The Tales Behind Europe’s Top Five Medieval Castles

Castles are objects of our fantasy, inspiring folklores and Disney movies. Marveling at these medieval creations, we cannot but wonder at the untold stories.
Words: Leon Ngiam

[ ภาษาไทย ]

Many would consider Europe the cultural and historical hinterland of the world for its excellent heritage preservation, exemplified by (of course) those quaint castles. As one marvels over those medieval castles, one cannot but wonder what tales lies beneath their mystical façades. Let the stories and splendour of these edifices take your breath away.

1. Palace of Pena (Sintra, Portugal)

Evolved from a small medieval chapel, the Trinity Convent of the Arrabalde, the Palace of Pena gained prominence after a reporting of the apparition of the Virgin Mary. In 1493, King John II of Portugal, ordered for a monastery, which housed 18 monks until the 18th century. Possibly by an ecclesiastical intervention, the ancient monastery survived the earthquake that ravaged Lisbon in 1755.

Resting atop the Sintra Mountain along the Portuguese Rivera, the majestic Palace of Pena dominates the horizon of the City of Sintra. The Romanticist castle came after a massive revamp by Prince Ferdinand in 1842 to 1854. It now features an old convent with a clocktower, a palace with a cylindric bastion with its interior decorated in the cathédrale style and a drawbridge.

2. Palace of Versailles (Versailles, France)

Once a small village and church owned by the Gondi family, it was acquired by King Henry IV in 1623, who refashioned it into a modest 2-storey hunting lodge. His son, Louis XIII, then rebuilt it into a château, which was subsequently expanded and embellished by his successors. Sauntering in the Garden of Versailles –commissioned in 1631 to be built as the finest garden in Europe– one may only attempt to picture the resplendence of French aristocracy. It was the principal royal residence of France from 1682 until the start of the French Revolution in 1789.

Palace of Versailles is heralded as the epitome of palatial grandeur.  But grandeur is an understatement when alluded to Marie Antoinette, the last Queen of France, who was loathed for her unimaginably opulent lifestyle despite her subject’s impecuniosity. Her wedding with Louis XVI was commemorated by the reopening of the Royal Opera in 1770— conceived in 1682, now a cavernous room adorned by 2 rows of crystal chandeliers and a ceiling mural depicting Apollo and Muses. Not to be missed is also the Hall of Mirrors—a salon built in 1678 embellished with 357 mirror set opposite 17 window arches.

3. The Neuschwanstein Castle (Füssen, Germany)

Aptly dubbed as the fairytale castle, the Neuschwanstein Castle, which rests atop the Bavarian Alps, inspired the iconic Disney logo and the royal castle of Sleeping Beauty. The cliffside castle was conceived in 1868 by an equally dreamy King, King Ludwig II (‘The Swan King’) of Bavaria, as the physical manifestation of his reverie. Bounded by his constitutional duties, he had little freedom as King. Thus, the mystical castle, deliberately built far from the capital, was his respite from his duties and the inroad to his royal fantasy. Lost in his fantasy, the ‘fairytale king’ was declared insane and passed on mysteriously in 1886 where his corpse was found floating in Lake Starnberg.

4. Windsor Castle (Berkshire, United Kingdom)

Built by William the Conqueror in the 11th century, the Windsor Castle, the oldest royal castle in Europe, was a defence against medieval Home Counties. Now, it is a weekend getaway for Queen Elizabeth II and serves as repository of English history and medieval buildings. Initially, it started as a motte-and-bailey that was revamped by King Henry I’s successors in an eclectic blend of Georgian, Victorian, Gothic and Baroque architectural style. As you venture within the colossal castle, you will most definitely be struck by the extravagant furnishing of the State Apartment—the elaborate ceiling frescos, woodcarvings, and large-than-life paintings that dates back more than 500 years. For gothic architectural geeks, don’t miss the the 15th century St. George Chapel, which is touted as the finest example of English Perpendicular Gothic style.

5. Bran Castle (Bran, Romania)

Originally, the Bran Castle (built in 1378) served as a custom for Transylvania and as a fortress to thwart the Ottoman Empire’s inexorable expansion. But talks of Bran Castle today is inextricably alluded to Bran Stoker’s 1897 novel—Dracula. The Irish author drew his inspiration from the castle and Vlad the Impaler, the ruthless Romanian ruler who was notorious for (obviously) impaling his enemy. Folklores aside, Count Vald never actually stayed at the castle. Probably, the sharp undulations of the turrets emanates a mythical character, which happens to fit Stoker’s novel. It is the unbridled imagination of men that immortalised Vald and the fortress.

Indeed, the stories within those antiquated walls create profound dimensions for us to better appreciate its old-world grandeur. Its history is never truly abandoned by the passing of time. It continues to pervade our modernity in multifarious ways—our architecture, our pop culture etc.

Once the exclusive precinct of the nobles, the gates are now open to us with the of a purchase ticket. Venture within the walls to traverse the centuries.


เรื่องราวเบื้องหลัง 5 ปราสาทยุคกลางที่มีชื่อที่สุดของยุโรปที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับเทพนิยายและภาพยนตร์ดิสนีย์อีกหลายเรื่อง

บทความ: ลีออน เนียม

หลายท่านน่าจะคิดเห็นตรงกันว่าทวีปยุโรปนั้นเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม โดยเห็นได้จากปราสาทอันสวยงามแปลกตามากมาย ซึ่งได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดี จนอดสงสัยไม่ได้เลยว่ามีอะไรถูกซ่อนอยู่ภายใต้โครงสร้างอันสุดจะลึกลับของมันบ้าง และนี่คือเรื่องราวของห้าสถานที่เหนือจินตนาการเหล่านั้นที่จะทำให้คุณตื่นเต้นจนแทบจะลืมหายใจ

1. พระราชวังแห่งชาติพีน่า (ซินตร้า ประเทศโปรตุเกส)

พระราชวังแห่งนี้สร้างขึ้นโดยคำสั่งของพระเจ้าจอห์นที่ 2 เพื่อเป็นอารามสำหรับนักบวชจำนวน 18 รูป ในปี 1493 โดยต่อเติมจากโบสถ์ขนาดเล็ก Trinity Convent of the Arrabalde และเริ่มเป็นที่รู้จักหลังจากการประจักษ์ของพระแม่มารี เป็นที่น่าเหลือเชื่อว่าอารามโบราณแห่งนี้จะรอดจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ของเมืองลิสบอนในปี 1755 พระราชวังแห่งชาติพีน่าตั้งอยู่บนยอดเขาซินตร้าจึงเป็นที่มองเห็นได้อย่างเด่นชัด และได้รับการบูรณะขนานใหญ่โดยเจ้าชายเฟอร์ดินานด์ช่วงปี 1842 ถึง 1854 ปัจจุบันภายในมีสำนักชีเก่าแก่ที่มีหอนาฬิกา อาคารพระราชวังกับป้อมปราการทรงกระบอกที่ตกแต่งภายในสไตล์คาเธดราลและมีสะพานแบบยกขึ้นลงได้

2. พระราชวังแวร์ซาย (แวร์ซาย ประเทศฝรั่งเศส)

อดีตหมู่บ้านเล็กๆ และโบสถ์ของครอบครัวก็อนดีได้ถูกซื้อโดยพระเจ้าอ็องรีที่ 4 ในปี 1623 เพื่อนำมาเปลี่ยนเป็นที่พักล่าสัตว์ขนาด 2 ชั้น ก่อนที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 13 ผู้เป็นบุตรจะสร้างใหม่ให้กลายเป็นปราสาท ซึ่งต่อมาก็ได้มีการขยายต่อเติมและตกแต่งโดยผู้ปกครองลำดับต่อๆ มา ทั้งยังมีการสั่งสร้างสวนให้อลังการที่สุดในยุโรปเมื่อปี ค.ศ. 1631 ให้สมกับความเกรียงไกรของราชวงศ์ฝรั่งเศส พระราชวังแวร์ซายจึงเป็นที่พำนักหลักสำหรับราชวงศ์ฝรั่งเศสนับตั้งแต่ปี 1682 จนถึงช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศสเริ่มต้นขึ้นในปี 1789

พระราชวังแวร์ซายถูกขนานนามว่าเป็นตัวอย่างที่เลิศเลอของความยิ่งใหญ่หรูหรา แต่คำว่ายิ่งใหญ่อาจจะน้อยเกินไปสำหรับ มารี อ็องตัวแน็ต พระราชินีองค์สุดท้ายของฝรั่งเศส ผู้ที่ถูกเกลียดชังจากการใช้ชีวิตสุดฟุ้งเฟ้อในขณะที่ประชาชนกำลังอยู่ในสภาวะอดอยากขั้นสุด ในวโรกาสพิธีราชาภิเษกสมรสของพระองค์กับพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 นั้นก็มีการทำพิธีเปิดโรงละครอุปรากรอีกครั้งในปี 1770 โรงละครแห่งนี้สร้างขึ้นในปี 1682 ปัจจุบันประดับโคมฟ้าระย้าคริสตอลสองแนวยาว บนเพดานมีภาพวาดเทพอพอลโล่และเหล่ามิวส์ และที่พลาดไม่ได้ก็คือซาลอนชื่อ Hall of Mirrors สุดโอ่อ่าจากปี 1678 ซึ่งประดับด้วยกระจกเงา 357 ชิ้นตรงข้ามซุ้มหน้าต่าง 17 ซุ้ม

3. ปราสาทนอยชวานชไตน์ (ฟุซเซน ประเทศเยอรมนี)

ปราสาทนอยชวานสไตน์ถูกเรียกว่าเป็นปราสาทแห่งเทพนิยาย ซึ่งกลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้กับโลโก้ดิสนีย์และปราสาทในเทพนิยายเรื่องเจ้าหญิงนิทรา ปราสาทริมผาแห่งนี้สร้างขึ้นในปี 1868 โดยพระเจ้าลุดวิกที่ 2 (พระเจ้าหงส์) แห่งบาวาเรียให้เป็นเหมือนที่พักใจของพระองค์ เพราะด้วยหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญในฐานะกษัตริย์ พระองค์ท่านจึงมีอิสระเพียงเล็กน้อย ปราสาทลึกลับแห่งนี้จึงถูกสร้างให้ห่างไกลจากเมืองหลวงโดยตั้งใจเพื่อให้พระองค์ได้หลีกห่างจากภารกิจและปล่อยใจให้ลอยไปกับจินตนาการบ้าง แต่ในที่สุดแล้วก็มีการประกาศว่าพระเจ้าลุดวิกที่ 2 มีพระสติวิปลาสและจากไปอย่างเป็นปริศนาในปี 1886 เมื่อมีการพบพระศพของพระองค์ลอยอยู่ในทะเลสาบสตาร์นเบิร์ก

4. พระราชวังวินด์เซอร์ (เบิร์กเชียร์ ประเทศอังกฤษ)

พระราชวังวินด์เซอร์สร้างโดยพระเจ้าวิลเลียมที่ 1หรือพระเจ้าวิลเลียมผู้พิชิตในยุคศตวรรษที่ 11 ปราสาทที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรปแห่งนี้เคยเป็นปราการป้องกันการรุกรานของหัวเมืองในยุคกลางมาก่อน ปัจจุบันเป็นสถานที่พักผ่อนวันหยุดสุดสัปดาห์สำหรับสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 และเป็นพื้นที่เก็บข้อมูลประวัติศาสตร์อังกฤษและอาคารยุคกลาง เดิมทีมีลักษณะเป็นปราสาทเนินก่อนได้รับการปรับปรุงใหม่โดยผู้สืบตระกูลของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 1 โดยผสมผสานสถาปัตยกรรมสไตล์จอร์เจียน วิคตอเรียน โกธิคและบาร็อคเข้าด้วยกัน ซึ่งหากคุณได้เข้าไปในปราสาทขนาดมหึมาหลังนี้ คุณจะรู้สึกหลงไหลไปกับการตกแต่งที่หรูหราของโถงรับรอง ซึ่งมีจิตรกรรมฝาผนัง เพดานไม้แกะสลัก และภาพวาดขนาดใหญ่ที่มีอายุมากกว่า 500 ปีอยู่ สำหรับผู้ชื่นชอบสถาปัตยกรรมแบบโกธิคนั้นไม่ควรจะพลาดชมโบสถ์เซนต์จอร์จซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดของสถาปัตยกรรมแบบโกธิคแนวตั้งในอังกฤษ

5. ปราสาทบราน (บราน ประเทศโรมาเนีย)

ปราสาทบรานเดิมนั้นถูกสร้างขึ้นในปี 1378 เพื่อใช้เป็นป้อมปราการขัดขวางการขยายตัวของจักรวรรดิออตโตมัน แต่ที่คนพูดถึงปราสาทนี้กันโดยมากแล้วเป็นเพราะนิยายเรื่อง Dracula ในปี 1897 ของบราน สโตเกอร์ นักเขียน

ชาวไอริชผู้นี้ใช้แรงบันดาลใจจากตัวปราสาทและ “วลาดนักเสียบ” ผู้ครองโรมาเนียสุดโหดที่ชอบใช้ของแหลมเสียบแทงศัตรู แต่เคาท์วลาดตัวจริงกลับไม่เคยพำนักที่ปราสาทแห่งนี้มาก่อน คงเป็นเพราะความแหลมคมของยอดหอคอยเล็กบนปราสาทที่ไปกระตุ้นจินตนาการของสโตเกอร์จนทำให้เกิดตัวละครอมตะที่เข้ากับนวนิยายของเขาได้อย่างลงตัว

เรื่องราวเบื้องหลังกำแพงโบราณเหล่านี้สร้างมิติที่ลึกซึ้งสำหรับเราเพื่อใช้ชื่นชมความยิ่งใหญ่ในโลกเก่า ไม่ว่าอย่างไร ประวัติศาสตร์นั้นก็ไม่เคยถูกลบเลือน เมื่อเวลาผ่านไปมันยังคงส่งอิทธิพลมาถึงยุคสมัยใหม่ของเราในรูปแบบที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบสถาปัตยกรรมหรือวัฒนธรรมร่วมสมัยของเรา ปราสาทเหล่านี้เคยเป็นที่หวงห้ามสำหรับชนชั้นสูงเท่านั้น แต่ในวันนี้ประตูได้เปิดกว้างให้เราได้เข้าไปเยี่ยมชมแล้วเพียงแค่ซื้อตั๋ว หากมีโอกาสเราทุกคนก็ควรไปสัมผัสบรรยากาศแห่งวันวานนานหลายศตวรรษเช่นนี้กันทุกคน