Five Architectural Masterpieces from Moshe Safdie

The 81-year-old, Israeli-born architect is behind such iconic buildings as the Marina Bay Sands and the new Changi Airport’s Jewel shopping mall extension.
Words: Angelyn Tan Photo: Safdie Architects

[ ภาษาไทย ]

Singapore’s close relationship with Israel is an open secret but suffice it to say, the country’s relationship with one Israeli in particular is especially intimate. No, we’re not talking about Yussein Nasir of Nas Daily, we are talking about world renowned architect Moshe Safdie. The 81-year-old US-based Israeli architect is not just responsible for Marina Bay Sands, but also the recently opened Changi Jewel. Safdie’s style of architecture is also represented in many of the condominium developments here in Singapore.

Raised in Canada, the multi-award-winning Safdie has his architectural marvels all around the world for all to admire. He made his debut in the architecture scene with Habitat 67 in 1967. His deft ability to design for urban environments showcases much of the urban planner’s architectural leitmotif. Safdie is an ardent advocate of connected buildings with open spaces, utilising the external environment’s natural beauty and drawing it indoors.

1. Habitat 67, Montreal

Safdie had an early start in his career when at age 30, he unveiled his first architectural opus, Habitat 67, as his master’s thesis. Since then, his first project has achieved international acclaim and recognition. The Montreal’s aesthetic uniqueness lay in the fact that the world had never before seen a residential complex of stacked units in such a manner. Safdie’s groundbreaking work created a new housing typology that is both effective and site adaptable. Containing 158 apartments, the complex was believed to illustrate the new lifestyle people would live in increasingly crowded cities in the world. According to Safdie, many of the original occupants still live in the building, and the architect has also kept a residence for himself there. From one glance, this complex does not look like it was built in 1967. 

2. Crystal Bridges Museum of America Art, Arkansas

Owned by the Walton family and completed in 2010, the art museum functions as a place for the community and as an iconic cultural destination. The contemporary structures designed by Safdie are meant to provide plenty of views of the surrounding environment and bringing people, art and nature together in one building. Dramatic curves of the museum, use of windows, and key placement of open and green spaces easily reflects Safdie’s architecture style.

3. Marina Bay Sands, Singapore

Valued at USD 8 billion today, Marina Bay Sands needs no introduction. Recognised as an architectural icon in Singapore, this building has transformed Singapore’s skyline and gaming landscape. The internationally-acclaimed octogenarian was inspired by card decks and designed the 38-hectare multi-purpose resort complete with three 55-story hotel towers, casino, convention center, museum and shops. At its opening in 2010, Marina Bay Sands was the world’s most expensive stand-alone casino, featuring 500 tables, 1,600 slot machines, and priced at around USD 6.6 billion.

However, Safde is not done with Marina Bay Sands. He was recruited to design the fourth tower at Marina Bay Sands which will be a separate hotel with 1,000 suites, a sky roof, a swimming pool, a 15,000-seater amphitheatre and a signature restaurant as part of Resort World’s billion dollar project expansion.

4. Jewel Changi Airport, Singapore

Redefining airport experiences, Safdie’s recent USD 1.3 billion project has all eyes on Singapore. The world-renowned architect and his firm first had to submit ideas in a bidding process to CapitaLand, which would pick the eventual winner. “As I started to sketch the design ideas, we liked the idea of a fully transparent roof over the building,” says Safdie. The sketch of a Jurassic-like garden with the largest indoor waterfall in the world helped the architectural firm win the bid.

Though many architects focus on its exterior of the building, Safdie’s focus turned to its beauty within the 135,700 sq m development. Featuring the world’s tallest waterfall, five-story garden with walking trails and over 280 retail stores and F&B outlets, Jewel changes the perception of how airports should be. With the new addition of Jewel, Changi Airport is expected to hold the “World’s Best Airport” again. “I do predict now, though, that Jewel will become an icon for Singapore no less than MBS,” he told reporters on Friday 12 April 12, ahead of Jewel Changi Airport’s official opening the following Wednesday.

5. Raffles City, Chongqing

The USD 3.8 billion infrastructure was inspired by traditional Chinese sailing vessels, a nod to Chongqing’s past as a trading post. Recognised as a symbol of strong ties between China and Singapore, Raffles City Chongqing will be Singapore’s largest single development in China. Resembling Singapore’s Marina Bay Sands, The Crystal sky bridge, designed by Safdie Architects, measures 300 meters in length, 32.5 meters in width, 26.5 meters in height, and links six of the eight skyscrapers 250 meters high up in the Chongqing sky. The Crystal’ sky bridge includes a swimming pool, observation desk and retail space.

The opening of Raffles City will join the list of the genius architect’s eight other major openings around the world including Jewel Changi Airport and Serena del Mar in Columbia. With the success Safdie brings, it is no surprise when he was named the laureate for the 2019 Wolf Prize for Architecture.

5 งานสถาปัตยกรรมชิ้นเอกของสถาปนิกวัย 81 ปี โมเช ซาฟดี ผู้อยู่เบื้องหลังสิ่งปลูกสร้างที่โดดเด่นไม่ซ้ำใครหลายแห่งของโลก

บทความ: แองเจลีน ตัน ภาพ: Safdie Architects

ความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างสิงคโปร์และอิสราเอลเป็นความลับที่ไม่ใช่เรื่องลับ แต่ที่แน่นแฟ้นเป็นพิเศษเห็นจะเป็นความสัมพันธ์ของสิงคโปร์ที่มีต่อชายชาวอิสราเอลผู้หนึ่ง เราไม่ได้หมายถึงยัสซิน นาสเซอร์ เจ้าของเพจ Nas Daily แต่กำลังพูดถึง โมเช ซาฟดี สถาปนิกคนดังระดับโลก ชาวอิสราเอลวัย 81 ปี ซึ่งพำนักและทำงานอยู่ในสหรัฐอเมริกา เขาไม่เพียงสร้างสรรค์ Marina Bay Sands เท่านั้น หากยังอยู่เบื้องหลังการออกแบบศูนย์การค้า Jewel ในท่าอากาศยานนานาชาติชางงีที่เพิ่งเปิดตัวไปไม่นานนี้ด้วย ไม่เพียงเท่านี้ สไตล์การออกแบบของซาฟดียังคงมีให้เห็นตามโครงการคอนโดมิเนียมหลายแห่งในประเทศสิงคโปร์ด้วย

ซาฟดีเติบโตในประเทศแคนาดาและได้รับรางวัลการันตีมากมาย มีผลงานทางสถาปัตยกรรมที่น่าทึ่งให้ชื่นชมอยู่ทั่วโลก เขาก้าวเข้าสู่วงการสถาปัตยกรรมระดับโลกเป็นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1967 ด้วยการออกแบบ Habitat 67 ความสามารถและความชำนาญในการออกแบบอาคารที่อยู่อาศัยในชุมชนเมืองของซาฟดีทำให้เราได้เห็นสไตล์การออกแบบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของสถาปนิกผังเมืองผู้นี้เป็นอย่างมาก ซาฟดีเป็นผู้สนับสนุนตัวยงเรื่องการสร้างอาคารให้เชื่อมต่อกันโดยใช้พื้นที่เปิดโล่ง นำความสวยงามตามธรรมชาติที่อยู่ภายนอกอาคารมาใช้ให้เกิดประโยชน์ และนำมันเข้ามาไว้ในตัวอาคาร

1. Habitat 67 กรุงมอนทรีออล

ซาฟดีเริ่มต้นอาชีพการงานในวัยเพียง 30 ปี เขาเปิดตัวผลงานทางสถาปัตยกรรมชิ้นแรกด้วย Habitat 67 ซึ่งก็คือวิทยานิพนธ์ปริญญาโทของเขาเอง โปรเจ็กต์แรกของซาฟดีได้รับเสียงชื่นชมและเป็นที่ยอมรับจากทั่วโลก นับตั้งแต่นั้นความโดดเด่นสวยงามของสิ่งปลูกสร้างซึ่งตั้งตระหง่าน ณ กรุงมอนทรีออลแห่งนี้ก็ปรากฏเป็นคอมเพล็กซ์สำหรับอยู่อาศัยที่เป็นยูนิตเรียงต่อกันเป็นชั้นๆ อย่างที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน ผลงานล้ำสมัยของซาฟดีได้ก่อให้เกิดการจัดกลุ่มที่อยู่อาศัยแบบใหม่ ทั้งมีประสิทธิภาพและสามารถปรับให้เข้ากับทำเลที่ตั้งได้อย่างเหมาะสม คอมเพล็กซ์นี้ประกอบด้วยอพาร์ตเมนต์ 158 ห้อง และเชื่อว่ามันแสดงให้เห็นไลฟ์สไตล์แบบใหม่ที่คนสามารถอยู่ได้จริงในเมืองใหญ่ทั่วโลกที่มีประชากรหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ จากคำบอกเล่าของซาฟดี ผู้อาศัยดั้งเดิมของคอมเพล็กซ์นี้หลายคนก็ยังอยู่ที่นี่ ตัวเขาเองก็มีห้องชุดที่นี่เช่นกัน หากมองเผินๆ จะดูไม่ออกเลยว่าคอมเพล็กซ์นี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1967

2. Crystal Bridges Museum of American Art รัฐอาร์คันซอ

พิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งนี้มีตระกูลวอลตันเป็นเจ้าของ และสร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 2010 โดยทำหน้าที่ประหนึ่งศูนย์กลางชุมชน และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร โครงสร้างของอาคารมีความร่วมสมัย และมีซาฟดีเป็นผู้ออกแบบ ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้เราได้เห็นทิวทัศน์ของสภาพแวดล้อมที่อยู่รอบตัวอาคารอย่างเต็มที่ นับเป็นการนำเอาผู้คน ศิลปะ และธรรมชาติมาอยู่รวมกันภายใต้อาคารหลังเดียว เส้นโค้งเว้าที่สะดุดตาของตัวพิพิธภัณฑ์ การใช้หน้าต่างจำนวนมาก และการวางตำแหน่งหลักของพื้นที่เปิดโล่งและพื้นที่สีเขียว สะท้อนให้เห็นสไตล์การออกแบบของซาฟดีได้เป็นอย่างดี

3. Marina Bay Sands ประเทศสิงคโปร์

คงไม่ต้องมีการเกริ่นนำใดๆ สำหรับ Marina Bay Sands ซึ่งในวันนี้มีมูลค่าอยู่ที่ 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สิ่งปลูกสร้างแห่งนี้ได้รับการยอมรับว่าเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมของสิงคโปร์ และได้เปลี่ยนแปลงเส้นขอบฟ้าและโลกแห่งการพนันของสิงคโปร์โดยถาวร ซาฟดีในวัยกว่า 80 กล่าวว่าเขาได้รับแรงบันดาลใจมาจากสำรับไพ่และออกแบบรีสอร์ทอเนกประสงค์แห่งนี้ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด 38 เฮคเตอร์ รายล้อมด้วยตึกสูง 55 ชั้นที่เป็นโรงแรมทั้งหมด 3 ตึก คาสิโน ศูนย์ประชุม พิพิธภัณฑ์ และร้านค้า ในวันที่เปิดให้บริการในปี ค.ศ. 2010 Marina Bay Sands เป็นคาสิโนที่มีการดำเนินธุรกิจแบบไม่พึ่งพาใครที่มีมูลค่าสูงสุดในโลก ประกอบไปด้วยโต๊ะเล่นพนัน 500 ตัว ตู้สล็อตแมชชีน 1,600 ตัว มูลค่าทั้งหมดในตอนนั้นอยู่ที่ประมาณ 6.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

แต่ยังไม่หมดเพียงเท่านั้น เพราะซาฟดียังได้รับเชิญให้มาช่วยออกแบบตึกสูงหลังที่สี่ของ Marina Bay Sands ซึ่งเป็นโรงแรมอีกแห่งที่แยกออกมาต่างหาก ประกอบไปด้วยห้องสวีต 1,000 ห้อง ห้องหลังคากระจก สระว่ายน้ำ โรงละครรูปครึ่งวงกลมขนาด 15,000 ที่นั่ง และภัตตาคารที่เป็นซิกเนเจอร์ของรีสอร์ท ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการขยายรีสอร์ทมูลค่ากว่าหนึ่งพันล้านดอลลาร์สหรัฐ

4. Jewel Changi Airport ประเทศสิงคโปร์

โครงการล่าสุดของซาฟดีซึ่งมีมูลค่า 1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ก่อให้เกิดนิยามของประสบการณ์การใช้สนามบินในรูปแบบใหม่ และเป็นโครงการที่คนทั้งประเทศจับตามอง ในตอนแรกสถาปนิกคนดังและบริษัทของเขานำเสนอไอเดียในการยื่นประมูลกับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ CapitaLand ซึ่งจะเป็นผู้เลือกผู้ชนะการประมูลในขั้นสุดท้าย “ตอนที่ผมเริ่มร่างภาพไอเดียหลายๆ แบบ เรารู้สึกชอบไอเดียที่จะทำหลังคาคลุมตัวอาคารทั้งหมดด้วยวัสดุโปร่งใส” ซาฟดีกล่าว และแล้วภาพร่างอุทยานที่ดูเหมือนสวนยุคจูราสซิค พร้อมน้ำตกในตัวอาคารที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก็ทำให้บริษัทของเขาชนะการประมูล

แม้ว่าสถาปนิกหลายคนมุ่งความสนใจไปที่ภายนอกตัวอาคาร แต่ซาฟดีกลับสนใจความสวยงามภายในอาคารที่มีขนาด 135,700 ตารางเมตรมากกว่า ศูนย์การค้า Jewel ซึ่งแวดล้อมไปด้วยน้ำตกสูงที่สุดในโลก อุทยานสูงเทียมตึกห้าชั้นพร้อมทางสำหรับคนเดิน ร้านค้ากว่า 280 แห่ง รวมถึงร้านอาหารและเครื่องดื่ม ได้เปลี่ยนความคิดของผู้คนว่าสนามบินควรเป็นเช่นไรไปโดยสิ้นเชิง การสร้างศูนย์การค้า Jewel ทำให้เกิดการคาดการณ์ว่าท่าอากาศยานนานาชาติชางงีน่าจะได้รับรางวัล “สนามบินยอดเยี่ยมที่สุดในโลก” อีกครั้ง “ผมขอทำนายตอนนี้เลยว่า Jewel จะกลายเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของสิงคโปร์ที่โดดเด่นไม่แพ้ Marina Bay Sands” ซาฟดีให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวเมื่อวันศุกร์ที่ 12 เมษายน ค.ศ. 2012 ก่อนหน้าการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของศูนย์การค้า Jewel  ณ ท่าอากาศยานนานาชาติชางงี ในวันพุธสัปดาห์ถัดมา

5. Raffles City เมืองฉงชิ่ง

โครงการก่อสร้างมูลค่า 3.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐแห่งนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากเรือสำเภาจีนโบราณ ช่างพอเหมาะพอดีกับประวัติศาสตร์เมืองฉงชิ่งในอดีต ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นสถานีการค้าแห่งหนึ่งของประเทศ Raffles City แห่งเมืองฉงชิ่งเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างจีนและสิงคโปร์ และจะเป็นโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของสิงคโปร์ที่ใหญ่ที่สุดเพียงแห่งเดียวในประเทศจีน สะพานเชื่อม Crystal Sky Bridge ที่ออกแบบโดยทีมสถาปนิกของซาฟดี อาร์คิเท็กต์ส คล้ายคลึงกับที่ Marina Bay Sands ในสิงคโปร์ วัดความยาวได้ 300 เมตร กว้าง 32.5 เมตร สูง 26.5 เมตร เป็นตัวเชื่อมตึกระฟ้า 6 ตึกจากทั้งหมด 8 ตึกที่สูงตระหง่านเสียดฟ้าเมืองฉงชิ่งขึ้นไปถึง 250 เมตร สะพานเชื่อม Crystal Sky Bridge นี้จะประกอบไปด้วยส่วนที่เป็นสระว่ายน้ำ จุดชมวิว และพื้นที่ที่เป็นร้านค้าด้วย

การเปิดตัว Raffles City จะนับรวมเป็นหนึ่งในรายการเปิดตัวโครงการใหญ่อีก 8 โครงการทั่วโลกของสถาปนิกอัจฉริยะผู้นี้ รวมถึงศูนย์การค้า Jewel ที่ท่าอากาศยานนานาชาติชางงี และ Serena Del Mar ในประเทศโคลัมเบีย จากความสำเร็จที่ผ่านมาของซาฟดี จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่เขาได้รับการประกาศชื่อให้เป็นผู้ได้รับรางวัล Wolf Prize อันทรงเกียรติ ในสาขาสถาปัตยกรรมของปี ค.ศ. 2019