road trips.

103EX

The futuristic design of 103 EX is clear from the outset. Within the luxurious clamshell canopy, the 103EX is fully controlled by Artificial Intelligence, Eleanor, which processes voice commands and adapts to become the devoted, personable chauffeur that the owner longs for. As the premier choice of the most discerning, wealthy and powerful patrons, Rolls-Royce took it upon itself to up the ante by giving its customers the autonomy to dictate the design of their automobile whilst embracing their wish for an Effortless Journey—autonomous travel in a completely connected, fully autonomous vehicle. Beyond just a lofty prototype, the 103EX is the harbinger of an automotive paradigm shift envisaged by Rolls Royce—VISION NEXT 100.

The Future of Ecstasy

Leaning forth into the wind, arms outstretched, her dress billowing as if in flight, her sagacity and ambitions unabated throughout the century, the Spirit of Ecstasy looks penetratingly forward, ever ready to leap into the future. What distinguishes the British luxury carmaker is its uncompromising adherence to its founding philosophy: the perpetual and unyielding desire for innovation. Beyond the dazzling façade of the brand, it is this philosophy that the world’s most brilliant souls identify with, which qualifies Rolls-Royce as the veritable mark of excellence.


ฉลอง 115 ปี Rolls-Royce กับการเส้นทางสู่อนาคตที่มั่นคงด้วยมรดกอันล้ำค่า

บทความ: ลีออง เนียม

นับตั้งแต่การพบกันเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม ค.ศ. 1904 ของเซอร์เฮนรี รอยซ์ กับชาร์ลส โรลส์ ที่โรงแรมมิดแลนด์ กลางกรุงแมนเชสเตอร์ นิยามใหม่ของคำว่า “ยนตรกรรมหรู” จึงถือกำเนิดขึ้น นับตั้งแต่มีการเปิดตัวรถรุ่นแรกอย่าง Rolls-Royce 10hp ในงานปารีส ซาลอน ช่วงเดือนธันวาคมปีเดียวกัน Rolls-Royce ก็ไม่เคยหยุดที่จะสร้างสรรค์ยนตรกรรมที่ดีที่สุด ด้วยปรัชญา “นำสิ่งที่ดีที่สุดที่มีอยู่ไปพัฒนาให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป ถ้าไม่มีก็ให้พร้อมคิดสร้างใหม่เสียเอง” ของชาร์ลส โรลส์

ภายใต้ความภาคภูมิใจในจิตวิญญาณของการบุกเบิกและด้วยความใส่ใจในทุกรายละเอียด Rolls-Royce จึงสามารถนำวิสัยทัศน์ใหม่แห่งยนตรกรรมหรูมาสู่วงการได้ครั้งแล้วครั้งเล่า จนเกิดเป็นรถรุ่นใหม่ๆ มากมายดังนี้

The Sweptail

สิ่งที่ Rolls-Royce ทำในเวลานี้คือการนำเสนอยนตรกรรมแบบผลิตตามสั่งที่ตรงใจผู้ครอบครองมากที่สุด ซึ่งแต่ละคันจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทุกองค์ประกอบล้วนถูกรังสรรค์อย่างประณีต และที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับวงการมากที่สุดคงไม่พ้น Rolls-Royce Sweptail 2018 ยนตรกรรมสั่งผลิตที่มีเพียงหนึ่งเดียวในโลก สนนราคาสูงถึง 13 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 400 ล้านบาท แน่นอนว่าความโดดเด่นไม่ใช่แค่เพียงการเลือกสีหนังคุณภาพสูงตามใจต้องการเท่านั้น แต่นี่คือรถที่เปี่ยมด้วยกลิ่นอายจากเรือยอชต์ผสานกับยนตรกรรมหรู มาพร้อมหลังคาแบบเปิดโล่งรับแสงธรรมชาติ ชิ้นส่วนทุกชิ้นในห้องโดยสารทำจากวัสดุธรรมชาติสุดไฮเอนด์ ในส่วนของเบาะนั่งตอนหลังถูกแทนที่ด้วยช่องเก็บสัมภาระที่เติมอารมณ์หรูได้อีกขั้น 

The Black Badge

อีกขีดขั้นแห่งความหรูที่โฉบเฉี่ยวเกินใคร ด้วย Black Badge Series ชุดแต่งคู่บารมีที่เกิดมาเพื่อ Rolls-Royce Dawn, Ghost และ Wraith โดยเฉพาะ กลิ่นอายความเป็นสปอร์ตประดุจอัญมณีสีดำที่ออกแบบมาเพื่อไฮโซรุ่นเยาว์ ผู้ชื่นชอบความโดดเด่นแบบไร้ขีดจำกัดด้วยเครื่องเคียงเล็กๆ น้อยๆ ที่แอบซ่อนไว้อย่างแนบเนียน พร้อมเติมสมรรถนะให้เร้าใจขึ้นอีกขั้น เช่นเดียวกับภายในที่ใส่ลูกเล่นเติมความเคร่งขรึมด้วยชิ้นส่วนโครเมียมสลับกับคาร์บอนไฟเบอร์ ทว่าสิ่งหนึ่งที่ยังคงไว้คือ ความประณีตในการผลิตและประกอบชิ้นส่วนต่างๆ อย่างบรรจง เพื่อให้ตรงกับความต้องการของลูกค้ามากที่สุด ไม่น่าแปลกใจหากคนทั่วไปจะมองว่า Black Badge นั้นคืออีกบุคลิกหนึ่งที่แอบแฝงอยู่ในตัวรถรุ่นปกตินั่นเอง  

The Cullinan

เครื่องหมายการค้า Spirit of Ecstasy ตระหง่านอยู่บนฝากระโปรงของ SUV สี่ประตู ความหรูเจเนอเรชั่นล่าสุดอย่าง Cullinan พิสูจน์ความแกร่งให้เราได้เห็นกับการบุกตะลุยกว่า 12,000 ไมล์ในพื้นที่สุดหฤโหดทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นทะเลทรายอาราเบียน หรือที่ราบสูงในสกอตแลนด์ ภายใต้ความสตรองของขุมพลัง V12 Twin Turbo ในพิกัด 6.75 ลิตร ที่ดุดันทรงพลัง โดยยังคงปกคลุมด้วยบอดี้สไตล์สปอร์ตอันหรูหรา สมฐานะ และฟังก์ชั่นการใช้งานครบครัน พร้อมบุกบั่นในทุกเส้นทางที่ยากเกินใครจะเข้าถึง

103EX

การออกแบบอันล้ำสมัยของคอนเซ็ปต์คาร์อย่าง 103EX เรียกได้ว่าเป็นภาพแห่งอนาคตที่ชัดเจนตั้งแต่เริ่มแรก ภายใต้หลังคาสไตล์บานพับที่ออกแบบมาอย่างหรูหรา อีกทั้งสุดล้ำด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ทางค่ายขนานนามว่า “Eleanor” ช่วยประมวลคำสั่งเสียงพร้อมปรับรูปแบบให้เหมาะสมกับการใช้งานของผู้ครอบครอง เพื่อให้สมกับการเป็นยนตรกรรมที่ได้รับความไว้วางใจจากบุคคลระดับชั้นนำ แม้ว่าทาง Rolls-Royce จะให้อิสระในการสร้างสรรค์ยนตรกรรมสุดหรูด้วยตนเอง แต่ทางค่ายก็พร้อมที่จะใส่ฟังก์ชั่นอำนวยความสะดวกและลูกเล่นการใช้งานต่างๆ เพื่อให้ผู้ครอบครองได้รับประสบการณ์การเดินทางสุดประทับใจกับยนตรกรรมที่สามารถขับเคลื่อนแบบอัตโนมัติของค่าย โดยนอกจากจะเป็นยนตรกรรมที่มีความหรูหรา โดดเด่นด้วยประสิทธิภาพแล้ว นี่ยังถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของแบรนด์ Rolls-Royce หลังจากที่ได้นำเสนอ VISION NEXT 100 อีกด้วย  

The Future of Ecstasy

เครื่องหมายการค้านารีสยายปีกของแบรนด์ Rolls-Royce โบยบินอย่างสง่างาม สื่อถึงความรุ่งเรืองที่ยากจะหาใครทัดเทียมได้ตลอดกว่าศตวรรษที่ผ่านมา และตราสัญลักษณ์ Spirit of Ecstasy ก็พร้อมที่จะโบยบินอย่างไม่หยุดยิ่งในอนาคตข้างหน้า เพื่อพิสูจน์ให้เห็นถึงความเป็นผู้ริเริ่มสรรค์สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ในโลกยานยนต์ เฉกเช่นปรัชญาอันแน่วแน่ที่วางไว้ในยุคก่อตั้ง ซึ่งแน่นอนว่า Rolls-Royce ไม่ใช่แค่ยนตรกรรมพรีเมียมทรงคุณค่าเท่านั้น หากแต่ยังเปี่ยมล้นไปด้วยจิตวิญญาณแห่งความเป็นเลิศอีกด้วย