The Suite Smell of Paris

ห้อง Prestige Suite สำหรับคนรักความหวานแบบหอมจรุงกลางกรุงปารีสที่ Fauchon L’Hotel
บทความ: เคลวิน อ็อง

[ English ]

โรงแรมชื่อดังก็ว่าหรูแล้ว และเหนือกว่านั้นคงเป็นห้องพักชื่อดังในโรงแรมชื่อดัง ห้องนั้นคือ Prestige Suite ที่ Fauchon L’Hotel กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เป็นห้องสวีทชื่อเสียงโด่งดังทั้งที่โรงแรมเพิ่งเปิด

ก่อนอื่น คุยกันเรื่องความเป็นมาของโรงแรมกันสักหน่อย Fauchon L’Hotel เพิ่งเปิดเมื่อวันที่ 1 กันยายนปีที่แล้ว เจ้าของและผู้ดำเนินการคือกลุ่มบริษัท Fauchon ผู้ผลิตอาหารและขนมชื่อดังของฝรั่งเศส กิจการโรงแรมนี้ถือเป็นวาระสำคัญยิ่งของบริษัทซึ่งก้าวออกมาจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเป็นครั้งแรกในช่วงเวลา 132 ปี

เมื่อแรกที่เยี่ยมเยือน คุณจะรู้สึกเหมือนคนตกแต่งห้องจะใช้สีฟิวเชียหรือสีบานเย็นอมม่วงหนักมือไปหน่อย โซฟาตัวใหญ่เตะตาสองตัวเป็นสีม่วง แต่อย่าลืมว่านี่คือสีที่ใช้แต่งทั้งร้าน Fauchon จนกลายเป็นภาพจำไปแล้ว

เมื่อดูทั้งโรงแรมก็พอจะมองเห็นว่าสถาปนิกผู้ออกแบบรับดีเอ็นเอของดีไซน์มาจากร้านแรกและร้านสำคัญระดับไอคอนของแบรนด์ อยู่ห่างจากโรงแรมไม่กี่ห้อง ในปารีสเขต 8 ซึ่งไม่ใหญ่โตแต่จอแจด้วยผู้คน

การออกแบบโรงแรมได้รับอิทธิพลจากการตกแต่งหลายร้านขนมของเครือ

พื้นไม้ลายก้างปลาสีดำ มีพรมสีชมพูสดและเปลือกมังคุดทับไว้บางส่วน สลับจังหวะด้วยพื้นกระเบื้องสีดำกับสีเบจ แจกันดอกไม้ใหญ่เป็นประธานตั้งบนโต๊ะกาแฟหน้าหินอ่อน ขาโต๊ะเป็นบรอนซ์ ชั้นกระจกวางโคมไฟรูปเหลี่ยม เหล่านี้คือองค์ประกอบการตกแต่งอันคาดไม่ถึง ซึ่งทำให้ที่นี่มีลุคแตกต่างจากห้องนั่งเล่นทั่วไป และไฮไลต์ของห้องรับแขกคือหน้าต่างบานคู่สูงจรดเพดานพร้อมวิวสวยของโบสถ์ลามาดแลน หนึ่งในโบสถ์อันมีชื่อเสียงของยุโรป

Prestige Suite มองลงไปเห็นโบสถ์ลามาดแลน

ผนังสีขาวงามสง่า มีขอบบัวสไตล์เรอเนซองส์นำไปสู่หน้าต่างบานคู่จากพื้นจรดเพดานซึ่งสูงถึงสิบฟุต ช่วยให้ห้องสวีทนี้ดูกว้างขวางโออ่า หาได้ยากในบรรดาห้องพักโรงแรมในกรุงปารีส เดินเข้าไปอีกนิด พอพ้นผนังกั้นซึ่งวางตำแหน่งอย่างชาญฉลาด ก็จะพบห้องนอนหลักซึ่งตกแต่งในสไตล์เรอเนซองซ์แนวโมเดิร์น อันเป็นแนวทางการตกแต่งของทั้งโรงแรม ผนังหลังเตียงแต่งช่องกระจกเงาสลับกับบล็อกสีทึบ เตียงคิงไซส์ใหญ่น่านอน หัวเตียงสีมะกอกสวยอิ่มเอิบ

อยากจะบอกว่าจุดขายหลักของโรงแรมอยู่ที่กูเมท์บาร์ซึ่งมีในทุกห้อง ตั้งแต่ห้องเดอลุกซ์จนถึงห้อง Prestige Suite แทนที่จะเป็นมินิบาร์อย่างโรงแรมทั่วไป กูเมท์บาร์นี้สะท้อนตัวตนอันเป็นที่มาของแบรนด์ร้านขนม Fauchon แทนที่จะวางของขบเคี้ยวอย่าง M&M, ถั่วลิสงและมันฝรั่งบรรจุถุงอย่างมินิบาร์ทั่วไป มินิบาร์ตามแนวของ Fouchon อยู่ในตู้สีชมพูสวยเก๋ ฝีมือออกแบบของซาช่า ลาคิค นักออกแบบเฟอร์นิเจอร์และรถยนต์ชื่อดัง ข้างในมีของขบเคี้ยวทั้งคาวหวาน มีตั้งแต่ขนมมาเดเลน ช็อกโกแล็ตทรัฟเฟิล ตาเปนาดทาขนมปัง ขนมมาการอง ขนมปังบริออชปิ้งหน้าโฟกราส์

ทุกห้องมีกูเมท์บาร์

ส่วนที่เราโปรดปรานที่สุดคืออะไรหรือ คือห้องมาพร้อมพิงค์แชมเปญเป็นอภินันทนาการ ด้วยอัตราค่าห้องคืนละ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ แขกยังสามารถเพลิดเพลินกับทีวีจอยักษ์ซึ่งมากับช่องนานาชาติ ลำโพงบลูทูธ แทบเลตซึ่งมีเมนูหลากหลายทั้ง Netflix, Spotify และ Deezer เลิศหรูขนาดนี้คือการพลิกโฉมเรื่องที่พักในโรงแรมไปตลอดกาล

บทความที่เกี่ยวข้อง: Have a Look at This Proposed Alpine Crossing from Zermatt to Cervinia


The Prestige Suite at Paris’s Fauchon L’Hotel is #Goals.

Words: Kelvin Ong

There are famous hotels, and then there are famous rooms in famous hotels. The Prestige Suite at the Fauchon L’Hotel in Paris, France, is one of those chambers whose reputation precedes them.

But first, a little history on the hotel. Fauchon L’Hotel is owned and operated by renowned French food and delicatessen group Fauchon, and it opened just a year ago on 1 September 2018. Its launch was significant because it was the first time in 132 years that the brand stepped outside of the food and beverage industry.

At first glance, it might appear as if someone went a little fuchsia-crazy while decorating the apartment – after all, two statement full-length couches in its salon are decisively violet. But that’s understandable, considering that the typical Fauchon shop features a heavy use of purple throughout.

Walking through the hotel, it is evident that the architects took most of their design cues from the brand’s first and most iconic store, located only a few doors down in the tiny but busy 8th arrondissement.

Even the lush floor rug, laid over V-shaped mod wood flooring, showcases bold hints of purple and pink, interspersed geometrically with tiles of black and beige. A marble-topped coffee table featuring a giant flower centrepiece, a side marble table with bronzed legs, a rose gold cabinet, and a glass display shelf stacked with double squared lamps are among the other unexpected elements that help to elevate the look of an otherwise archetypal parlour.

The highlight of the living room has to be the double window-door exposures that lead out to the most spectacular view of the L’église de la Madeleine, one of the most famous churches across Europe.

Royally-white walls with renaissance-style borders transition beautifully into ten-foot high ceilings, a rare sight in Parisian hotels, giving the suite a spacious feel. A separate master bedroom – divided by a cleverly-positioned wall – greets you when you turn the corner. This space continues the modern renaissance theme of the hotel, culminating in a mirror-meets-opaque-colour-block back-of-the-bed wall feature, as well as a super inviting king-size bed fitted with a gorgeous olive headboard.

But perhaps the hotel’s biggest selling point, is the “Gourmet Bar”, which is found in every room, from the deluxe rooms all the way to the Prestige Suite. Replacing the traditional mini bar, the Gourmet Bar reflects the original Fauchon brand’s dessert origins. Instead of regular treats like M&Ms, peanuts, and chips, Fauchon’s version of the mini bar comes in a Sasha Lakic-designed pink case filled with an assortment of salty and sweet treats, from madelines, chocolate truffles and tapenade, to macarons, foie gras and brioche toasts.

And our favourite part? This all comes with complimentary bottles of pink champagne! At an average of USD 2,000 per night, guests also get to enjoy large flat-screen televisions with international channels, bluetooth mobile speakers, and a content tablet with access to Netflix, Spotify and Deezer. There’s no way we will ever look at holiday accommodations the same way again.



See also: Have a Look at This Proposed Alpine Crossing from Zermatt to Cervinia